“กลุ่มเจียรวนนท์” แชมป์มหาเศรษฐีปี 63 รวยลดลง 7.2 หมื่นลบ. เหลือ 8.9 แสนลบ.

HoonSmart.com>>ฟอร์บส์ ไทยแลนด์ จัดอันดับ 50 มหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2563 มีทรัพย์สินรวม 1.32 แสนล้านเหรียญ  ลดลงถึง 2.8 หมื่นล้านเหรียญ เจอเศรษฐกิจตกต่ำ ดัชนีหุ้นหายไป 30% ทำให้  38 คนรวยลดลง  โดยเฉพาะ 6 คน หายไป 1,000 ล้านเหรียญ  ขณะที่ 8 คนมั่งคั่งขึ้น “ตระกูลเจียรวนนท์”ยังคงร่ำรวยที่สุด   2.73 หมื่นล้านเหรียญ ลดลง 2.2 พันล้านเหรียญ อันดับ 2 “เฉลิม อยู่วิทยา” เจ้าของ Red Bull รวยขึ้นเป็น 2.02 หมื่นล้านเหรียญ  เบียดกลุ่ม จิราธิวัฒน์ตกไปอยู่อันดับ 4 เหลือทรัพย์สิน 9,500 ล้านเหรียญ ทรุดฮวบกว่าครึ่ง อันดับ 3 “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ทรัพย์สิน 1.05 หมื่นล้านเหรียญ ลดลง 5,700 ล้านเหรียญ 

 

ฟอร์บส์ ไทยแลนด์ เปิดเผย 50 อันดับมหาเศรษฐีไทย ประจำปี 2563 มีทรัพย์สินรวมกันลดลงถึง 2.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ ประมาณ 9.15 แสนล้านบาท   คิดเป็น  18% เหลือเพียง 1.32 แสนล้านเหรียญ หรือประมาณ 4.31 ล้านล้านบาท เนื่องจากเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งได้เริ่มชะลอตัวแล้วจากสงครามการค้า และถูกกระหน่ำซ้ำเติมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ทำให้ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทรุดหนัก ลดลงเกือบ 1 ใน 3 จากเดือนเม.ย.2562 เป็นผลให้ มหาเศรษฐีไทย 38 คน มีทรัพย์สินสุทธิลดลง ในจำนวนนี้มี 6 คนที่ความมั่งคั่งลดลงกว่า 1 ,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 32.663 บาทต่อเหรียญ ณ 31 มี.ค. 2563

สำหรับมหาเศรษฐีไทย อันดับ 1 คือ พี่น้องตระกูลเจียรวนนท์ แห่งเครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) ยังครองตำแหน่งอันดับหนึ่ง แม้ว่าทรัพย์สินจะลดลง 2,200 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 7.18 หมื่นล้านบาท ไปอยู่ที่ 2.73 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 8.91 แสนล้านบาท และเมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าซื้อกิจการของเทสโก้ในไทยและมาเลเซียมูลค่า 1.06 หมื่นล้านเหรียญได้สำเร็จ

อันดับ 2 นายเฉลิม อยู่วิทยา ซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์เครื่องดื่มชูกำลังระดับโลกอย่าง Red Bull โดยเป็น 1 ใน 8  ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น มาอยู่ที่  2.02 หมื่นล้านเหรียญ บวก  300 ล้านเหรียญ

อันดับ 3 นายเจริญ สิริวัฒนภักดี จากเครือไทยเบฟเวอเรจ ขยับขึ้นมาในอันดับที่ 3 ด้วยทรัพย์สิน 1.05 หมื่นล้านเหรียญ แต่ลดลงมากจาก 1.62 หมื่นล้านเหรียญในปีที่ผ่านมา

อันดับ 4 ตระกูลจิราธิวัฒน์ หล่นจากอันดับ 2 มาอยู่ในอันดับ 4  ด้วยความมั่งคั่งที่ลดลงกว่าครึ่งไปอยู่ที่ 9,500 ล้านเหรียญ  หลังจากเพิ่งนำ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น (CRC) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อเดือนก.พ.2563ที่ผ่านมา โดยนับเป็นการเสนอขายหุ้นไอพีโอครั้งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย แต่ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวและนักช็อปที่ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาหุ้น CRC  ต่ำกว่าราคาไอพีโอถึง 27% โดยตกลงต่อเนื่องตั้งแต่เข้าการซื้อขาย

อันดับ 5 นายสารัชถ์ รัตนาวะดี อันดับคงที่ ดำเนินธุรกิจด้านพลังงาน บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) มูลค่าทรัพย์สิน 6,800 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นจาก 5,200 ล้านเหรียญในปี 2562

อันดับ 6 นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา  ดำเนินธุรกิจรีเทล บริษัท คิง พาวเวอร์ มูลค่าทรัพย์สิน 3,800 ล้านเหรียญ ลดลงจาก 4,700 ล้านเหรียญในปี 2562
อันดับ 7 นายประจักษ์ ตั้งคารวคุณ (ขึ้นจากอันดับ 24) ดำเนินธุรกิจสีทาอาคาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ ประเทศไทย (TOA) มูลค่าสินทรัพย์สิน 3,100 ล้านเหรียญ

อันดับ 8 ตระกูลโอสถานุเคราะห์ (อันดับคงที่) ดำเนินธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัทโอสถสภา (OSP) มูลค่าทรัพย์สิน 3,000 ล้านเหรียญ มูลค่าทรัพย์สินคงที่

อันดับ 9 นายวานิช ไชยวรรณ (อันดับคงที่) ดำเนินธุรกิจประกันชีวิต บริษัท ไทยประกันชีวิต มูลค่าทรัพย์สิน 2,800 ล้านเหรียญ ลดลงจาก 2,850 ล้านเหรียญ

อันดับ 10 นายชูชาติ และนางดาวนภา เพชรอำไพ (ขึ้นจากอันดับ 13) ดำเนินธุรกิจการเงิน บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) มูลค่าทรัพย์สิน 2,650 ล้านเหรียญ

สำหรับหลักเกณฑ์การจัดอันดับนี้ใช้ข้อมูลการเงิน และการถือครองหุ้นที่ได้รับจากทางครอบครัวและปัจเจกบุคคล ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นักวิเคราะห์ และหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่ง อันดับนี้ต่างจากอันดับอภิมหาเศรษฐีตรงที่มีการรวมถึงทรัพย์สินของครอบครัวและทรัพย์สินที่ถือครองโดยสมาชิกครอบครัวหลายรุ่น โดยมูลค่าทรัพย์สินในบริษัทมหาชนเป็นการคำนวณจากราคาหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 13 มี.ค. 2563  ทรัพย์สินในบริษัทที่ถือครองส่วนตัวประเมินค่าโดยเปรียบเทียบกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเดียวกันที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์