“SCB EIC” คาดยอดโอนอสังหาฯปีนี้โต 7%

“SCB EIC” คาดยอดโอนที่อยู่อาศัยปีนี้เติบโต 7% แตะระดับ 4.6 แสนล้านบาท เปิด 5 เทรนด์ความต้องการผู้บริโภคยุคมิลเลนเนียล-เบบี้บูมเมอร์ พร้อมระบุคนไทยยังนิยมบ้านเดี่ยว ชู “smart home” จุดขายบ้านยุคใหม่

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินว่า ตลาดที่อยู่อาศัยของไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น หลังจากชะลอตัวในช่วงมาตรการกระตุ้นของภาครัฐหมดลง โดยคาดว่ามูลค่ายอดโอนที่อยู่อาศัยในกรุงเทพและปริมณฑลจะฟื้นตัวราว 7% ในปีนี้หรือเพิ่มเป็น 4.6 แสนล้านบาท จากปีที่แล้ว 4.3 แสนแสนล้านบาท โดยมีปัจจัยบวกทั้งจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวดีขึ้น การขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ขนาดครอบครัวที่เล็กลงเรื่อยๆ และความต้องการที่อยู่อาศัยในทำเลที่มีศักยภาพสูง จูงใจให้ผู้ประกอบการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยออกมาอย่างต่อเนื่อง และส่งผลให้การแข่งขันสูงขึ้น

อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการจำเป็นต้องระมัดระวังในการเปิดโครงการใหม่ๆ และเร่งระบายหน่วยเหลือขายโดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม นอกจากนี้ ภาวะตลาดปัจจุบันที่เป็นตลาดของผู้ซื้อยังกลายเป็นโจทย์ที่ยากมากขึ้นสำหรับผู้ประกอบการในการพัฒนาโครงการต่อๆไป

ไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้บริโภคยุคใหม่ (มิลเลนเนียล) และกลุ่มที่เข้าสู่สังคมสูงอายุ (เบบี้บูมเมอร์) และกระแสเกี่ยวกับผู้บริโภคต่างๆ รวมถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี ล้วนมีอิทธิพลต่อการพัฒนาและการขายโครงการที่อยู่อาศัยในอนาคต

EIC พบว่าเทรนด์ความต้องการที่อยู่อาศัยของไทยที่น่าจับตามองคือ 1. ตลาดคอนโดมิเนียมจะยังคงเป็นตลาดใหญ่ แม้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบ 2. ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลางฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ภายในโครงการที่หลากหลาย 3.ผู้บริโภคอยากอยู่ใกล้แหล่งชุมชนเพิ่มเติมจากแค่ใกล้รถไฟฟ้า 4.smart home จะกลายเป็น new normal ในอนาคต และ5.ผู้บริโภคจะมีการเปรียบเทียบข้อมูลผ่านช่องทางดิจิทัลมากขึ้นอีกและนิยมรูปแบบที่ล้ำหน้าขึ้น

แม้ว่าผู้บริโภคไทยส่วนใหญ่อยากได้ที่อยู่อาศัยแนวราบโดยเฉพาะบ้านเดี่ยว แต่คอนโดมิเนียมจะยังคงเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะตลาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังเข้าสู่วัยทำงาน ที่คอนโดมิเนียมเป็นทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์มากกว่ารูปแบบอื่นด้วยเรื่องทำเลและกำลังซื้อ ขณะที่กลุ่ม Gen X และกลุ่มที่เข้าสู่สังคมสูงอายุอย่างเบบี้บูมเมอร์ก็มีความต้องการคอนโดมิเนียมเพื่อตอบโจทย์ที่หลากหลาย เช่น ภาระการดูแลที่อยู่อาศัยที่น้อยกว่า การซื้อเพื่อลงทุน และบางส่วนเป็นการซื้อให้บุตรหลาน

อย่างไรก็ดี มุมมองจากผลการสำรวจพบว่าหากไม่มีข้อจำกัดในเรื่องต่างๆ มากนัก ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยากได้ที่อยู่อาศัยแนวราบ โดยเฉพาะบ้านเดี่ยวมากกว่า

ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับพื้นที่ส่วนกลาง ฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ในโครงการ ผู้บริโภคไทยให้ความสำคัญกับความสมดุลของการทำงานและการใช้ชีวิต ประกอบอาชีพอิสระ และยอมรับการแชร์ในสังคมมากขึ้น ส่งผลให้พื้นที่ส่วนกลางและพื้นที่ร่วมในโครงการที่อยู่อาศัยมีผลต่อการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงการออกแบบฟังก์ชั่นการใช้งานของพื้นที่ในโครงการที่หลากหลาย อย่างเช่นการมี co-working space และ co-recreation ในที่อยู่อาศัย ตลอดจนพื้นที่ที่จะสามารถรองรับการแชร์ในด้านอื่นๆ ต่อไปในอนาคต เช่น พื้นที่จอดรถยนต์ส่วนกลางที่ใช้ร่วมกัน เป็นต้น

ทำเลที่เดินทางสะดวกใกล้รถไฟฟ้ายังคงสำคัญ แต่ทำเลที่ใกล้แหล่งชุมชนและสิ่งอำนวยความสะดวกก็สำคัญต่อผู้บริโภคไม่น้อยไปกว่ากัน ทำเลที่อยู่อาศัยที่อยู่ใกล้รถไฟฟ้าหรือที่ทำงานอาจยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ของผู้บริโภค ผู้บริโภคมีความต้องการให้มีสิ่งจำเป็นและสิ่งอำนวยความสะดวกสบายอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแหล่งอาหารและเครื่องดื่ม โรงพยาบาลและศูนย์บริการด้านสุขภาพ ศูนย์การค้า ซึ่งจะส่งผลให้โครงการแนวมิกซ์ยูสได้รับความนิยมมากขึ้น

เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาททั้งในส่วนของ smart home ซึ่งแม้ว่ายังไม่แพร่หลายนักในไทย แต่จะเป็นจุดขายที่ได้รับความสนใจมากขึ้นโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ขณะที่ช่องทางดิจิทัลจะกลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้ซื้อที่อยู่อาศัยทั้งการตลาดและบริการหลังการขายผ่านแพลตฟอร์มใหม่ๆ โดยในส่วนของ smart home จะได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของระบบเตือนภัยและระบบจัดการพลังงานในที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ การเข้าถึงเทคโนโลยีของผู้บริโภคส่งผลให้ช่องทางดิจิทัลจะมีบทบาทในการตัดสินใจเลือกซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นเนื่องจากผู้บริโภคจะมีการเปรียบเทียบข้อมูลมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงควรหันมาให้ความสำคัญกับการนำ proptech เข้ามาใช้เป็นตัวช่วยผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ๆ อาทิ การนำเสนอบริการหลังการขายรูปแบบต่างๆ การนำเสนอข้อมูลเพื่อให้ผู้บริโภคเปรียบเทียบโครงการได้ง่ายขึ้น รวมถึงการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ อย่าง AR หรือ VR ตลอดจนการนำ proptech มาใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการโครงการ

การแข่งขันในตลาดที่อยู่อาศัยที่รุนแรงขึ้นส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องเน้นกลยุทธ์สร้างความแตกต่างและเข้าใจผู้บริโภคให้ลึกขึ้นเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

โดย 3 กลยุทธ์สำคัญในการสร้างความแตกต่างที่ไม่ควรมองข้าม คือ 1.ออกแบบโดยให้ความสำคัญต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น เช่น universal design ที่ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม ขณะที่การออกแบบที่ตอบโจทย์ customization จะช่วยสร้างความแตกต่างในการแข่งขันเพื่อเจาะกลุ่ม niche market อย่าง luxury ที่มีศักยภาพซื้อสูง

2.จับมือทางธุรกิจเพื่อพัฒนาสินค้า ถ่ายทอดความรู้ เข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มใหม่ และสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดยความร่วมมือทางธุรกิจสามารถสร้างได้หลายรูปแบบทั้งการหาผู้ร่วมทุนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านต่างๆ เช่น การพัฒนาโครงการmixed use ในโครงการที่มีศักยภาพสูงโดยเลือกองค์ประกอบของอสังหาริมทรัพย์ที่ลงตัวตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคหลากหลายกลุ่ม หรือจับมือกับสตาร์ทอัพเพื่อนำเสนอเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการอยู่อาศัย เช่น สมาร์ทโฮม นอกจากนี้ การจับมือเพื่อสร้างแบรนด์ เช่น ความร่วมมือกับเชนโรงแรมชั้นนำยังช่วยเพิ่มมูลค่าของโครงการอีกด้วย

และ3.พัฒนาแพลตฟอร์มบริการหลังการขายใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการขายและต่อยอดนำ Big data มาพัฒนาสินค้าและบริการ อย่างเช่นการพัฒนาแพลตฟอร์มกลางเพื่อรวบรวมบริการหลังการขาย หรือการใช้ประโยชน์จาก Big data ซึ่งนอกจากจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานแล้วยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคหรือข้อมูลปัญหาที่พบจากการให้บริการหลังการขายต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่ผู้บริโภคมีความต้องการในอนาคต