HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 213 จุด ขณะที่ S&P500 และ Nasdaq ปรับตัวลดลง แรงขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอีกครั้ง นักลงทุนโยกเงินไปกลุ่มอื่นมากขึ้น จับตาเลือกตั้งกลางเทอม รายงานการจ้างงานที่สำคัญ “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับตัวลงแรงกว่า 7% ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก
ดัชนีหลักในตลาดหุ้นสหรัฐ วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ปิดในทิศทางที่ต่างกัน เนื่องจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีกลับมาอีกครั้ง และนักลงทุนโยกเงินไปกลุ่มอื่นมากขึ้นขณะที่ประเมินสถานการณ์ในสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยผลประกอบการ การเลือกตั้งกลางเทอม และรายงานการจ้างงานที่สำคัญ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,983.98 จุด เพิ่มขึ้น 213.67 จุด, +0.41%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,541.40 จุด ลดลง 38.67 จุด, -0.51%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,164.32 จุด ลดลง 272.68 จุด, -1.07%
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปถูกเทขาย ขณะที่หุ้นของ Apple ลดลงเกือบ 2% ในช่วงก่อนที่บริษัทจะรายงานผลประกอบการหลังตลาดปิดทำการ
หุ้น Nvidia และ Meta Platforms ต่างปรับตัวลดลง 1% หุ้น Marvell Technology ร่วงลงเกือบ 13% ขณะที่หุ้น Lumentum ปรับตัวลดลง 18% หลังจากทั้งสองบริษัทประกาศว่า Marvell จะเข้าซื้อกิจการ Lumentum ด้วยมูลค่า 1.15 แสนล้านดอลลาร์
ส่วนหุ้น Oracle ลดลง 8% หลังจากบริษัทเปิดเผยแผนการเสนอขายหุ้นสามัญมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ควบคู่ไปกับการออกหุ้นกู้อีกมูลค่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อนำเงินทุนไปใช้ในการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หุ้น Intel ร่วงลง 8.8% ต่อเนื่องจากการดิ่งลง 29% เมื่อวันศุกร์หลังจากบริษัทคาดการณ์รายได้รายไตรมาสต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ พร้อมระบุว่าไม่คาดว่าจะมีกระแสเงินสดเป็นบวกในปีนี้
หุ้น Palantir ลดลง 3.1% ก่อนการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสหลังตลาดปิดทำการ
หุ้น AMD ผู้ผลิตชิปรายสำคัญ ปรับตัวลดลง 7.5% ก่อนการรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในวันอังคารนี้
เจค ดอลลาร์ไฮด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท Longbow Asset Management เตือนว่านักลงทุนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับอัตราการใช้จ่ายด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI)
คริส ลาร์กิน กรรมการผู้จัดการฝ่ายการเทรดและการลงทุนที่ E-Trade กล่าวว่า ตลาดกำลังเผชิญกับปัจจัยที่อาจก่อให้เกิดความผันผวนอีกหลายข้อ รวมถึงการเลือกตั้งกลางเทอมและข้อมูลการจ้างงานที่จะประกาศในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม การที่ตลาดสามารถรับแรงกดดันโดยไม่ทรุดตัวลงถือเป็นสัญญาณเชิงบวก
การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะมีขึ้นในวันอังคารนี้ (3พ.ย.)โดยคาดว่าพรรคเดโมแครตจะสามารถคว้าที่นั่งส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎรได้ ในขณะที่ผลการชิงเสียงข้างมากในวุฒิสภายังคงมีความไม่แน่นอน
ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงจากความหวังที่ว่าสหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับมาเจรจาสันติภาพกันอีกครั้ง โดยในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะโจมตีอิหร่าน และสหรัฐฯ ต้องการแก้ไขความขัดแย้งด้วย สันติวิธีมากกว่า นอกจากนี้ สื่อของทางการอิหร่านยังรายงานอ้างคำกล่าวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านว่า การบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ สามารถเกิดขึ้นได้ หากสหรัฐฯแสดงให้เห็นถึงเจตนาที่ดี
นักลงทุนจับตาข้อมูลจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนตุลาคมในวันศุกร์นี้ (6 พ.ย.) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 63,000 ตำแหน่ง และคาดว่าอัตราว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 4.2%
ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานได้แก่ล่าสุด ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตเดือนตุลาคมจาก สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) ที่ปรับขึ้นสู่ระดับ 55.5 สูงกว่า 54.5 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกโดยได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังของตลาดว่า การเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านอาจมีความคืบหน้า ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงและทำให้นักลงทุนกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น
ดัชนี STOXX 600 เคลื่อนตัวอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบสองเดือน ขณะที่ดัชนี IBEX ของสเปนเพิ่มขึ้น 1.63% ซึ่งถือเป็นการนำตลาดหุ้นในภูมิภาคให้ปรับตัวสูงขึ้น
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 649.44 จุด เพิ่มขึ้น 2.69 จุด, +0.42%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,761.33 จุด เพิ่มขึ้น 31.55 จุด, +0.29%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,047.69 จุด เพิ่มขึ้น 78.67 จุด, +0.98%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,981.09 จุด เพิ่มขึ้น 162.88 จุด, +0.63%
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงกว่า 7% ภายหลังการหารือเป็นเวลา 3 วันระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านและกาตาร์
ตลาดหุ้นยุโรปมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ เนื่องจากภูมิภาคนี้ต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากภายนอก
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลงช่วยหนุนหุ้นกลุ่มการท่องเที่ยวและสันทนาการ ให้พุ่งขึ้น 3% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวขึ้นรายวันครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน
ในทางกลับกัน หุ้นกลุ่มพลังงาน ลดลง 2.3% เป็นกลุ่มที่ฉุดดัชนี STOXX ลง ข้อมูลจาก LSEG I/B/E/S ระบุว่า ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงช่วยให้กลุ่มนี้มีผลกำไรเติบโตถึง 139% ในไตรมาสที่สามที่ผ่านมา
กลุ่มเฮลท์แคร์ลดลงเล็กน้อย 0.6% แต่ปรับเพิ่มขึ้นรายเดือนสูงที่สุดถึง 14% ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1987
หุ้นของ Bavarian Nordic ปรับขึ้น 2.4% หลังจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนรายนี้คว้าสัญญาจัดหาวัคซีนป้องกันโรคฝีดาษลิง (mpox) และโรคฝีดาษ (smallpox) ระยะเวลา 4 ปีจากรัฐบาลอังกฤษ อีกทั้งยังประกาศแผนการซื้อหุ้นคืน
ด้านหุ้นกลุ่มชิปอย่าง Aixtron และ Infineon ต่างปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.9% และ 2.9% ตามลำดับ โดยเป็นการฟื้นตัวหลังจากเกิดแรงเทขายในกลุ่มเทคโนโลยีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังของบริษัทผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานไอทีขนาดใหญ่ (hyperscalers) จากสหรัฐฯ
หุ้น Ryanair ปรับขึ้น 5.2% หลังจากบริษัทประกาศมาตรการลดต้นทุน ท่ามกลางรายงานกำไรสุทธิที่ลดลง 6%
กิจกรรมภาคการผลิตในเดือนตุลาคมขยายตัว ในอัตราที่ชะลอตัวลงจากช่วงก่อนหน้า เนื่องจากคำสั่งซื้อใหม่เติบโตช้าลง ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานและปัญหาหยุดชะงักในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งส่งผลกดดันต่ออัตรากำไรของผู้ประกอบการ
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 7.66 ดอลลาร์ หรือ 7.36% ปิดที่ 96.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 8.66 ดอลลาร์ หรือ 7.63% ปิดที่ 104.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

