HoonSmart.com>>”ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป” (TU) โชว์ความสามารถทำกำไรดีขึ้นQ3 กำไรดำเนินงาน 2,087 ล้าน เพิ่ม 16.2% อัตรากำไรขั้นต้น 20.4% ยืนเหนือ 20% ติดต่อ 2 ไตรมาส ยอดขาย 35,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% โตต่อเนื่อง 3 ไตรมาส จากอาหารทะเลแปรรูป-ผลิตภัณฑ์พรีเมียม กำไรต่อหุ้น 9 เดือน โต 7.8% กลุ่มสามารถรับมือกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย ต้นทุนสูง ผ่านการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 ตอกย้ำศักยภาพมุ่งสู่เป้าหมายปี 69 ขายหุ้นซื้อคืน 100 ล้านหุ้น

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) เปิดผลงานไตรมาสที่ 3/2569 มีกำไรสุทธิ 1,345.65 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 0.35 บาท เพิ่มขึ้น 41.29 ล้านบาท คิดเป็น 3.16% จากที่มีกำไรสุทธิ 1,304.36 ล้านบาท หรือ 0.34 บาทต่อหุ้นในช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)
รวม 9 เดือน มีกำไรทั้งสิ้น 3,722.97 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 126.80 ล้านบาทหรือ 3.53%เทียบกับจำนวน 3,596.17 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรต่อหุ้น 0.97 บาท เพิ่มขึ้น 7.78% เทียบกับกำไร 0.90 บาทต่อหุ้น
นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 สะท้อนความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องของไทยยูเนี่ยนในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจหลักและการยกระดับความสามารถในการทำกำไร สามารถทำยอดขายได้อย่างโดดเด่นและรักษาอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่เหนือระดับ 20% ได้เป็นไตรมาสที่ 2 ติดต่อกัน
ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลจากการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Strategy 2030 อย่างมีวินัย ซึ่งรวมถึงการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ของไทยยูเนี่ยนและการเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียม การยกระดับประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ตลอดจนการผสานพลังความร่วมมือระหว่างธุรกิจต่างๆ ภายในกลุ่มบริษัท
ทางด้านยอดขายผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปภายใต้แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนเติบโต 6.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน จากการลงทุนด้านการตลาด การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ การปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย และการปรับภาพลักษณ์แบรนด์ ไทยยูเนี่ยนโดยการขยายพอร์ตผลิตภัณฑ์พรีเมียมของ King Oscar ในสหรัฐฯ พร้อมพัฒนา Parmentier สู่แบรนด์พรีเมียม ควบคู่ไปกับการปรับโฉมแบรนด์ในตลาดสำคัญ
ไทยยูเนี่ยนยังได้นำขีดความสามารถระดับโลกของกลุ่มบริษัท มาต่อยอดสู่การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ เช่น ผลิตภัณฑ์เนื้อทูน่าฉีก (Pulled Tuna) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ที่เปิดตัวภายใต้ 5 แบรนด์ของไทยยูเนี่ยนในภูมิภาคยุโรป ความพยายามเหล่านี้ช่วยขับเคลื่อนการเติบโตของผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพรีเมียมและยกระดับอัตรากำไรของธุรกิจหลัก
นอกจากนี้ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) ได้ประกาศเข้าซื้อกิจการบริษัท เฟลป์ส เพ็ท โปรดักส์ ผู้ผลิตขนมสัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียมในสหรัฐฯ ด้วยมูลค่า 160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5,300 ล้านบาท ขณะที่บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ (TFM) ได้จัดตั้งบริษัท Thai Union Feedmill Ecuador S.A.S. เพื่อลงทุนในโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำในประเทศเอกวาดอร์ การลงทุนดังกล่าวจะช่วยต่อยอดขีดความสามารถของไทยยูเนี่ยนในกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง ผ่านการมองหาโอกาสการลงทุนที่สอดคล้องกับกลยุทธ์ของบริษัท พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานในภูมิภาคอเมริกา
สำหรับ 9 เดือนแรกของปี 2569 ยอดขายเพิ่มขึ้น 4.0% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนแรงส่งที่แข็งแกร่งของไทยยูเนี่ยนก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุด ที่ 20% และกำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 7.8% อยู่ที่ 0.97 บาท
ไทยยูเนี่ยนได้เดินหน้ายกระดับแนวทางการจัดสรรเงินทุนให้มีความแม่นยำและตรงจุดยิ่งขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจที่มีศักยภาพในการสร้างผลตอบแทนสูงสุด ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการเงินทุนหมุนเวียนและแนวทางการจัดหาเงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ความยั่งยืนยังคงเป็นหัวใจสำคัญในการกำหนดทิศทางด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงการระดมทุนผ่าน Blue Finance หรือการบริหารจัดการเงินเพื่อการทำงานด้านการอนุรักษ์ท้องทะเล เพื่อให้การดำเนินกลยุทธ์ด้านการเงินมีความสอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
นายธีรพงศ์ กล่าวว่า “จากผลประกอบการที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรก เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายผลการดำเนินงานของปี 2569 ได้ตามที่คาดการณ์ไว้ ขณะเดียวกัน เรามุ่งจัดสรรการลงทุนภายใต้ทิศทางและเป้าหมายที่ชัดเจนเพื่อขับเคลื่อนการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ การขยายฐานผลิตภัณฑ์พรีเมียม และการมุ่งจัดสรรเงินทุนในโอกาสทางธุรกิจที่จะช่วยสร้างคุณค่าสูงสุดให้กับองค์กร เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ Strategy 2030 จะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนให้ไทยยูเนี่ยนสามารถเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้นในระยะยาว
ทางด้านคณะกรรมการบริษัทฯมีมติเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 2569 อนุมัติการจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนจำนวน 400,038,900 หุ้น คิดเป็น 9.40% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด แต่บริษัทฯอนุมัติการขายจำนวน 100 ล้านหุ้น คิดเป็น 2.35% เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 พ.ย.2569-30 มิ.ย. 2571 ส่วนหุ้นซื้อคืนที่เหลือ 300,038,900 หุ้นจะพิจารณาการดำเนินการที่เหมาะสม และจะแจ้งให้ผู้ถือหุ้นได้รับทราบในภายหลังต่อไป
ล่าสุดราคาหุ้น TU ปิดที่ 12.80 บาท บวก 0.10 บาทหรือ +0.79%
———————————————————————————————————————————————————–

