กสิกรฯฟันธง’เฟด’ไม่ขึ้นดอกเบี้ยก.ย. ลดแรงกดดันหุ้นลิสซิ่ง-ไฟฟ้า

HoonSmart.com>>เสียงแตก!การปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดเดือนก.ย.นี้ ตลาดยังคงมั่นใจ แม้เงินเฟ้อเดือนส.ค.จะทรงตัว 3.4% ตามคาดก็ตาม ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยฟันธงเฟดไม่รีบขึ้นดอกเบี้ยรอบนี้ ยังไม่เห็นเงินเฟ้อเร่งตัว  ท่ามกลางภาวะการเงินตรึงตัว คาดปีนี้จะปรับขึ้น 1 ครั้ง ลั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ ด้านบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปีขึ้นต่อเฉียด 5%

ในสัปดาห์นี้ตลาดจะต้องติดตามการประชุมธนาคารกลางของญี่ปุ่น (BOJ) วันที่ 18 ก.ย.2569 และธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) วันที่ 15-16 ก.ย.นี้อย่างใกล้ชิดว่า จะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อต่อสู่กับปัญหาเงินเฟ้อ และราคาน้ำมันดิบที่สูงกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรลหรือไม่ แม้ว่า สหรัฐฯประกาศตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไปเดือนส.ค.2569 ที่ 3.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน(YoY) สอดคล้องกับที่ตลาดคาดการณ์ก็ตาม

ล่าสุดธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพิ่งมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ในการประชุมเมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2569 นับเป็นครั้งที่ 2 ของปีนี้

ทางด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังคงให้น้ำหนักเฟดคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 3.50-3.75% ในการประชุม FOMC วันที่ 15-16 ก.ย. 2569 แม้ตลาดให้น้ำหนักการขึ้นดอกเบี้ยมากขึ้น โดยเฟดมีแนวโน้มส่งสัญญาณพร้อมปรับขึ้นดอกเบี้ยหากแรงกดดันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูง

ทั้งนี้ เงินเฟ้อทั่วไปเดือนส.ค. 2569 ทรงตัวที่ 3.4% YoY สอดคล้องกับที่ตลาดคาด และยังไม่มีสัญญาณเร่งตัวอย่างชัดเจน ซึ่งน่าจะเปิดทางให้เฟดเลือกคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนก.ย. นี้ ท่ามกลางภาวะการเงินโดยรวมที่ตึงตัวขึ้นจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) ที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่าเฟดมีแนวโน้มปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในช่วงที่เหลือของปี 2569 เพื่อควบคุมความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานและเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังมีความหนืด หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อไม่เร่งตัวสูงกว่าคาดอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ การปรับขึ้นดอกเบี้ยดังกล่าวไม่น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่

สำหรับหุ้นสหรัฐฯทั้ง 3 แห่ง เมื่อวันที่ 11 ก.ย.2569 ฟื้นตัวแรงเกือบ 1% ดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 509 จุด  หลังจากราคาน้ำมัน WTI ปรับตัวลดลง ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ/บาร์เรล แม้อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงและลดลงยาก ตอกย้ำการคาดการณ์เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมรอบเดือนก.ย.นี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ก.ย. WTI ซื้อขายที่ 99.99 ดอลลาร์สหรัฐฯ ร่วงลง 2.48 ดอลลาร์ หรือ -2.43% ส่วนเบรนท์ ยังคงสูงถึง 104.61 ดอลลาร์

ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ 10 ปี ขึ้นต่อ 0.027% แตะ 4.971% บอนด์ยีลด์ญี่ปุ่น  10 ปี อยู่ที่  2.988% +0.003%

ความกังวลเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางขนาดใหญ่ ทั้ง เฟด,BOJ และ ECB กดดันให้ราคาหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ นำโดยลิสซิ่งขนาดใหญ่ MTC ,TIDLOR,SAWAD  ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ราคาซื้อขายต่ำกว่าเป้าหมายที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อาทิ MTC ปิดที่ 29.25 บาท ถูกกว่าเป้าขั้นต่ำเฉลี่ยที่ 37.75 บาทถึง 22.52% นอกจากนี้ยังมีผลกระทบต่อธุรกิจไฟฟ้า ที่มีภาระหนี้สูงสำหรับ การลงทุนพัฒนาโครงการ

น.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2569 เฟดจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้ง ส่วนบอนด์ยีลด์ที่ยังทรงตัวระดับสูง ทำให้ต้นทุนการเงินของไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้าสูงขึ้น ส่วนกองรีท (REIT) ยังไม่น่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นที่ปรับตัวลงมามาก มองหาจังหวะในการทยอยซื้อได้ เพราะข่าวการปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางต่างประเทศ  เป็นเพียง sentiment เท่านั้น เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยคงอยู่ที่ 1.00% ตลอดปีนี้  ดังนั้นต้นทุนทางการเงินของธุรกิจไม่ได้เพิ่มขึ้น และไม่ได้กู้เงินต่างประเทศด้วย

“หุ้นลิสซิ่งที่แนะนำให้ทยอยซื้อ ชอบทั้ง  TIDLOR และ MTC  เพราะไม่มีปัญหาคุณภาพสินทรัพย์ไม่ดี จากการะระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ NPLs ยังคงอยู่ระดับต่ำ”น.ส.จิตรากล่าว

ส่วนการลงทุนในตลาดหุ้น ยังคงแนะนำให้ระมัดระวังการลงทุน เนื่องจากในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ดัชนี  SET เพิ่มขึ้นมามากถึง  30% เคลื่อนไหวสูงกว่า 1,600   จุด ห่างจากเป้าหมายทั้งปีที่ให้ไว้ที่ประมาณ 1,720 จุดไม่มากนัก  ท่ามกลางความผันผวนและมีปัจจัยต่างประเทศ แนะนำให้เลือกซื้อหุ้นที่มีรายได้ภายในประเทศ รวมถึงกลุ่มโรงพยาบาล นับเป็นที่พักเงินที่ดี ส่วนหุ้นที่เกี่ยวข้องกับท่องที่ยวหวังนโยบายสนับสนุนการท่องเที่ยวของรัฐบาลออกมาสนับสนุนในปลายปีนี้

“บอนด์ยีลด์ไม่ได้ขึ้นตามธรรมชาติ ราคาน้ำมันดิบที่สูง ส่งสัญญาณเรื่องสงครามคงลากยาว  ดีต่อหุ้นพลังงาน โดยเฉพาะปตท.สผ. นักวิเคราะห์น่าจะมีการปรับเป้าหมายกำไรขึ้น เพราะราคาขายเฉลี่ยที่เกิน 100 ดอลลาร์สหรัฐฯสูงกว่าสมมุติฐานที่คาดไว้แล้ว”

บล.กรุงศรีคงคำแนะนำ ซื้อ MTC และคงราคาเป้าหมายปีหน้าที่ 44  บาท คุณภาพสินทรัพย์อยู่ในระดับที่ควบคุมได้  และคาดกำไรสุทธิ 2569-2570 มีโอกาสเกิด upside จากค่าใช้จ่ายสำรอง(credit cost)  และปัจจุบันราคาหุ้นซื้อขายที่ PBV ที่ 1.3-1.4 เท่าเทียบเท่า -1.75SD คาดราคาหุ้นสะท้อนความเสี่ยงเรื่องคุณภาพสินทรัพย์ไปมากแล้ว

แนวโน้มกำไรที่ดีขึ้นจากในปี 2568 อยู่ที่ 6,723  ล้านบาท ปีนี้ประมาณ 7,082  ล้านบาท ปีหน้า 7,508 ล้านบาท และปี 2571 คาดไว้ที่  7,886 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม MTC ยังไม่มีแผนการเพิ่มระดับเงินปันผล เพราะมองว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงการเติบโต จึงทำให้ยีลด์ต่ำกว่าบริษัทคู่แข่ง