ก.ล.ต. เร่งเกณฑ์ Short Sell-HFT เพิ่ม Veto Right รายย่อยหวังใช้สิ้นปี

HoonSmart.com>>ก.ล.ต. เร่งปรับเกณฑ์คุมหุ้นไทย รื้อกฎ Short Sell-เคาะ Uptick เฉพาะหุ้นร่วงแรง 10% -ยกเลิก Dynamic Price Band ช่วงปกติ -เพิ่มสิทธิ Veto Right รายย่อย-คุมเข้มการบริหาร หวังประกาศใช้สิ้นปีนี้

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยความคืบหน้าความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เรื่องการทบทวนและยกระดับเกณฑ์การกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองต่อสภาวการณ์ตลาดทุนในปัจจุบันอย่างตรงจุด โดยมีการปรับปรุงกฎระเบียบสำคัญ ทั้งการขายชอร์ต (Short Selling) การควบคุมความผันผวนราคา และการนิยามพฤติกรรมการซื้อขายความถี่สูง (High-Frequency Trading)

ทั้งนี้ ได้ยกเลิกและปรับปรุงหลักเกณฑ์เดิมที่เคยบังคับใช้เมื่อสองปีก่อน เพื่อให้สอดรับกับบริบทของตลาดที่มีความหลากหลาย โดยเน้นย้ำว่าเกณฑ์ใหม่ที่ผ่านการรับฟังความคิดเห็น (Hearing) และนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการ ก.ล.ต. จะมุ่งเน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม แม้ว่าภาพรวมในเชิงนโยบายมีความเห็นสอดคล้องกันระหว่างสององค์กร แต่ในรายละเอียดการปฏิบัติงานอาจมีข้อแตกต่างที่ต้องปรับจูนเพื่อให้เกิดความลงตัวสูงสุด ก่อนที่จะทำการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ (Roll Out) เป็นลำดับถัดไป

 

ปรับเกณฑ์ Short Sell พุ่งเป้าเฉพาะหุ้นปรับตัวลงหนัก

ในประเด็นการขายชอร์ต (Short Sell) ได้มีการปรับเปลี่ยนกลไกจากการใช้เกณฑ์ราคาที่สูงกว่าราคาครั้งสุดท้าย (Uptick Rule) แบบครอบคลุมทั้งตลาด ซึ่งเคยใช้บังคับเมื่อช่วงสองปีก่อน มาเป็นการบังคับใช้ Uptick เฉพาะเจาะจงเป็นรายหลักทรัพย์ โดยกำหนดว่า หลักทรัพย์ใดที่มีราคาปรับตัวลดลงตั้งแต่ 10% ขึ้นไป จะถูกบังคับใช้เกณฑ์ Uptick ในวันทำการถัดไปทันที สำหรับผู้ที่ต้องการทำรายการขายชอร์ต

นางพรอนงค์ อธิบายว่า การปรับเปลี่ยนดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดการกำกับดูแลที่ยืดหยุ่นและสอดรับกับสภาวะความเป็นจริง เนื่องจากสภาวะตลาดในปัจจุบันไม่ได้มีลักษณะการปรับตัวลดลงพร้อมกันทั้งกระดาน หากแต่มีความแตกต่างกันตามปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท

การนำมาตรการ Uptick มาใช้เฉพาะเมื่อหุ้นตัวนั้นๆ ปรับตัวลดลงถึงเกณฑ์ 10% จะช่วยชะลอแรงขายและป้องกันการทุบราคาซ้ำซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะเดียวกันก็ไม่สร้างอุปสรรคต่อสภาพคล่องของหุ้นที่ยังคงมีเสถียรภาพ

“การปรับปรุงเกณฑ์ครั้งนี้เป็นการปรับให้สอดรับกับสภาวะตลาดที่แท้จริง ซึ่งหุ้นไม่ได้ปรับตัวลดลงเหมือนกันทั้งกระดาน การบังคับใช้ Uptick เฉพาะหุ้นที่ราคาตกลงแรง 10% จะช่วยควบคุมความเสี่ยงเฉพาะจุดได้อย่างตรงเป้าหมาย”นางพรอนงค์ กล่าว

คุมคุณสมบัติหุ้นที่อนุญาตให้ขายชอร์ต

นอกจากนี้ ยังได้ทบทวนและเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับคุณสมบัติของหลักทรัพย์ที่อนุญาตให้ทำการขายชอร์ตได้ ซึ่งเดิมเคยอนุญาตให้หุ้นที่มีสภาพคล่องหรือหุ้นที่เป็นสินทรัพย์อ้างอิงของตราสาร derivative/ DR สามารถทำ Short Sell ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าในเวลาต่อมาคุณสมบัติบางประการของหุ้นนั้นจะลดลงหรือตกเกณฑ์ไปแล้วก็ตาม ส่งผลให้มีหุ้นที่ขาดสภาพคล่องยังคงค้างอยู่ในระบบการขายชอร์ต

เพื่อแก้ไขปัญหาหุ้นราคาตกค้างและเพิ่มความโปร่งใส เกณฑ์ใหม่จึงกำหนดให้ทบทวนคุณสมบัติของหลักทรัพย์อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 6 เดือน โดยเน้นย้ำว่าหุ้นที่สามารถขายชอร์ตได้จะต้องเป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงและอยู่ในกลุ่ม SET100 เท่านั้น

หากหลักทรัพย์ใดที่เคยได้รับสิทธิเกิดหลุดจากกลุ่ม SET100 ในการทบทวนรอบครึ่งปี หลักทรัพย์นั้นจะต้องถูกถอดถอนออกจากรายการหุ้นที่อนุญาตให้ขายชอร์ตทันที ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนและยกระดับความคุ้มครองแก่ผู้ลงทุนในตลาด

ยกเลิก Dynamic Price Band ในช่วงเวลาปกติ

ในส่วนของมาตรการชะลอความผันผวนของราคาได้ยกเลิกการใช้กรอบราคาเคลื่อนที่ (Dynamic Price Band) ในช่วงเวลาซื้อขายปกติเนื่องจากตลาดหุ้นไทยมีกรอบการขึ้นลงของราคาขั้นสูงและขั้นต่ำ (Ceiling & Floor) กำหนดไว้เป็นหลักอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม เพื่อรองรับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด ทาง ก.ล.ต. ยังคงเครื่องมือ Dynamic Price Bandไว้สำหรับกรณีที่เกิดความผันผวนรุนแรงผิดปกติ หรือสภาวะตลาดหยุดชะงัก (Market Disruption) เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้เป็นเครื่องมือเข้าแทรกแซงและสร้างความมั่นคงได้อย่างทันท่วงที

จับพฤติกรรมการซื้อขายความถี่สูง (High-Frequency Trading)

ในการปรับปรุงนิยามของการซื้อขายความถี่สูง (HFT) ทาง ก.ล.ต. ได้เปลี่ยนผ่านจากการยึดติดกับตำแหน่งที่ตั้งเครื่องเซิร์ฟเวอร์ (Colocation) มาเป็นการตรวจจับจาก “พฤติกรรมการซื้อขายจริง” เพื่อสร้างความเป็นธรรมครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ลงทุน ยืนยันว่าการเปลี่ยนเกณฑ์ดังกล่าวช่วยให้ครอบคลุมผู้ส่งคำสั่งซื้อขายความเร็วสูงได้ครบถ้วนยิ่งขึ้น โดยผู้เข้าข่ายจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด

ยกเลิก Minimum Resting Time เพิ่มค่าธรรมเนียม Extra Charge

ด้านมาตรการลดความผันผวนจากการยกเลิกคำสั่งซื้อขาย ก.ล.ต. ได้พิจารณาผลการศึกษาวิจัยและตัดสินใจยกเลิกแนวคิดการกำหนดระยะเวลาค้างของคำสั่งซื้อขายขั้นต่ำ แต่เปลี่ยนมาใช้วิธีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม สำหรับกลุ่มที่มีอัตราการส่งคำสั่งซื้อขายต่อการจับคู่ซื้อขายจริงสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน (High Order-to-Trade Ratio: OTR)

การปรับเกณฑ์ครั้งนี้ทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เนื่องจากเกณฑ์ Minimum Resting Time มักถูกมองว่าเป็นอุปสรรคต่อคำสั่งซื้อขายจากต่างประเทศซึ่งใช้โปรแกรมสำเร็จรูป การเปลี่ยนมาใช้การเก็บค่าธรรมเนียม Extra Charge จะส่งผลให้ผู้ที่ส่งคำสั่งซื้อขายแล้วยกเลิกในปริมาณมากต้องรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้น ช่วยลดการส่งคำสั่งเสนอซื้อขายหลอกลวง ได้อย่างตรงจุด

“เรายกเลิก Minimum Resting Time เพื่อให้เกณฑ์ของไทยเป็น Friendly ต่อผู้ลงทุนต่างชาติและสอดคล้องกับสากล แต่ใช้มาตรการเรียกเก็บ Extra Charge สำหรับกลุ่มที่มี OTR สูงเกินเกณฑ์แทน เพื่อป้องกันการส่งคำสั่งแล้วยกเลิกโดยไม่จำเป็น”นางพรอนงค์ กล่าว

เพิ่มสิทธิ Veto Right รายย่อย

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ก.ล.ต. ได้ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับการคุ้มครองผู้ลงทุนผ่านการปรับปรุงเกณฑ์รายการที่เกี่ยวโยงกัน (RPT) และการได้มาหรือจำหน่ายไปซึ่งสินทรัพย์ (MT) โดยเพิ่มสิทธิการคัดค้าน (Veto Right) ให้แก่ผู้ถือหุ้น โดยกำหนดให้ผู้ถือหุ้นที่รวมกันตั้งแต่ 10% ขึ้นไป มีสิทธิคัดค้านธุรกรรมที่มีความเสี่ยงหรือไม่เหมาะสม

แม้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) หรือที่ปรึกษาทางการเงินอิสระ (IFA) จะไม่ได้มีความเห็นคัดค้านก็ตาม ซึ่งถือเป็นการยกระดับธรรมาภิบาลในตลาดทุนไทยครั้งสำคัญ

ทั้งนี้ บอร์ด ก.ล.ต. ได้ให้ความเห็นชอบหลักการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว และอยู่ในขั้นตอนที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะนำไปออกเป็นข้อบังคับเพื่อเริ่มมีผลบังคับใช้ คาดว่าจะเริ่มกระบวนการได้ก่อนสิ้นปีนี้

​สำหรับสาระสำคัญของการปรับปรุงกฎระเบียบและร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ใหม่ ครอบคลุม 3 ประเด็นหลัก ได้แก่

การกำกับดูแลการขายชอร์ต (Short Sell) มีการปรับขอบเขตการบังคับใช้จากเดิมที่คุมเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ ให้ครอบคลุมถึงผู้ลงทุนทุกประเภท (Any Person) พร้อมกำหนด obligation ให้ผู้ลงทุนและผู้ดูแลฝากทรัพย์สิน (Custodian) ทั้งในและต่างประเทศต้องรายงานข้อมูลการทำรายการ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในระบบ

การรายงานภาระผูกพันในหลักทรัพย์ (Pledge) กำหนดให้การก่อภาระผูกพันที่มีนัยสำคัญต้องมีการรายงานต่อระบบ เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและตลาดได้รับทราบข้อมูลอย่างทั่วถึง ยกเว้นกรณีที่เป็นการทำธุรกรรมผ่านระบบปกติที่มีการเปิดเผยข้อมูลอยู่แล้ว

การตั้งพนักงานสอบสวนร่วม เพิ่มกลไกยับยั้งและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดในกรณีที่มีการเอาเปรียบนักลงทุนอย่างร้ายแรง โดยเปิดช่องให้ตั้งพนักงานสอบสวนร่วมในเคสที่มีผลกระทบสูง (High Impact) เช่น เคสที่มีมูลค่าความเสียหายสูง หรือกระทบต่อผู้ลงทุนจำนวนมาก เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินคดี