4 นายแบงก์ ชี้การเงินไทยมุ่งสู่ “Digital Trust” ปรับลุคประเทศดึงทุนโลก-ดันจีดีพี

HoonSmart.com>>4 นายธนาคารชั้นนำ ฉายภาพก้าวถัดไปของระบบการเงินไทย จากยุคโอนไวสู่การสร้างความไว้วางใจด้านดิจิทัล วางระบบนิเวศข้อมูลแบบกระจายศูนย์เพิ่มความปลอดภัย  ดันแพลตฟอร์ม PromptBiz ปลดล็อกสินเชื่อ SME เข้าถึงสินเชื่อ ปลดล็อก Virtual Bank ยกระดับการปราบภัยสแกมเมอร์ มั่งสู่ศูนย์กลางการเงินภูมิภาคอาเซียน

จากงานสัมมนา “The Bangkok Business Summit 2026” หัวข้อเสวนา “Building Thailand’s Trusted Economy: Digital Public Infrastructure for Inclusive Growth” หรือ การสร้างเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือของประเทศไทย: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสาธารณะเพื่อการเติบโตที่ครอบคลุมมากขึ้น

ดร.ปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) กล่าวว่า ประเทศไทยประสบความสำเร็จอย่างมากในการเปลี่ยนผ่านการชำระเงินจากรูปแบบกายภาพไปสู่ดิจิทัล โดยมีจำนวนการลงทะเบียน PromptPay มากกว่าจำนวนประชากรไทย เนื่องจากสามารถผูกเลขบัตรประชาชน เลขประจำตัวผู้เสียภาษี หรือเบอร์โทรศัพท์เข้ากับบัญชีธนาคารได้ ปัจจุบันมีปริมาณธุรกรรมเฉลี่ยมากกว่า 100 ล้านรายการต่อวัน

อย่างไรก็ตาม สังคมกำลังเผชิญกับปัญหาการฉ้อโกงและสแกมเมอร์ ซึ่งเปรียบเสมือน “ดาบสองคม” ด้านหนึ่งได้ความสะดวกสบายสูง แต่อีกด้านหนึ่งกลับต้องเจอกลโกง คำถามสำคัญคือจะย้ายการป้องกันลงสู่ปลายน้ำได้อย่างไร เพราะการพยายามหยุดรถที่วิ่งด้วยความเร็วสูงบนทางหลวงนั้นทำได้ยากเนื่องจากมีรถจำนวนมาก

ในอีกมุมหนึ่ง การเคลื่อนย้ายเงินในปัจจุบันมาพร้อมกับการเคลื่อนย้ายข้อมูล แต่เหตุใดครัวเรือนถึง 38% ยังคงต้องพึ่งพานอกระบบ ขณะที่มีประชากรเพียง 42% ที่มีประวัติเครดิตในระบบของเครดิตบูโร (NCB) ความท้าทายถัดไปจึงไม่ใช่แค่การย้ายเงินให้เร็วขึ้นหรือการเข้าถึงเงิน แต่เป็นการสร้างความไว้วางใจที่ดีขึ้นเพื่อการเข้าถึงทางการเงินที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น (Financial Inclusion)

ดร.ปิติ ชี้ว่า สิ่งที่เผชิญในวันนี้คือภัยฉ้อโกงดิจิทัล ดังนั้นก้าวถัดไปคือ “Digital Trust” หรือการนำข้อมูลที่มาพร้อมกับการชำระเงินดิจิทัลมาสร้างความไว้วางใจ เมื่อลดต้นทุนของความไว้วางใจ (Cost of Trust) ลงได้ ก็จะช่วยลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น ธนาคารส่วนใหญ่เมื่อดู กำไรจากการดำเนินงานก่อนหักสำรองและภาษี  สมมติอยู่ที่ 100 แต่หลังจากนั้นจะเหลือ 50 ซึ่งหมายความว่าต้นทุนของความไว้วางใจคิดเป็นถึง 50% ของรายได้ เช่นเดียวกับธุรกิจประกันภัยและอีกหลายภาคธุรกิจ

เรื่องข้อมูลเปรียบเหมือนเหรียญ 2 ด้าน ปัญหาปัจจุบันคือจะแลกเปลี่ยนข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร การเข้าถึงการชำระเงินยังไม่อาจเท่ากับการเข้าถึงทางการเงิน แต่ข้อมูลการชำระเงินมีข้อมูลอื่นแฝงอยู่มาก หากสามารถจัดระเบียบและแลกเปลี่ยนข้อมูลได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มการเข้าถึง เพิ่มความไว้วางใจให้กับคนที่เหมาะสม ลดต้นทุนความไว้วางใจ และกีดกันผู้ไม่หวังดีออกจากระบบไปพร้อมกัน

ดังนั้น โจทย์ถัดไปจึงเป็นการขับเคลื่อนความไว้วางใจให้เร็วเท่ากับความเร็วของการชำระเงิน ซึ่งหากทำได้ดี จะกลายเป็นข้อเสนอที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ประเทศไทยทั้งในและต่างประเทศ

ดร.ปิติ กล่าวว่า ในอดีตเมื่อเคลื่อนย้ายเงินแบบกายภาพ สแกมเมอร์ทำทุจริตได้ยากกว่า แต่เมื่อเป็นดิจิทัล การโอนเงิน ยักย้าย เปลี่ยนเป็นทองคำ คริปโทเคอร์เรนซี ทำได้อย่างรวดเร็วและตามรอยยาก การสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลหากออกแบบไม่ถูกต้องก็อาจสร้างปัญหาใหม่ได้เช่นกัน

โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลไม่ควรเป็น “Data Pool” ที่รวมข้อมูลไว้ที่เดียวจนหากถูกโจมตีข้อมูลจะสูญหายทั้งหมด และไม่ควรคิดว่าเป็น “ข้อมูลของคุณ” แต่เป็น “ข้อมูลเกี่ยวกับคุณ” หรือข้อมูลที่จัดเก็บโดยตำรวจหรือศาล หัวใจสำคัญคือการแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งมีหลักการดังนี้

กระจายตัว ( Federated) ไม่เก็บไว้ที่เดียว เพื่อป้องกันการถูกโจมตีเอาข้อมูลไปทั้งหมด

กำหนดวัตถุประสงค์ชัดเจน (Purpose-bound) โดยเจ้าของข้อมูลเป็นผู้อนุมัติสิทธิ์เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเป็นประโยชน์ชอบด้วยกฎหมายสำหรับตำรวจและศาลในการบังคับใช้กฎหมาย

ทำงานร่วมกันได้และรองรับการขยายตัว (Interoperable & Scalable) จำกัดอยู่แค่กลุ่มธนาคาร แต่รวมถึงสาธารณูปโภค หน่วยงานรัฐ และอุตสาหกรรมอื่น

มีความปลอดภัยและรับผิดชอบ (Secure & Accountable) ผู้ขอข้อมูลต้องรับผิดชอบหากข้อมูลรั่วไหล และใช้ได้เฉพาะตามที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

มีการกำกับดูแลที่ไม่เปิดหรือปิดจนเกินไป (Trusted Governance) การเปิดกว้างเกินไปเหมือนโซเชียลมีเดีย ข้อมูลเปิด หรือโครงสร้างพื้นฐานแบบเปิด อาจเป็นอันตรายให้ผู้ไม่หวังดีนำไปใช้ทำสิ่งไม่ดี แต่หากปิดเกินไปก็จะไม่เกิดการแข่งขัน

ทั้งนี้ โครงการอย่าง Consent Hub สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เข้ารหัส จะช่วยเปิดล็อกการตัดสินใจที่ดีขึ้น สร้างนวัตกรรมอย่าง PromptBiz หรือ Virtual Bank ที่กำลังจะมาถึง ช่วยเร่งการดำเนินการเนื่องจากมีความชัดเจนในข้อมูล และที่สำคัญที่สุดคือการคุ้มครองความเป็นส่วนตัว

ดร.ปิติ ระบุว่า ปัจจุบันคนดีหลายคนต้องไปกู้นอกระบบหรือจ่ายดอกเบี้ยแพงเพราะไม่มีประวัติในเครดิตบูโร ทั้งที่พวกเขาก็จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ตรงเวลา และไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม การเป็นคนดีในไทยจึงแทบไม่มีมูลค่าตราบใดที่ไม่มีข้อมูล แต่หากมีการแชร์ข้อมูลเหล่านี้ จะช่วยสร้างโอกาสและการเข้าถึงให้กับคนดีมากขึ้น

ในทางกลับกัน หากไม่มีข้อมูล ผู้ร้ายก็จะอาศัยเศรษฐกิจที่เคลื่อนไหวรวดเร็วและเปิดกว้างนี้ซ่อนตัวอยู่ได้ โครงการอย่าง dExchange จะช่วยให้สังคมดีขึ้น เพราะคนดีได้รับผลตอบแทน ขณะที่ผู้ร้ายไม่สามารถซ่อนตัวได้จากการตรวจสอบข้อมูล

ความไว้วางใจถือเป็นรากฐานสำคัญสำหรับเศรษฐกิจดิจิทัลที่แข็งแกร่งของประเทศไทย ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญในการแปลงความไว้วางใจนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป

ยกตัวอย่างสิงคโปร์ที่แม้จะมีต้นทุนดำเนินธุรกิจสูง แต่สำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติยังคงเลือกตั้งอยู่ที่นั่น เพราะสิงคโปร์สร้างระบบที่น่าเชื่อถือได้ ไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องนำเสนอสิ่งนี้เช่นกัน

ในอดีตไทยเคยจูงใจด้วยการลดภาษี ค่าแรงถูก ไม่เก็บภาษีมลพิษ หรือการเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้า แต่ปัจจุบันต้องเปลี่ยนมาเสนอความน่าเชื่อถือ ซึ่งทำได้ง่ายขึ้นเนื่องจากข้อมูลสถิติต่างๆ เข้าถึงได้สะดวกขึ้น การชำระเงินดิจิทัลจึงเป็นจุดเริ่มต้นในการต่อยอดข้อมูลเพื่อสร้างมูลค่าและดึงดูดนักลงทุนต่างชาติด้วยต้นทุนที่ถูกลง ความเสี่ยงต่ำลง และข้อมูลที่น่าเชื่อถือสำหรับตัดสินใจทางธุรกิจ

สิ่งสำคัญคือการลดต้นทุนของความไว้วางใจและขยายผลให้พ้นกลุ่มธนาคาร พร้อมชี้ว่าแม้ภาคธนาคารจะแข่งขันกันสูงแต่ก็ร่วมมือกันเข้มข้นยิ่งกว่า

ดังจะเห็นได้จากระบบ PromptPay, ระบบ Central Fraud เพื่อปราบปรามการทุจริต รวมถึงโครงการแชร์ข้อมูล ซึ่งทั้งหมดเกิดจากการริเริ่มของภาคธนาคารเอง ไม่ใช่คำสั่งจากรัฐบาล

แม้ธนาคารมักถูกมองในแง่ลบเรื่องปล่อยกู้ยากหรือเรียกคืนร่มในวันฝนตก แต่เบื้องหลังได้ขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศอย่างมาก การพูดคุยของผู้นำธนาคารจึงมักกลายเป็นการระบายความกดดันจากการถูกภาคธุรกิจโจมตีว่าคิดดอกเบี้ยแพงหรือไม่ปล่อยกู้

อย่างไรก็ตาม หากต้องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของชาติ ประเทศไทยต้องปรับตัวใหม่ (Reinvent Thailand) โดยไม่พึ่งพาแค่ต้นทุนต่ำหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจอยากเข้ามาลงทุนเพราะความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ

นายสยาม ประสิทธิศิริกุล กรรมการบริหารและประธานกลุ่มสนับสนุนธุรกิจด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัล ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (SME) ในประเทศไทยกำลังก้าวสู่นวัตกรรมใหม่ด้วยแพลตฟอร์ม “PromptBiz” ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางการเงินแบบเดิมๆ โดยช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อทางเลือกได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

​สถาบันการเงินในประเทศพยายามหาแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบการเหล่านี้มาโดยตลอด ผ่านเป้าหมายหลัก 3 ประการ ได้แก่ การปรับกระบวนการอนุมัติสินเชื่อให้รวดเร็วและง่ายดายขึ้น การลดการพึ่งพาหลักประกันประเภทที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญของ SME และการเสนออัตราดอกเบี้ยที่สามารถแข่งขันในตลาดได้

​ที่ผ่านมา ธนาคารประสบความท้าทายในการพิจารณาสินเชื่อเนื่องจากไม่สามารถพึ่งพาเพียงงบการเงินของ SME ได้ทั้งหมด ส่งผลให้ต้องใช้เวลาและกระบวนการซับซ้อนในการตรวจสอบข้อมูลทางเลือกอื่น และจบลงด้วยการเรียกขอหลักประกันเป็นทางออกสุดท้าย ซึ่งนำไปสู่ต้นทุนสินเชื่อและต้นทุนการดำเนินงานที่สูง จนสะท้อนออกมาในรูปของอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้น

​แม้ว่าแนวทางการให้สินเชื่อโดยอ้างอิงใบแจ้งหนี้ (Invoice Financing) จะเคยประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องหลักประกัน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยต้นทุนการตรวจสอบที่สูงขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาการยื่นขอสินเชื่อซ้ำซ้อน (Double Financing) หรือใบแจ้งหนี้ปลอม การเข้ามาของระบบการชำระเงินดิจิทัลอย่าง PromptBiz จึงกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการแปลงเอกสารการค้า เช่น ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน จากรูปแบบกระดาษไปสู่ระบบดิจิทัล เช่นเดียวกับที่ PromptPay เคยปฏิวัติการทำธุรกรรมของลูกค้ารายย่อยมาแล้ว

​กลไกของ PromptBiz ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างบริษัทภาคเอกชนขนาดใหญ่ (Corporates) กับ SME ที่เป็นซัพพลายเออร์ โดยระบบจะอัปโหลดใบแจ้งหนี้ขึ้นสู่แพลตฟอร์ม เพื่อให้ SME เลือกใบแจ้งหนี้ที่ต้องการนำมาขอสินเชื่อส่งต่อให้แก่ธนาคาร ซึ่งช่วยให้ธนาคารสามารถอนุมัติและโอนเงินเข้าบัญชีของซัพพลายเออร์ได้แบบเรียลไทม์หรือภายในวันถัดไป และเมื่อถึงกำหนดชำระเงิน บริษัทใหญ่จะทำการชำระเงินผ่านระบบบริหารเงินสดปกติเข้าสู่บัญชีที่เปิดไว้กับธนาคารผู้ให้สินเชื่อเพื่อหักชำระกู้โดยตรง กระบวนการนี้ช่วยลดความเสี่ยง ทำให้ธนาคารสามารถเสนออัตราดอกเบี้ยที่ผ่อนปรนลงได้

​ความแตกต่างสำคัญของ PromptBiz อยู่ที่ขีดความสามารถในการขยายขนาดธุรกรรม (Scale) จากเดิมที่เป็นเพียงข้อตกลงสองฝ่ายระหว่างธนาคารหนึ่งแห่งกับบริษัทคู่ค้าเพียงกลุ่มเดียว ไปสู่การเชื่อมโยงระบบนิเวศการค้าทั้งหมด ทั้งฝั่งภาครัฐ ภาคเอกชน ซัพพลายเออร์ และธนาคารพาณิชย์เข้าด้วยกัน โดยปัจจุบันภาครัฐในฐานะผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดของประเทศได้เริ่มใช้งานบนแพลตฟอร์ม PromptBiz แล้ว และธนาคารต่างๆ ได้เริ่มอนุมัติสินเชื่อให้แก่ SME ที่เป็นคู่ค้าของภาครัฐเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะขยายผลไปสู่ภาคเอกชนในลำดับถัดไป

​นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังถูกมองว่าเป็นรากฐานสำคัญภายใต้แนวคิด “Reinvent Thailand” เพื่อยกระดับและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยมุ่งหวังขับเคลื่อนให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เติบโตเพิ่มขึ้นอีก 1% ถึง 2% ต่อปี ผ่านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ทั้งฝั่งผู้ซื้อและผู้ขาย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และองค์ความรู้จากองค์กรขนาดใหญ่สู่ SME

​สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อยระดับไมโคร (Micro SMEs) ที่อาจไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหฯ ธนาคารไร้สาขา หรือ Virtual Bank ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเติมเต็มและรองรับความต้องการทางการเงินของกลุ่มนี้ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเงินที่ครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น

สิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนแผนไปสู่การลงมือทำจริง ขณะนี้ประเทศไทยมีแผนโรดแมปอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับรายงานของธนาคารโลก และมีแพลตฟอร์ม PromptBiz ที่เชื่อมโยงธุรกิจขนาดใหญ่ SME และธนาคารเข้าด้วยกัน ซึ่งธนาคารทุกแห่งมีความพร้อมอย่างยิ่งในการสนับสนุน SME ในระบบ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องเลิกพูดและเริ่มลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยถึงทิศทางและก้าวต่อไปของการขับเคลื่อนตลาดและระบบการเงินว่า ธนาคารกรุงเทพได้ดำเนินโครงการสำคัญหลายประการเพื่อเพิ่มความสะดวกและเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ เริ่มจากการพัฒนาระบบชำระเงินข้ามพรมแดนผ่าน QR Code สำหรับกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับการใช้ QR Code ทั้งการเดินทางไปต่างประเทศ และการรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน

ปัจจุบันธนาคารได้ขยายการบริการครอบคลุมทั้งบริการฝั่งขาเข้าและขาออกรวมประมาณ 9 ตลาด ได้แก่ อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ลาว ฮ่องกง จีน เกาหลีใต้ และกัมพูชา ซึ่งพบว่าได้รับความนิยมอย่างสูงจนมีปริมาณธุรกรรมหลายล้านรายการ และเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ทางเศรษฐกิจ และช่วยส่งเสริมบทบาทของธนาคารกรุงเทพจากการเป็นผู้นำในประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค

นอกจากภาคการท่องเที่ยวแล้ว การค้าหว่างประเทศและสินเชื่อเพื่อการค้า (Trade Finance) ยังเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญ โดยการค้าภายในภูมิภาคของไทยในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนราว 24.1% ของมูลค่าการค้ารวมทั่วโลก และมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องตามการขยายตัวของอาเซียน ซึ่งธนาคารได้นำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาพัฒนาร่วมกับ R3 ในการให้บริการ Letter of Credit (L/C) แทนระบบเดิมที่ยุ่งยาก มีต้นทุนสูง และใช้เวลานาน โดยระบบใหม่นี้ช่วยให้การประมวลผลรวดเร็วขึ้น ลดงานเอกสาร ลดข้อผิดพลาด และเพิ่มความกว้างขวางด้านความนัยทางการเงิน ซึ่งได้เริ่มใช้งานกับ L/C ของอินโดนีเซียมาตั้งแต่ปี 2019 และอยู่ระหว่างการขยายผลเพิ่มเติม

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังตระหนักถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มการค้าดิจิทัล (Digital Trade Platform) ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น และสหราชอาณาจักร เพื่อส่งเสริมการค้าไร้กระดาษที่จะช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และกระบวนการทางเอกสารได้อย่างมหาศาล หากสามารถเชื่อมโยงระบบระหว่างประเทศได้อย่างสมบูรณ์ รวมถึงการศึกษาแนวคิด Tokenization ของเงินฝาก (Deposit Tokenization) โดยนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาปรับใช้กับบัญชีเงินฝากเดิม เพื่ออำนวยความสะดวกในการโอนเงินข้ามพรมแดนที่ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงและมีข้อจำกัดทางกฎเกณฑ์จำนวนมาก

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนทั่วโลก ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยกลับได้รับประโยชน์สูงสุด โดยสัดส่วนเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไหลเข้าสู่อาเซียนเพิ่มขึ้นจาก 4% เมื่อสิบปีก่อน เป็นเกือบ 20% ในปัจจุบัน

ขณะที่ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของไทย เพิ่มขึ้นจากเฉลี่ย 5 แสนล้านบาทต่อปี พุ่งแตะ 2 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะสูงถึง 2.5 ถึง 2.8 ล้านล้านบาทในปีนี้

สะท้อนว่าไทยกำลังก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ส่งผลให้การปล่อยสินเชื่อเพื่อการขยายธุรกิจออกสู่ต่างประเทศกลายเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญที่สุดของบริษัทและธนาคารไทย

นอกจากนี้ ผลการศึกษาจากรายงานของเครดิต สวิส ยังสนับสนุนแนวคิดการดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค (Financial Hub) ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงเนื่องจากปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ (Regional Headquarters) ตั้งอยู่ในไทยแล้วเกือบ 500 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 1,000 แห่งในอนาคต ทำให้มีความต้องการบริการทางการเงินที่หลากหลาย เช่น ศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center) และการบริหารการค้า ซึ่งภาคธนาคารต้องเร่งพัฒนาศักยภาพพร้อมปรับปรุงกฎระเบียบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรองรับการเติบโตดังกล่าว

ขณะที่การออกไปทำธุรกิจในต่างประเทศ เป็นเรื่องท้าทายเนื่องจากความแตกต่างด้านกฎเกณฑ์ กฎหมาย และบริบทตลาด เช่น เวียดนาม หรืออินโดนีเซีย ธนาคารกรุงเทพจึงทำหน้าที่ให้ความรู้เชิงลึกในท้องถิ่นให้คำปรึกษา และช่วยค้นหาพันธมิตรท้องถิ่นที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ธุรกิจไทยก้าวผ่านอุปสรรคและขยายไปยังประเทศที่สองและสามได้สำเร็จ

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า ในภาวะที่เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยราว 2% ต่อปี ภาคธุรกิจและ SME ไทยกำลังเผชิญการแข่งขันอย่างหนักจากคู่แข่งต่างชาติ โดยเฉพาะคู่แข่งจากประเทศจีน ซึ่งได้เปรียบด้านขนาดตลาดประเทศไทยที่มีประชากร 60 ล้านคนจึงเล็กเกินไป การขยายกลยุทธ์เข้าสู่ตลาดอาเซียนเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคกว่า 660 ล้านคน พร้อมการสนับสนุนด้านความรู้ท้องถิ่นและเครือข่ายของธนาคาร จึงเป็นเป้าหมายสำคัญในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจไทยให้เติบโตได้อย่างเข้มแข็งในระดับภูมิภาค

ทั้งนี้ ความไว้วางใจเกิดจากความหวัง แต่ปัญหาหลักของประเทศไทยในปัจจุบันคือการขาดความหวัง เนื่องจากเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเดิมแก่และล้าสมัย ภารกิจสำคัญที่สุดคือการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ หรือ New S-curve ซึ่งกำลังเกิดขึ้นและต้องดำเนินการอย่างถูกต้อง เนื่องจากธนาคารไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้หากเศรษฐกิจไม่เติบโต

การสร้าง New S-curve จะนำมาซึ่งความหวังและโอกาสใหม่ๆ ช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนและหนี้ SME ผ่านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น ประเทศไทยจึงต้องพิจารณาวิธีดึงดูดการลงทุนเพื่อสร้างเครื่องยนต์ใหม่นี้ ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาทองที่รอคอยมานานกว่า 30 ปีและกำลังมีเม็ดเงินไหลเข้าอย่างมหาศาล หากทุกฝ่ายร่วมมือกันทำงานอย่างเป็นเอกภาพเพื่อดึงดูดเม็ดเงินเข้ามาในอีก 5 ปีข้างหน้า จะเป็นการสร้างประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศ เพราะหากปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปสู่ประเทศอื่นอย่างเวียดนาม เม็ดเงินเหล่านั้นจะไม่กลับมาอีก

นายธัญญพงศ์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม แอสเซนด์ มันนี่ กล่าวว่า การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของระบบธนาคารไร้สายหรือ Virtual Bank ในประเทศไทยกำลังก้าวสู่วาระสำคัญ เมื่อภูมิทัศน์ทางการเงินเปลี่ยนผ่านจากปัจจัยหนุน 3 ประการหลัก ได้แก่ โครงสร้างเศรษฐกิจต่อหน่วย (Unit Economics) กรอบการกำกับดูแลของภาครัฐ และเทคโนโลยีพื้นฐานที่พัฒนาไปพร้อมกันอย่างมีนัยสำคัญ

ในอดีตการยืนยันตัวตนจำเป็นต้องทำผ่านสาขาธนาคารพาณิชย์ แต่เทคโนโลยี e-KYC และระบบ NDID รวมถึงการสแกนใบหน้า ได้เข้ามาปฏิวัติกระบวนการระบุตัวตนทางดิจิทัล ขณะเดียวกันการแพร่หลายของระบบ PromptPay และ Mobile Banking ได้ช่วยลดต้นทุนการเคลื่อนย้ายเงินทุนจนเกือบเป็นศูนย์ ส่งผลให้การไหลเวียนของเงินทุนมีความยืดหยุ่นสูง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการดำเนินงานของธนาคารดิจิทัล

ในมิติด้านการกำกับดูแล ธนาคารแห่งประเทศไทยได้เปิดรับใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขาเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 20 ปี เพื่อแก้ปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการทางการเงิน (Underserved) ซึ่งพบว่าประชากรไทยเกือบ 40% ยังคงพึ่งพาหนี้นอกระบบ และอีกราว 40% ขาดข้อมูลประวัติเครดิตในระบบเครดิตบูโร การกำกับดูแลจึงใช้รูปแบบการจัดตั้งแบบมีขั้นตอน (Phased Approach) และการทดสอบใน Sandbox ก่อนเปิดบริการเต็มรูปแบบสำหรับผู้ได้รับใบอนุญาตทั้ง 3 ราย

ด้านเทคโนโลยีการประมวลผล สถาปัตยกรรมแบบ Native Cloud ช่วยลดต้นทุนเชิงโครงสร้างพื้นฐานอย่างมหาศาลเมื่อเทียบกับระบบ Core Banking แบบเดิม ทำให้ธนาคารสามารถขยายระบบได้อย่างรวดเร็วและรวบรวมศูนย์ข้อมูล (Data Architecture) ไว้ในที่เดียว เพิ่มประสิทธิภาพในการดึงข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ การประเมินความเสี่ยงสินเชื่อได้ก้าวข้ามการใช้ข้อมูลเครดิตแบบเดิม ไปสู่การใช้ข้อมูลทางเลือก (Alternative Data) ร่วมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) และ Machine Learning

ยกตัวอย่างเช่น ข้อมูลจาก แอสเซนด์ นาโน (Ascend Nano) และ ทรูมันนี่ (TrueMoney) ที่พบว่าพฤติกรรมการชำระค่าบริการรายเดือน เช่น Netflix มูลค่าประมาณ 99 บาทอย่างสม่ำเสมอเป็นเวลา 6 เดือน สามารถสะท้อนระดับความเสี่ยงที่ต่างกันถึง 5 เท่า เมื่อเทียบกับผู้ที่ชำระไม่สม่ำเสมอ

โมเดลวิเคราะห์ความเสี่ยงที่มีความละเอียดสูงยังช่วยแยกกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงเกรด D ซึ่งโดยทั่วไปมีอัตราความเสียหาย (Loss Rate) อยู่ที่ 10% ให้สามารถคัดกรองกลุ่มดีที่มีอยู่ถึง 90% ออกมาได้บางส่วน เพื่ออนุมัติวงเงินสินเชื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพและเปิดโอกาสทางการเงินอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ยังคงเผชิญความท้าทายอย่างมากในทางปฏิบัติ โดยสถิติระดับโลกพบว่ามีธนาคารดิจิทัลน้อยกว่า 20% ที่สามารถทำกำไรได้ และต้องใช้เวลามากกว่า 5 ปีในการจุดคุ้มทุน

สำหรับประเทศไทย อุปสรรคสำคัญประกอบด้วย ปัญหาอาชญากรรมทางการเงินและภัยไซเบอร์ที่แฝงตัวมากับโครงสร้างดิจิทัล สภาวะหนี้ครัวเรือนต่อหัวที่อยู่ในระดับสูง การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ตลอดจนโจทย์ใหญ่ในการสร้างความไว้วางใจ (Trust) กับผู้บริโภคโดยไม่มีสาขาจริงในการให้บริการ ซึ่งผู้ให้บริการต้องเร่งก้าวข้ามอุปสรรคเหล่านี้เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ภาคการเงินไทยก้าวหน้ามาไกลจากการใช้กระดาษสู่ระบบดิจิทัล ซึ่งช่วยลดต้นทุน เพิ่มความสะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หากธุรกรรมดิจิทัลขาดความน่าเชื่อถือ ทุกอย่างจะพังทลาย หากไม่สามารถเชื่อมั่นในระบบยืนยันตัวตนได้ ก็ต้องกลับไปใช้วิธีการแบบดั้งเดิมที่ทั้งล่าช้า ต้นทุนสูง และสร้างความไม่สะดวกให้ลูกค้า

ดังนั้น อาชญากรรมทางการเงินและการหลอกลวงทางดิจิทัลจึงเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไข การสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่น่าเชื่อถือสำหรับทุกคนต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ ผู้กำกับดูแล และสถาบันการเงิน เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือทั้งสำหรับผู้ใช้และผู้ให้บริการข้อมูล