ดาวโจนส์ปิดลบ 271 จุด จ้างงานแกร่งกว่าคาด เพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 271 จุด นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หลังตัวเลขจ้างงานเดือนส.ค. แข็งแกร่งเกินคาด “ราคาน้ำมันดิบ” ขยับขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ตลาดหุ้นสหรัฐวันที่ 4 กันยายน 2569 ปิดลบ เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ หลังจากตัวเลขการจ้างงานประจำเดือนสิงหาคมออกมาแข็งแกร่งเกินคาด

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 53,414.25 จุด ลดลง 271.86 จุด, -0.51%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,718.60 จุด ลดลง 29.11 จุด, -0.38%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,506.99 จุด ลดลง 77.07 จุด, -0.29%

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm payrolls) เพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่งในเดือนสิงหาคม ซึ่งสูงกว่า 53,000 ตำแหน่งจากการสำรวจนักเศรษฐศาสตร์โดย Dow Jones อย่างมาก ส่วนอัตราการว่างงานยังคงทรงตัวอยู่ที่ระดับ 4.1% ตามที่คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ยังได้ปรับเพิ่มขึ้นข้อมูลของเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมอีกด้วยรวม 55,000 ตำแหน่ง

แม้รายงานตัวเลขการจ้างงานที่แข็งแกร่งเกินคาดโดยทั่วไปจะถือเป็นข่าวดีทางเศรษฐกิจ

แต่ตลาดกลับมองว่าเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเฟด ซึ่งกำหนดนโยบายโดยอิงตามข้อมูลเศรษฐกิจ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนนี้ เพื่อสกัดไม่ให้แรงกดดันด้านราคาพลังงานอันเนื่องมาจากสงครามลุกลามกลายเป็นภาวะเงินเฟ้อในวงกว้างและส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

ไรอัน ดีทริก หัวหน้านักกลยุทธ์การตลาดของ Carson กล่าวว่า ตลาดแรงงานฟื้นตัวอย่าง
โดดเด่นในเดือนที่ผ่านมา และคงยากที่จะปฏิเสธว่าการปรับตัวดีขึ้นของตลาดแรงงานไม่ใช่พัฒนา การเชิงบวกสำหรับเศรษฐกิจในอีกด้านหนึ่ง โอกาสที่เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อยเช่นกัน เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงมีความร้อนแรงอยู่บ้าง

อย่างไรก็ตามจะเห็นภาพเกี่ยวกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่ชัดเจนขึ้นมากในสัปดาห์หน้า จากดัชนีราคาผู้บริโภคและดัชนีราคาผู้ผลิตที่กระทรวงแรงงานจะเผยแพร่

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า ตลาดการเงินกำลังคาดการณ์โอกาสที่เฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนกันยายนไว้ที่ระดับ 58.4% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 49.4% เมื่อวันพฤหัสบดี

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นภายหลังการรายงานข้อมูล โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 2 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025

ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มสินค้าลดลงมากที่สุด

ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมและกลุ่มเทคโนโลยี ปรับขึ้นเล็กน้อย

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ โดดเด่นกว่ากลุ่มอื่นโดยปรับตัวขึ้น 3.4% แม้ยังคงลดลง 17.8% ในไตรมาสนี้ ส่วนหุ้นกลุ่มซอฟต์แวร์และบริการซึ่งเคยปรับขึ้นถึง 24% ในช่วงเวลาเดียวกัน กลับกลายเป็นกลุ่มที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในวันนี้ โดยลดลง 2.1%

ในรอบสัปดาห์ ดัชนีดาวโจนส์ลดลง 0.3% ส่วนดัชนี S&P 500 เพิ่มขึ้น 0.1% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 0.4%

หุ้น Lululemon Athletica แบรนด์เสื้อผ้าออกกำลังกายร่วงลง 17.4% หลังจากที่ปรับลดคาดการณ์กำไรและรายได้ตลอดทั้งปีลง

หุ้น Adobe ลดลง 6.7% ภายหลังการประกาศว่า Shantanu Narayen ซึ่งดำรงตำแหน่งซีอีโอมาอย่างยาวนาน จะส่งไม้ต่อให้กับ Anil Chakravarthy ผู้บริหารภายในองค์กร

หุ้นบริษัทจัดทำรายงานข้อมูลเครดิตในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หลังจากที่ Pulte ผู้อำนวยการ Federal Housing Finance Agency (FHFA) กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า ได้สั่งการให้ Fannie Mae และ Freddie Mac ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สภาคองเกรสสหรัฐฯ จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนตลาดที่อยู่อาศัย อนุมัติให้ผู้ให้กู้ทุกรายสามารถใช้ระบบการให้คะแนนเครดิตที่เรียกว่า VantageScore ได้

หุ้น Fair Isaac ร่วงลง 16.7%, TransUnion ลดลง 5.9% และ Equifax ปรับตัวลง 6.4%

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปิดทำการในวันจันทร์เนื่องในวันแรงงาน (Labor Day)

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ แม้หุ้น Volkswagen จะปรับตัวสูงขึ้นและช่วยพยุงตลาดไว้ได้ หลังจากที่ผู้ผลิตรถยนต์รายนี้ตกลงยอมรับแผนการพลิกฟื้นธุรกิจครั้งใหญ่

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 649.88 จุด เพิ่มขึ้น 0.78 จุด, +0.12%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,831.09 จุด ลดลง 0.43 จุด, 0.00%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,278.77 จุด ลดลง 7.63 จุด, -0.09%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 26,046.4 จุด เพิ่มขึ้น 43.08 จุด, +0.17%

ภาพรวมตลอดสัปดาห์ซึ่งมีความผันผวนสูงนั้น ดัชนี STOXX 600 ลดลง 0.8% โดยปัจจัยกดดันหลักมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น และซ้ำเติมความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับปัญหาเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง หนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น รวมถึงนโยบายคุมเข้มทางการเงินที่ยืดเยื้อของธนาคารกลางต่างๆ

รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่ออกมาแข็งแกร่งเกินคาดส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุนในวันศุกร์ ตอกย้ำการคาดการณ์ที่ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปลายเดือนนี้

นักลงทุนกำลังจับตาตัวเลขเงินเฟ้อของผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่จะมีการเปิดเผยในสัปดาห์หน้า เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับทิศทางนโยบายของเฟด

แนวโน้มการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ได้เพิ่มแรงกดดันให้กับตลาดหุ้นทั่วโลก ในช่วงเวลาเดียวกับที่เศรษฐกิจยุโรปกำลังเผชิญกับภาวะการเติบโตที่ชะลอตัวและต้นทุนด้านพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นยุโรปได้รับแรงหนุนในช่วงท้ายของการซื้อขาย เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงระหว่างวัน ประกอบกับข่าวสารเชิงบวกจากภาคธุรกิจที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

หุ้น Volkswagen เป็นปัจจัยหลักที่หนุนให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้น โดยราคาหุ้นพุ่งขึ้น 5.9% แตะระดับสูงสุดในรอบสองเดือนและนำดัชนี DAX ของเยอรมนี ให้ปรับตัวขึ้น หลังจากที่คณะกรรมการกำกับดูแลของค่ายรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในยุโรปแห่งนี้บรรลุข้อตกลงเพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ ซึ่งช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจบานปลายกับสหภาพแรงงานและรัฐโลเวอร์แซกโซนี (Lower Saxony) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่

Volkswagen ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ภาวะตลาดในยุโรปที่ซบเซา รวมถึงคู่แข่งจากจีนที่รุกตลาดอย่างหนัก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรและฉุดราคาหุ้นให้ร่วงลง แม้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นในวันศุกร์ แต่ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน ราคาหุ้นยังคงลดลงไปแล้วถึง 22%

สำหรับสัปดาห์หน้า ความสนใจของตลาดจะมุ่งไปที่การประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%

ทั้งนี้ JPMorgan และ BNP Paribas คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% ในเดือนธันวาคม เนื่องจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงทำให้ต้องดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้นอีก

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้น 18 เซนต์ หรือ 0.2% ปิดที่ 91.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้น 76 เซนต์ หรือ 0.8% ปิดที่ 96.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–

 
 

1 กย