“ไทย”คว้าโอกาสจากภูมิรัฐศาสตร์เด่น ดัน”การบิน–ปิโตรฯ–ทุน–เทคฯ”ขึ้น “ฮับ”

HoonSmart.com>>เวทีเสวนา Geopolitics to Profit ชูความเป็นกลาง ดัน”การบิน–ปิโตรเคมี–ทุน–เทคโนโลยี” สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน  ทอท.เร่งผลักดันสิทธิการบินที่ 9 – IVL ใช้ยุทธศาสตร์ Local-for-Local ลดเสี่ยงซัพพลายเชน-SCC ขับเคลื่อนเทคโนโลยีชีวภาพ–เศรษฐกิจสีเขียว รับเทรนด์ทุน FDI -BBL พร้อมรับคลื่นลงทุนครั้งใหญ่ดันอาเซียนแตะ 25% ของ FDI โลก

งาน Thailand Focus 2026 เวทีเสวนา หัวข้อ “พลิกความท้าทายภูมิรัฐศาสตร์สู่โอกาสเศรษฐกิจไทย: อุตสาหกรรมใดจะคว้าโอกาสจากระเบียบโลกใหม่? หรือ “Geopolitics to Profit: Which Thai Sectors Will Win from Global Realignment?” ดำเนินรายการโดย Mr. Samir Kogar, Thailand Country Head บล. ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) จำกัด

น.ส.ปวีณา จริยฐิติพงศ์ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย (AOT) กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก กำลังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวของไทย ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

​ในระยะสั้น ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางส่งผลกระทบโดยตรงต่อเที่ยวบินและจำนวนผู้โดยสาร โดยในช่วง 10 วันแรกหลังเกิดเหตุการณ์ สายการบินส่วนใหญ่จำเป็นต้องยกเลิกเที่ยวบิน ส่งผลให้ผู้โดยสารที่ต้องการเดินทางจำเป็นต้องเปลี่ยนเส้นทางไปใช้เที่ยวบินตรง (Direct Flight) ซึ่งมีค่าใช้จ่ายและราคาตั๋วเครื่องบินสูงขึ้นอย่างมาก

​อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเที่ยวบินส่วนใหญ่จากตะวันออกกลางเริ่มกลับมาให้บริการตามปกติแล้ว อีกทั้งตัวเลขผู้โดยสารสะสมจากภูมิภาคดังกล่าวยังคงปรับตัวสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

“ในระยะสั้นได้รับผลกระทบอย่างชัดเจนจากการไม่มีเที่ยวบินจากตะวันออกกลางเข้ามา อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าสู่ช่วงเดือนมีนาคม เที่ยวบินทั้งหมดได้กลับมาเปิดทำการครบ 100% แล้ว และจำนวนผู้โดยสารจากตะวันออกกลางปรับตัวสูงขึ้นกว่าปีที่แล้วประมาณ 12% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน”น.ส.ปวีณา กล่าว

น.ส.ปวีณา กล่าวว่า นอกจากนี้ ตลาดยังสะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของพฤติกรรมนักท่องเที่ยว (Market Behavior) โดยพบว่าแม้จำนวนผู้โดยสารในภาพรวมของบางสนามบินจะลดลงบ้างเนื่องจากปัจจัยภายนอก เช่น ความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างจีนและญี่ปุ่นในรอบปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้สายการบินปรับลดเที่ยวบินและยกเลิกที่นั่งเดิม แต่ไทยได้รับอานิสงส์จากการปรับเส้นทางบิน (Re-route) เข้าสู่ประเทศแทน อย่างไรก็ดี พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในปัจจุบันเปลี่ยนไปสู่การพำนักในระยะยาวขึ้น (Longer Stay) แม้ความถี่ในการเดินทางจะลดลง ซึ่งช่วยชดเชยรายได้จากการใช้จ่ายต่อหัวที่เพิ่มขึ้น

​สำหรับแนวโน้มระยะยาว สายการบินทั่วโลกกำลังมองหาเส้นทางบินใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยงและบริหารเครื่องบินให้เกิดประโยชน์สูงสุด ประเทศไทยจึงเร่งใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และข้อตกลงสิทธิเสรีภาพทางการบิน โดยเฉพาะการผลักดัน “สิทธิการบินที่ 9” (Ninth Freedom of the Air) หรือสิทธิในการขนส่งผู้โดยสารภายในประเทศของรัฐอื่น เพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับสายการบินในตะวันออกกลาง เพื่อเปิดเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังอเมริกาเหนือ จากปัจจุบันไทยมีเพียงเส้นทางบินตรงไปยังแวนคูเวอร์เท่านั้น

​ในท้ายที่สุด การที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบิน (Aviation Hub) ได้นั้น ต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ประกอบกับการปรับตัวตามโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์และการบิน หาก ทอท. ดำเนินการพัฒนาในทิศทางที่ถูกต้องและคว้าโอกาสเหล่านี้ไว้ได้ การก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาค (Regional Aviation Hub) อย่างเต็มรูปแบบตามแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว

นายอาลก โลเฮีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส (IVL) กล่าวว่า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ทั้งสงคราม มาตรการภาษี การคว่ำบาตร ความขัดแย้งในเส้นทางการค้าสำคัญอย่างทะเลแดง และความขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน กำลังผลักดันให้เศรษฐกิจโลกก้าวสู่ความเป็น “ภูมิภาคนิยม”มากยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลให้คำจำกัดความของการแข่งขันในโลกธุรกิจเปลี่ยนไป ความสามารถในการยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ดีได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดที่มีความสำคัญไม่แพ้เรื่องต้นทุน

IVL ในฐานะบรรษัทข้ามชาติที่มีฐานในประเทศไทย ได้ปรับใช้ยุทธศาสตร์ “Local-for-Local” หรือการมีสินทรัพย์การผลิตอยู่ใกล้ชิดกับกลุ่มลูกค้าในแต่ละภูมิภาคทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือ ยุโรป หรือเอเชีย ซึ่งการกระจายฐานการผลิตและการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในลักษณะนี้ ทำหน้าที่เป็น “คูเมืองทางธุรกิจ” ที่ป้องกันผลกระทบเมื่อเกิดความผันผวนทางภาษี ด้านพลังงาน หรือการหยุดชะงักของขนส่งสายหลัก

ดังจะเห็นได้จากวิกฤตทะเลแดงในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในไทยรวมถึง IVL แทบไม่ได้รับผลกระทบ และยังคงส่งมอบสินค้าให้แก่ลูกค้าทั้งในและต่างประเทศได้อย่างต่อเนื่อง

​หากเจาะลึกเฉพาะประเทศไทย นับว่ามีคูเมืองทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง จากการใช้เวลาสร้างสะสมมาหลายทศวรรษ และเป็นปัจจัยที่ยากจะเลียนแบบ ทั้งด้าน เกษตรกรรมและอาหาร พัฒนาจาก “ครัวของโลก” ไปสู่การเป็นจุดยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะในยามที่ห่วงโซ่อุปทานปุ๋ยและสินค้าเกษตรโลกชะงักงัน ด้วยโครงสร้างแปรรูป บรรจุภัณฑ์ และโลจิสติกส์ที่ครบวงจร

​รวมถึง การมีระบบนิเวศการผลิตที่สมบูรณ์ ตั้งแต่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขั้นต่างๆ (Tier 1-3) วิศวกร นิคมอุตสาหกรรม ท่าเรือ ไปจนถึงวัตถุดิบเคมีภัณฑ์ ดังเช่นกลุ่มอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีการบูรณาการด่านหน้าและด่านหลังอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเหตุใดกระแส “China+1” จึงไม่สามารถย้ายฐานออกจากจีนไปประเทศอื่นได้ง่าย หากขาดระบบนิเวศที่รองรับได้จริง

​ไทยยังเป็นตลาดการบริโภคระดับภูมิภาค จากการเชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว กัมพูชา เมียนมา เวียดนาม) ทำให้เข้าถึงประชากรกว่า 250 ล้านคน โมเดลการผลิตของไทยจึงเปลี่ยนจากการส่งออก ไปเป็นการผลิตเพื่อป้อนตลาด CLMVT ผ่านการขนส่งทางบกที่มีความยืดหยุ่นสูงกว่า

​ความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ จาก ความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยกับมหาอำนาจ ทั้งสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ยุโรป และอินเดีย ถือเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ที่ทำให้ไทยไม่ต้องเลือกข้าง

​การท่องเที่ยว การบริการ และการแพทย์ ติด มาตรฐานการสาธารณสุขระดับโลกและความเป็นมิตรของพื้นที่ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว ดึงดูดบุคลากรระดับบริหารและคนทำงานที่มีศักยภาพสูง จากทั่วโลกให้เข้ามาตั้งรกราก ซึ่งส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางสำนักงานใหญ่ข้ามชาติ

​นายอาลก ได้เสนอ 2 ยุทธศาสตร์ เพื่อผลักดันไทยสู่ “ศูนย์กลางตลาดทุน” และ “Neutral Digital Hub” โดยไทยมีตลาดทุนที่มีสภาพคล่องและมีความเข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถทำหน้าที่เป็นประตูระดมทุนให้แก่บริษัทในภูมิภาค และเป็นช่องทางลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ดังเช่นที่ IVL เคยใช้ตลาดทุนไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจไปทั่วโลก

​ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและศูนย์ข้อมูลที่เป็นกลาง โดยต้องต่อยอดจาก Data Centers ไปสู่การเป็นศูนย์รวมความรู้ และโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับภูมิภาค

​นายอาลก กล่าวสรุปว่า ในโลกยุคใหม่ที่มีความผันผวนและแตกแยกสูง ความยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้ (Resilience) คือมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ประเทศไทยซึ่งตั้งอยู่ ณ ใจกลางภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูง มีทั้งเสถียรภาพ ความเป็นกลาง และระบบนิเวศที่พร้อม จึงอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดในการเป็นศูนย์กลางการบัญชาการ สำหรับการดำเนินธุรกิจทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) กล่าวว่า แม้จะเกิดความผันผวนทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลก แต่เม็ดเงินลงทุนยังคงไหลเข้าประเทศไทยต่อเนื่อง โดยเม็ดเงินส่วนใหญ่ไม่ได้กระจุกอยู่เพียงกลุ่มธุรกิจ Data Center เท่านั้น แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotech) เทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) และเศรษฐกิจหมุนเวียนสีเขียว (Green Economy)

รัฐบาลไทยกำลังขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ผ่านคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 4 ชุด โดยมุ่งเน้นการปรับปรุงกฎหมาย ลดข้อจำกัดเชิงระบบราชการ ขยายกรอบการค้าเสรี (FTA) รวมถึงพัฒนาทักษะทุนมนุษย์และการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อปูทางให้ไทยก้าวเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาคภายในเวลา 5 ถึง 10 ปีข้างหน้

จากการประเมินแนวโน้มการลงทุนในอุตสาหกรรม การย้ายฐานการผลิตตามแนวคิด China Plus One และการเคลื่อนย้ายของเงินทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เข้าสู่ประเทศไทย ไม่ใช่เพียงการตอบสนองต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระยะสั้น แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Change) ที่จะคงอยู่ต่อเนื่องในทศวรรษหน้า

ในขณะเดียวกัน ปัญหาศักยภาพการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ของจีน กำลังกลายเป็นภาวะที่จริงจังอย่างยิ่ง โดยเมื่อพิจารณาจากระดับราคาและผลกระทบจากภาวะเงินฝืด การทะลักของสินค้าสินค้าราคาถูกจากจีนเข้าสู่ตลาดอาเซียน ได้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในท้องถิ่นแทบทุกประเภท ซึ่งสร้างภาวะการแข่งขันที่ตึงเครียดอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม แม้การแข่งขันในตลาดจีนจะมีความเข้มข้นอย่างมาก แต่หากผู้ประกอบการใช้ผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตเดิม โดยย้ายฐานการดำเนินงานมายังภูมิภาคอาเซียน จะสามารถเปลี่ยนสภาพแวดล้อมการแข่งขันไปสู่ตลาดที่มีการแข่งขันต่ำกว่าซึ่งสิ่งนี้เปิดโอกาสให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกิดมาตรการจูงใจจำนวนมากสำหรับบริษัทที่ต้องการขยายฐานการผลิตออกนอกประเทศ

นอกจากนี้ พันธมิตรทางธุรกิจจากจีนไม่ได้มองว่าการย้ายฐานผลิตมีเป้าหมายเพียงเพื่อรองรับการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่มองว่าสหรัฐฯ เป็นเพียงตลาดรอง ขณะที่ตลาดที่มีอัตราการเติบโตของนวัตกรรม เทคโนโลยี และอุปสงค์ที่แท้จริงในอนาคต คือ ภูมิภาคอาเซียน แอฟริกา และอินเดีย ซึ่งอาเซียนจะทำหน้าที่เป็นพันธมิตรและฐานการเติบโตที่สำคัญ

หากประเทศไทยและอาเซียนต้องการเก็บเกี่ยวประโยชน์ในระยะยาว มากกว่าเป็นเพียงโรงงานรับจ้างประกอบสินค้า จำเป็นต้องยกระดับศักยภาพใน 2 มิติสำคัญ ได้แก่ การขยายขนาดการผลิต (Scale) ให้ใหญ่พอ และการดูดซับเทคโนโลยีรวมถึงห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Integration) เข้ามาในระบบ ตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งปัจจุบันไทยมีความเชี่ยวชาญในสายการประกอบ แต่จำเป็นต้องขยายขอบเขตการลงทุนไปสู่เทคโนโลยีขั้นสูง

การลงทุนในยุคปัจจุบันไม่ได้พึ่งพาการใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) อีกต่อไป แต่เน้นการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เชิงกายภาพ (Physical AI) ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์ (Robotics) ซึ่งการลงทุนในอุตสาหกรรมหนึ่งจะสามารถส่งผ่านประโยชน์ไปสู่อุตสาหกรรมอื่นได้อย่างรวดเร็ว

การขยายขนาดการผลิตและการนำระบบ AI รวมถึงหุ่นยนต์มาใช้ จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนทางด้านแรงงานเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคือการลดการใช้พลังงาน (Energy Consumption) ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักในการเร่งขับเคลื่อนการปรับตัวขององค์กรธุรกิจขนาดใหญ่

สถาบันการเงินและกลุ่มธุรกิจชั้นนำต่างเร่งสนับสนุนกระบวนการยกระดับองค์กร เพื่อสร้างยืดหยุ่นและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน ของภาคอุตสาหกรรมต่อไปในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า

ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ บริษัท ธนาคารกรุงเทพ (BBL) กล่าวว่า ภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นผู้ได้รับประโยชน์หลักจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก แม้ว่าหลายประเทศจะต้องเผชิญและบริหารจัดการกับผลกระทบเชิงลบ เช่น ความผันผวนของราคาน้ำมันซึ่งรัฐบาลในหลายพื้นที่ไม่สามารถอุดหนุนราคาได้อีกต่อไป และต้องแสวงหาแหล่งพลังงานทางเลือก รวมถึงมาตรการทางภาษีที่ส่งผลกระทบในช่วงปีที่ผ่านมา

​อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยสามารถบริหารจัดการความท้าทายดังกล่าวได้อย่างดี โดยมูลค่าการส่งออกปรับตัวดีขึ้น แม้การส่งออกไปจีนจะลดลง 39% ในปีก่อน แต่การส่งออกสินค้ากลุ่มอาหารกลับขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ความต้องการในประเทศและการส่งออกเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

​ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวของไทยฟื้นตัวได้ดีจากการเป็นจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย ควบคู่ไปกับจุดแข็งด้านความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งไทยมีสถานะเป็นกลางและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นตะวันออกกลาง เช่น ซาอุดีอาระเบีย ยูเออี รวมถึงภูมิภาคยุโรป ส่งผลให้ไทยและอาเซียนเป็นเป้าหมายสำคัญในการดึงดูดเงินทุนและความร่วมมือระดับสากล

​ขณะที่ สัดส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเมื่อ 10 ปีก่อน อาเซียนมีสัดส่วน FDI เพียงราว 4% ของ FDI ทั่วโลก แต่ในปี 2566 สัดส่วนดังกล่าวได้พุ่งสูงขึ้นเป็น 17% และมีแนวโน้มจะแตะระดับ 20-25% ซึ่งนับเป็นคลื่นการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดที่ภูมิภาคนี้รอคอยมานาน นับตั้งแต่ยุคที่เงินทุนทะลักเข้าสู่ประเทศจีนเมื่อ 20-30 ปีก่อน

​สำหรับไทย การส่งเสริมการลงทุนจาก BOI เดิมมีมูลค่าเฉลี่ยราว 500,000 ล้านบาทต่อปี ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 800,000 – 900,000 ล้านบาทในปีก่อน และคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 2 – 2.5 ล้านล้านบาทในปีนี้ สะท้อนให้เห็นว่าไทยและอาเซียนได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของการย้ายฐานการลงทุนในระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง

​ไทยได้ก้าวขึ้นสู่การเป็น 1 ใน 5 อันดับแรกของโลกในหลายอุตสาหกรรมสำคัญ ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาโดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) ระบบการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) และการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งคาดว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้า ไทยจะมีสัดส่วนการผลิต PCB คิดเป็น 35-40% ของอุปทานทั่วโลก

​การย้ายฐานผลิตของบริษัทต่างชาติ รวมถึงจีน เข้าสู่ไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเร่งปรับตัวด้วยการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัลและเทคโนโลยีสีเขียว เพื่อความอยู่รอดและการแข่งขันในระยะยาว

​ในส่วนของภาคการเงินธนาคารกรุงเทพได้เตรียมพร้อมสนับสนุนสินเชื่อระยะยาวและบริการทางการเงินระดับสากลแก่กลุ่มลูกค้าองค์กร (Corporate) เพื่อรองรับการขยายตัวของ FDI การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี ซึ่งธนาคารกรุงเทพ ถือเป็นหนึ่งในผู้ได้รับประโยชน์หลักจากการเติบโตของ FDI ในครั้งนี้