TTB แจง ING ขายหุ้นไม่กระทบธุรกิจ เพิ่มรายได้เวลท์ปั๊ม ROE-ดันลูกค้า 5 แสนรายปั้นเงินล้านแรก

HoonSmart.com>>ผู้บริหาร TTB ย้ำจุดยืนอิงคำชี้แจงตลท. กรณีผู้ถือหุ้นใหญ่ ING ขายหุ้น PP มูลค่า 475 ล้านยูโร ราว 1.8 หมื่นล้านบาท ทำสัดส่วนถือหุ้นลดเหลือ 11.6% ยันไม่กระทบการบริหาร เผยภาพรวมธุรกิจ 7 เดือนแรกโตแกร่ง รายได้ค่าธรรมเนียมพุ่งทะลุเป้า พร้อมเปิดตัว “ttb superior” ขยายฐานลูกค้าเวลท์สู่กลุ่ม Mass Affluent ดันลูกค้า 5 แสนราย ปั้นเงินล้านบาทแรก เร่งสินเชื่อบ้าน รถ บัตรเครดิต ดัน ROE เติบโตยั่งยืน รับมือสิทธิประโยชน์ภาษีหมดอายุปี 2570 

​นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเพิ่มเติมกรณีที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ (ING Bank N.V.) หรือ ING เสนอขายหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง หลังงานเปิดตัว “ttb superior” ให้ยึดคำตอบตามที่ธนาคารได้แจ้งต่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นหลัก ที่ว่าการเสนอขายหุ้น TTB มี มูลค่าประมาณ 475 ล้านยูโร ภายหลังการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์ซึ่งน่าจะแล้วเสร็จในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ING คาดว่าสัดส่วนการถือหุ้นในธนาคารฯ จะลดลงจาก 19.5% มาอยู่ที่ 11.6% ของจำนวนหุ้นที่ไม่รวมหุ้นซื้อคืน (Treasury Shares) ที่ธนาคารฯ ถืออยู่

นายฐากร กล่าวว่า ธนาคารยังคงดำเนินการตามแผนงานที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง โดยภาพรวมผลการดำเนินงาน 7 เดือนที่ผ่านมารายได้ค่าธรรมเนียมของธนาคารมีการเติบโตในระดับ 2 หลักที่ราว 12-13% โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์และการขยายตัวของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ผ่านกองทุนรวมที่เติบโตเกือบ 20% ซึ่งเป็นผลจากการประสานความร่วมมือระหว่างพันธมิตรอย่าง บลจ.อีสท์สปริง ทีมงาน Investment Office และทีมงาน Wealth ขณะที่ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของ ttb ขยายตัวได้ถึง 15% สวนทางกับภาพรวมอุตสาหกรรมที่หดตัวหรือเติบโตเพียง 1-2% สะท้อนถึงความสามารถในการทำผลงานได้ทะลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

สำหรับ การรับมือกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่จะหมดอายุลงในช่วงกลางปี 2570 ธนาคารได้เตรียมแผนรองรับผ่าน 3 แกนหลัก ได้แก่ การเร่งสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth และการขยายสินเชื่อคุณภาพดี ทั้งสินเชื่อบ้าน รถยนต์ และบัตรเครดิต, การลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มประสิทธิภาพพนักงาน (Productivity) จากการลงทุนด้านดิจิทัลอย่างต่อเนื่องตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา และการบริหารความเสี่ยงเพื่อลดภาระการตั้งสำรองหนี้เสีย ผ่านกลยุทธ์ Risk-based Pricing และการเน้นปล่อยสินเชื่อในกลุ่ม Golden Portfolio

“ปัจจุบันลูกค้ากลุ่มเวลท์สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมคิดเป็นสัดส่วน 14% ของธนาคาร และคาดว่าการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมในเซกเมนต์นี้จะเร่งตัวขึ้นถึง 15-20% ภายใน 2 ปีข้างหน้า ซึ่งจะดันสิทธิภาพการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมของกลุ่มนี้ให้เพิ่มขึ้นเป็นระดับ 30% ในอนาคต รวมถึงสัญญาณการปล่อยสินเชื่อใหม่ ทั้งสินเชื่อบ้าน รถ บัตรเครดิตเริ่มกลับมาโต จะช่วยฟื้นฟูรายได้ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวโยงกับสินเชื่อภาพรวมให้ปรับตัวดีกขึ้น ช่วยให้ อัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น หรือ ROE ดีขึ้น”นายฐากร กล่าว

นายฐากร กล่าวว่า กลยุทธ์สำคัญในการสร้างการเติบโตนับจากนี้ คือขยายตลาดเวลท์ ไปสู่กลุ่มลูกค้าระดับกลาง (Mass Affluent) ที่มีความมั่งคั่งสะสม 1 ล้านบาท  ให้เพิ่มเป็น 2 ล้านบาท ผ่านบริการ “ttb  Superior” พื่อเติมเต็มช่องว่างทางด้านการลงทุนและสร้างการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) ให้แก่ธนาคารในระยะยาว มุ่งเน้นกลุ่มวัยทำงานอายุ 30 ปีขึ้นไป มีรายได้ตั้งแต่ 75,000 บาทต่อเดือน และตั้งเป้าหมายสะสมความมั่งคั่งสู่ระดับ 5 ล้านบาทก่อนอายุ 45 ปี

จากการสำรวจพฤติกรรมและข้อมูลตลาด พบว่า ตลาดเงินฝากและกองทุนรวมในประเทศไทยมีมูลค่ารวมกันสูงถึง 22-23 ล้านล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นบัญชีเงินฝากราว 16 ล้านล้านบาท และกองทุนรวมอีกประมาณ 6 ล้านล้านบาท มีกลุ่ม Mass Affluent ถือครองสินทรัพย์ในระบบสูงถึง 70-80% ขณะที่ในระบบธนาคารมีกลุ่มคนที่มีเงินฝากระดับ 1-5 ล้านบาท อยู่เกือบ 1.47 ล้านบัญชี คิดเป็นมูลค่าสินทรัพย์รวม (AUM) รวมกันเกือบ 2.95 ล้านล้านบาท สะท้อนถึงขนาดของตลาดที่มีมูลค่ามหาศาลและมีศักยภาพในการเติบโตสูง

ในส่วนของ TTB พบว่าในฐานลูกค้าเดิม 10 ล้านราย มีกลุ่มเป้าหมายในเซกเมนต์ Mass Affluent ที่มีความมั่งคั่งสะสม 1 ล้านบาท ราว 600,000 ราย มีสินทรัพย์ที่อยู่ภายใต้การดูแล 2.8 แสนล้านบาท แต่มีผู้ที่ขยับยอดเงินฝากและการลงทุนทะลุ 1 ล้านบาทได้เพียง 100,000 กว่าราย จึงยังมีโอกาสในการยกระดับลูกค้าอีกกว่า 500,000 รายให้บรรลุเป้าหมาย 2 ล้านบาท และตั้งเป้าที่จะขยาย AUM ลูกค้ากลุ่มนี้เป็น 3.7 แสนล้านบาทในปี 2570

จากผลการวิจัย พบว่า ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ยังคงเผชิญปัญหาสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ภาวะลงทุนน้อยเกินไป (Under Invest) มีสัดส่วนถึง 75% ยังคงยึดติดกับการฝากเงินไว้ในบัญชีเพียงอย่างเดียว และกว่า 60% ของ AUM อยู่ในรูปของเงินฝากดอกเบี้ยต่ำ ส่วนกลุ่มที่เริ่มลงทุนยังเน้นสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ เช่น ตราสารหนี้ ส่งผลให้ผลตอบแทนโดยรวมยังไม่สูงพอ

ภาวะขาดข้อมูลความเข้าใจ (Under Inform) ขาดความรู้ ความเข้าใจ หรือยังไม่มีความมั่นใจในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ชนะอัตราเงินเฟ้อ

ภาวะขาดการดูแลอย่างทั่วถึง (Under Serve) เนื่องจากเป็นฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ทำให้ไม่ได้รับบริการจากผู้ดูแลบัญชี (RM) เหมือนกลุ่มลูกค้า Wealth ระดับบน

TTB จึงแก้เกมด้วยการชูกลยุทธ์ช่วยลูกค้าตั้งเป้าหมายทางการเงินเพื่อนำไปสู่การมีอิสรภาพทางการเงิน (Financial Freedom) โดยเตรียมนำเสนอทางเลือกการลงทุนผ่านผู้เชี่ยวชาญ (Investment Officer) ในการจัดพอร์ตตามเป้าหมายเฉพาะบุคคล ร่วมกับการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้ามาช่วยดูแลลูกค้าอย่างตรงจุด เพื่ออำนวยความสะดวกในการบริหารจัดการเงินออมและการลงทุน ให้สามารถก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ความมั่งคั่งในระดับที่สูงขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผ่านแพลตฟอร์ม “myWealth” เวอร์ชันใหม่ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างความสะดวกสบายในการลงทุนอย่างครบวงจร โดยลูกค้าสามารถเลือกลงทุนในพอร์ตมาตรฐานที่ธนาคารจัดสรรไว้ให้ตามวัตถุประสงค์การใช้เงิน เช่น ประกันควบการลงทุน Multi-Asset 15/5 และกองทุน Global Allocation (GA123) รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ครอบคลุม การวางแผนเกษียณ การออมเพื่อซื้อบ้าน หรือการลงทุนระยะยาว พร้อมทั้งมีทีมผู้เชี่ยวชาญ (Investment Officer) คอยแนะนำสัดส่วนการลงทุนและประเมินผลตอบแทนให้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ ระบบยังรองรับการเชื่อมโยงพอร์ตหุ้นไทยจากบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต และพร้อมเปิดให้บริการลงทุนในหุ้นต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มโดยตรง อีกทั้งยังช่วยแก้ปัญหาภาวะขาดข้อมูลความเข้าใจ (Under Inform) ด้วยการเสิร์ฟข่าวสารเชิงลึก บทวิเคราะห์ และสภาวะตลาด (Market Update) ให้แก่ผู้ใช้งานสม่ำเสมอ
เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดผู้ใช้งาน

รวมถึง ได้ผสมผสานไลฟ์สไตล์และโปรแกรมสิทธิประโยชน์ (Royalty Program) เข้ามาสร้างประสบการณ์การลงทุนรูปแบบใหม่ (Gamification Journey) ที่เข้าถึงง่ายและสนุกสนานยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการปรับโฉมโครงสร้างการจัดอันดับสมาชิก (Privilege Positioning) ใหม่ให้สอดรับกับกลยุทธ์ด้าน Wealth Management โดยเปลี่ยนการจัดระดับลูกค้าจากเดิมที่เป็น Basic, Bronze, Silver, Gold, Platinum และ Diamond มาเป็นระบบชื่อใหม่ ได้แก่ Member, Preferred และ Superior ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป

ขณะที่กลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีสินทรัพย์ 5 ล้านบาทไปจนถึงมากกว่า 300 ล้านบาท จะถูกดูแลในฐานะลูกค้ากลุ่ม Reserve หรือการให้บริการระดับพรีเมี่ยม