ความจริงความคิด : ความผิดพลาดทางการเงินที่พบบ่อยที่สุด มีอะไรบ้าง รู้แล้วทำไมชอบทำผิด

โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
 

ครั้งที่แล้ว เราได้คุยกันการสร้างความมั่นคง หรือ การบริหารความเสี่ยง มีผลต่อความมั่งคั่งมากกว่า การสร้างความมั่งคั่ง หรือ การลงทุน ในระยะยาว

งั้นก็น่าจะง่ายนะที่จะมั่งคั่ง เพราะทำถูกยาก ไม่ทำผิดพลาดง่ายกว่า อ้าวแล้วทำไมคนส่วนใหญ่ชอบทำผิดพลาด แล้วความผิดพลาดทางการเงินที่พบบ่อยที่สุด มีอะไรบ้าง อะไรคือสาเหตุที่เรารู้ก็รู้ แต่ทำไม

ชอบทำผิด? (ทำนองเดียวกับถามคนที่ทำผิด แล้วโดนจับได้ ถามว่ารู้มั๊ยว่าที่ทำมันผิด ทุกคนรู้หมด แล้วทำไมถึงทำ?)

ความผิดพลาดทางการเงินที่พบบ่อย

อันดับ 1 : ไม่เริ่มลงทุน เงินสดถูกเงินเฟ้อกัดกินทุกปี ต้นทุนคือ “โอกาส” ที่หายไป ตัวอย่างเช่น รายงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันเพื่อการประเมินและออกแบบนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยเมื่อ 15 ม.ค. 2013 พบว่า คนไทยเริ่มวางแผนช้าเกินควร ,เพียงร้อยละ 38 ที่เคยวางแผนเพื่อการเกษียณ อายุเฉลี่ยที่เริ่มต้นวางแผนเพื่อการเกษียณคือ 42 ปี ซึ่งถือว่าค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับผลการศึกษาของประเทศอื่นๆ

อันดับ 2 : ขายตอนตลาดตก เมื่อตลาดตกมากๆเกิดจากความกลัวว่าถ้าถือต่อจะขาดทุนมากกว่านี้ เลยทำให้ขายในราคาที่ต่ำมากๆ สุดท้ายขาดทุนจริง และเมื่อตลาดปรับตัวสูงขึ้น ก็ไม่มีหุ้นหรือกองทุนให้ขาย เพราะขายหมดแล้ว และไม่มีเงินให้ซื้อ เพราะขายขาดทุนไปเยอะ

อันดับ 3 : ซื้อเพราะคนอื่นซื้อ Herding Behavior หรือพฤติกรรมเลียนแบบฝูงชน คือการที่คนเราตัดสินใจหรือกระทำสิ่งต่างๆ ตามคนส่วนใหญ่โดยไม่ได้คิดวิเคราะห์ด้วยตนเองอย่างรอบคอบ โดยมักเกิดจากความรู้สึกปลอดภัย กลัวตกกระแส หรือเชื่อว่าคนหมู่มากนั้นคิดถูกแล้ว ดังนั้น เราก็มักจะซื้อหุ้น หรือ ทอง ตอนที่คนอื่นซื้อกันมากๆ ซึ่งมักจะเป็นช่วงท้ายๆที่ราคาหุ้นหรือทองขึ้นไปสูงมากแล้ว กลายเป็นเราได้ต้นทุนที่สูง และขายตอนที่คนอื่นขายกันมากๆ ซึ่งมักจะเป็นช่วงท้ายๆที่ราคาหุ้นหรือทองลงไปมากแล้ว กลายเป็นเราขายได้ในราคาที่ต่ำมากๆ กลายเป็น “ซื้อแพง ขายถูก”

อันดับ 4 : เป็นหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล ฯลฯ หนี้พวกนี้ ดอกเบี้ยสูงมาก 15% – 16% ต่อปีแทบไม่มีการลงทุนทั่วไปที่ชดเชยได้อย่างสม่ำเสมอ และเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ข้อมูลจากเครดิตบูโร 2 ใน 3 ของบัญชีหนี้ครัวเรือนไทยเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดย 39% เป็นสินเชื่อส่วนบุคคล 29% เป็นบัตรเครดิต

อันดับ 5 : Lifestyle Inflation รายได้มากขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ทั้งจากราคาของแพงขึ้นตามเงินเฟ้อ และเรายังซื้อของมากขึ้นตามเงินในกระเป๋าอีก ผลที่ได้ คือ แม้รายได้มากขึ้น แต่เงินออมกลับไม่มากขึ้นตามรายได้

อันดับ 6 : ไม่มีเงินสำรอง เมื่อตกงาน ไม่มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินเอาไว้ ต้องขายสินทรัพย์ช่วงราคาตกเพื่อเอามาใช้จ่าย

อันดับ 7 : ลงทุนเกินความเสี่ยงที่รับได้ มองการลงทุนเป็นเรื่องง่าย ได้ผลตอบแทนเยอะและเร็ว จนมองข้ามความเสี่ยงไป ทำนอง FOMO (Fear Of Missing Out) พูดง่ายๆ คือ “กลัวตกรถ” นั่นเอง สุดท้าย “ไม่ตกรถ” แต่กลายเป็น “ขึ้นรถผิดคัน” หรือ “ลงทุนผิดตัว” ที่ลงทุนมาขาดทุนหมด สุดท้ายต้องขายทุกอย่างเพื่อเอาเงินมาใช้จ่าย

อันดับ 8 : ไม่กระจายความเสี่ยง ลงทุนในหุ้นตัวเดียว ธุรกิจเดียว ประเทศเดียว คล้ายๆกับ อันดับ 7 ส่วนใหญ่เกิดเพราะ มั่นใจเกินไป หรือ ลงทุนตามคนอื่น ทำให้เมื่อผลตอบแทนไม่เป็นไปที่คาด ก็จะขาดทุนมาก

อันดับ 9 : ไม่วางแผนภาษี เสียภาษีเกินความจำเป็น ทำให้ผลตอบแทนสุทธิลดลง หรือ วางแผนภาษีผิด เช่น หนีภาษี หลบหลีกภาษี ยื่นภาษีผิด ฯลฯ สุดท้ายถูกสรรพากรตรวจพบ ต้องเสียเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม หลายกรณีที่เป็นข่าวถึงกับต้องเลิกกิจการ บางกรณีถึงกับล้มละลายเลยก็ไม่

อันดับ 10 : ไม่ดูแลสุขภาพ นึกถึงคำพูดหนึ่งที่จำติดใจจากอาจารย์หมอท่านหนึ่ง คือ “เมื่อเรามีสุขภาพดี เราจะมีทุกอย่าง เมื่อเราสุขภาพแย่ เราจะเสียทุกอย่าง” กับอีกคำพูด คือ “ตลอดชีวิตเรามีหลายปัญหาให้ครุ่นคิด แต่เมื่อสุขภาพเรามีปัญหา เราจะเหลือปัญหาเดียวให้ครุ่นคิด” คำพูดเหล่านี้จริงแท้แน่นอน ถ้าสุขภาพเราดี เราก็จะมีแรงคิด แรงทำงานหาเงิน ใช้ชีวิต แต่ถ้าสุขภาพแย่ เราจะมีแต่ใช้เงิน ไม่สามารถหาเงิน หรือ ใช้ชีวิตอย่างต้องการได้ และค่ารักษาพยาบาล โดยเฉพาะช่วงเกษียณอาจเป็นค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่สุด และอาจบังคับให้ถอนเงินลงทุนเร็วกว่าที่วางแผนไว้

รู้ว่า “ไม่ถูก” แต่ทำไมคนส่วนใหญ่ยังทำ

หากถามแบบให้ตอบแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” กับข้อผิดพลาดข้างต้น ผมเชื่อว่า ทุกคนตอบถูกหมดว่า ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นข้อผิดพลาดทางการเงิน แต่ประเด็น คือ ทำไมคนส่วนใหญ่ยังทำข้อผิดพลาดเหล่านั้น หลายคนยังทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

เหตุผลหลักส่วนหนึง คือ พฤติกรรมของเรานั่นเองที่ทำให้เราทำผิดพลาดอยู่เรื่อยๆ ตัวอย่างเช่น

Present bias (อคติปัจจุบัน) คือแนวโน้มที่คนเราให้คุณค่าและความสำคัญกับความสุขหรือผลตอบแทนใน ปัจจุบัน มากกว่าผลลัพธ์ใน อนาคต แม้ว่ารางวัลหรือผลประโยชน์ในอนาคตจะมีมูลค่ามากกว่าก็ตาม ลักษณะและผลกระทบของ Present Bias

    • ความสุขทันที: เลือกความสบายหรือความสุขตอนนี้ มากกว่าเป้าหมายระยะยาว

    • การเงิน: ไม่อยากออมเงินหรือลงทุน เพราะต้องแลกกับความอดออมในวันนี้

    • สุขภาพ: ผลัดวันประกันพรุ่งเรื่องการออกกำลังกายหรือการกินอาหารที่มีประโยชน์

• Hedonic Adaptation เมื่อได้สิ่งใหม่ ความสุขจะเพิ่มขึ้นเพียงชั่วคราว แล้วกลับไปสู่ระดับเดิม ทำให้ต้องการใช้จ่ายมากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงชอบซ็อปปิ้งอยู่เรื่อยๆ เพราะตอนซื้อมีความสุข ได้ตอบสนองความอยาก แต่ซื้อเสร็จ ความสุขก็ลดน้อยลงทันที ของที่ซื้อมา บางครั้งไม่เปิดดูด้วยซ้ำ

• Social Comparison เปรียบเทียบตนเองกับเพื่อนร่วมงานหรือคนในสังคม จนเกิดการใช้จ่ายเพื่อรักษาภาพลักษณ์

• Overconfidence เชื่อว่ารายได้สูงในปัจจุบันจะคงอยู่ตลอดไป จึงประมาทในการออมและการบริหารความเสี่ยง ผมเคยเจอพนักงานคนหนึ่ง มีเงินเดือน มีโอที สม่ำเสมอทุกเดือน เลยมั่นใจว่า ทั้งเงินเดือน โอทีมั่นคง เลยใช้จ่ายเต็มที่เท่าเงินเดือน + โอที พอเศรษฐกิจมีปัญหา บริษัทเริ่มยกเลิกโอที ต่อมาลดเวลาทำงาน และสุดท้ายเลิกจ้าง รายได้ลด แต่หนี้ที่ก่อไว้ ไม่ว่าจะเป็นซื้อสินค้าเงินผ่อน หนี้บัตรเครดิต ฯลฯ ไม่ลดตาม ต้องกู้หนี้นอกระบบมาใช้จ่าย ปัญหายิ่งหนักเพิ่มไปอีก

ในภาวะปัจจุบันที่งานหายากยิ่งขึ้น เศรษฐกิจก็ไม่แน่นอน ของก็แพงขึ้น อย่าประมาท ปลอดภัยไว้ก่อน น่าจะดีที่สุด
 
 
 
 
อ่านบทความอื่นๆ

ความจริงความคิด : มั่งคั่ง กับ มั่นคง อะไรมีผลต่อความมั่งคั่งมากกว่ากัน

ความจริงความคิด : ใครมีโอกาสสำเร็จทางการเงินมากกว่ากัน

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–