HoonSmart.com >> รู้ใจประกันภัย ปักหมุดปี 2573 เพิ่มส่วนแบ่งตลาดประกันภัยรถยนต์จาก 2.8% เป็น 6% รักษาอัตราการเติบโตที่ 25% ต่อปี เพิ่มสัดส่วนพอร์ตประกันภัยกลุ่ม Non-Motor แตะ 20% ของพอร์ตรวม ยกระดับการทำงานจากดิจิทัลสู่นวัตกรรม AI ทุกกระบวนการทำงาน เน้นสินค้าตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะกลุ่ม เตรียมขยายฐานธุรกิจในต่างประเทศ่เพิ่มอีก 1 แห่งภายในปีนี้
นายนิโคลัส ฟาเกต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง กลุ่มรู้ใจ และ บริษัท รู้ใจประกันภัย เปิดเผยเป้าหมายในปี 2573 ว่า จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดประกันภัยรถยนต์ไทย 6% จากปัจจุบันราว 2.8%–2.9% รักษาอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 25% ต่อปี เพิ่มสัดส่วนพอร์ตประกันภัยที่ไม่ใช่รถยนต์ (Non-Motor) เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล และประกันภัยการเดินทาง ให้มีสัดส่วนเป็น 20% ของพอร์ตสินค้ารวม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนและหลากหลายในอนาคต
ทั้งนี้ จะต่อยอดการทำงานจากระบบดิจิทัลที่ทำให้บริษัทเติบโตมาตลอดช่วง 10 ปี ไปสู่การนำศักยภาพเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้ในองค์กรผ่าน 4 เสาหลัก ได้แก่ การหาลูกค้าใหม่ การรับประกันภัยด้วยความแม่นยำด้านราคา การบริการและจัดการสินไหมทดแทนที่รวดเร็ว และการเร่งพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ในด้านการตลาด AI ช่วยให้บริษัทลดการพึ่งพาโปรดักชันเฮาส์ภายนอกและสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ขณะที่ด้านการขายและจัดจำหน่าย AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรมเพื่อเสนอผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจเฉพาะบุคคล
สำหรับการรับประกันภัย AI ช่วยประเมินความเสี่ยงและทุนประกันภัยสำหรับกลุ่มรถยนต์คลาสสิก (Classic Car) ที่เคยประเมินได้ยากจากรูปภาพ
ส่วนงานบริการลูกค้า AI ได้เข้ามาฟังและวิเคราะห์สายการสนทนาของคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมด 100% พร้อมประเมินอารมณ์ของผู้บริโภคเพื่อดึงผู้จัดการเข้าร่วมแก้ไขปัญหาได้ทันทีในกรณีที่ลูกค้าเริ่มมีความกังวล
นอกจากนี้ ในส่วนงานไอที เทคโนโลยี AI ยังช่วยให้นักพัฒนาเขียนโค้ดได้รวดเร็วยิ่งขึ้นก่อนทำการตรวจสอบก่อนใช้งานจริง
ในส่วนของการนำ AI ไปปฏิบัติจริง ได้เริ่มใช้งานระบบอ่านใบแจ้งหนี้ค่าซ่อมรถยนต์จากอู่ซ่อมวันละกว่า 1,000 ฉบับด้วย AI เพื่อจับคู่กับเลขเคลมและสร้างรายการชำระเงินอัตโนมัติ โดยมีเป้าหมายความแม่นยำที่ 99.99% ก่อนพัฒนางานชำระเงินแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ
นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการทดลองให้ลูกค้าตรวจสภาพรถก่อนทำกรมธรรม์ด้วยตนเองผ่านการถ่ายภาพ
ตลอดจนการใช้ AI ตรวจจับพฤติกรรมการทุจริตประกันภัยจากฐานข้อมูล
โดยเทคโนโลยี AIทั้งหมดถูกพัฒนาขึ้นเองภายในองค์กรเพื่อความเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะของรู้ใจประกันภัย ภายใต้งบลงทุน เฉลี่ย 10 ล้านบาทต่อปี ไม่รวมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร มุ่งเน้นการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อยกระดับความเร็วในการให้บริการภายใต้สโลแกน “Expect More and Save More” หรือการส่งมอบคุ้มค่าที่มากกว่าให้แก่ผู้บริโภคในราคาที่ประหยัดยิ่งขึ้น
พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่มีการนำแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐาน AI ด้านการเคลมที่พัฒนาขึ้นเอง ออกขายในรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้แก่ผู้อื่น เพราะเป็นจุดแข็งสำคัญที่สร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันและช่วยให้ขับเคลื่อนธุรกิจได้เร็วกว่าคนอื่นในตลาด
”ปัจจุบันบริษัทมีราว 7 กระบวนการที่ขับเคลื่อนด้วย AI เต็มรูปแบบ ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการเรียนรู้ และในทุกกระบวนการ AI จะทำหน้าที่จัดเตรียมข้อมูลล่วงหน้า โดยยังคงมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นมนุษย์เป็นจุดควบคุมสุดท้ายในการอนุมัติขั้นตอนเพื่อความถูกต้องสูงสุด” นายนิโคลัส กล่าว
นายนิโคลัส กล่าวว่า ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ รู้ใจประกันภัยได้เปิดตัวประกันภัยรถยนต์คลาสสิกในรูปแบบ Soft Launch แล้ว และเตรียมเร่งจัดจำหน่ายตั้งแต่เดือนกันยายนนี้เป็นต้นไป
ส่วนประกันภัยรถยนต์ภาคบังคับ (พ.ร.บ.) ผ่านช่องทางออนไลน์ คาดว่าจะเปิดตัวได้ในเดือนตุลาคมนี้ในราคาเบี้ยประกันภัยที่คุ้มค่ากว่าเดิมที่ 560 บาท เพราะมีการตัดค่าคอมมิชชั่น 12% ออกไป
ขณะเดียวกัน บริษัทยังได้ร่วมมือกับสำนักงาน คปภ. ในการนำระบบผ่อนชำระเบี้ยประกันภัยรถภาคสมัครใจรายเดือน 12 งวด เข้าสู่โครงการ Regulatory Sandbox ในฐานะบริษัทประกันภัยผู้รับความเสี่ยงเองโดยตรง โดยไม่ผ่านโบรกเกอร์ เพื่อเพิ่มความคล่องตัว กระบวนการทำงานมีความกระชับและบริหารจัดการต้นทุนที่จะถูกส่งต่อไปยังลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการทดสอบใน Sandbox และคาดว่าจะประสบความสำเร็จในเร็ว ๆ นี้
แตกต่างจาก ปัจจุบันการผ่อนชำระส่วนใหญ่ในอุตสาหกรรม ยังต้องทำผ่านบุคคลที่สามหรือโบรกเกอร์ ซึ่งบริษัทประกันจะได้เงินเต็มจำนวนจากบริษัทบัตรเครดิตตามหลักเกณฑ์ Cash-before-Cover และยังไม่มีบริษัทประกันภัยแห่งใดที่ออกกรมธรรม์ผ่อนตรงกับผู้บริโภคโดยตรง
สำหรับการบริหารความเสี่ยงในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรู้ใจประกันภัย เป็นผู้บุกเบิกในการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่ช่วงแรกเพื่อศึกษาสถิติความเสี่ยงอย่างแม่นยำ มียอดกรมธรรม์ที่มีผลบังคับใช้แล้วกว่า 40,000 กรมธรรม เริ่มต้นจากการเก็บข้อมูลสถิติจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กในแต่ละยี่ห้อ ตั้งแต่มกราคม 2566 โดยไม่เน้นกลุ่มรถป้ายแดง และใช้เวลาเรียนรู้สถิติความเสียหายจริงร่วม 3 ปี เพื่อปรับโครงสร้างราคาให้สะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง และใช้ AI ช่วยในการรวบรวมข้อมูลจำเพาะของแบตเตอรี่ และกำลังเครื่องยนต์
ขณะที่ Combined Ratio ประกันภัยรถยนต์ ของบริษัทปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
เป็นผลมาจากธุรกิจมีขยาดใหญ่ขึ้น หรือ การประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) โดยไม่ต้องเพิ่มทีมงานหลักอย่างฝ่ายไอทีที่ยังมีจำนวน 40 คน และฝ่ายการตลาด 14 คน กำลังคนเท่าเดิมตลอด 4 ปีที่ผ่านมา มีเพียงฝ่ายจัดการเคลมเท่านั้นที่ขยายตัวตามปริมาณธุรกิจ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เบี้ยประกันภัยที่เติบโตขึ้นทุก ๆ 100 บาท ฐานค่าใช้จ่ายของบริษัทจะอยู่ที่ 30% เท่านั้น
สำหรับผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพรายบุคคล มีแผนเปิดตัวก่อนสิ้นปี 2569 โดยเน้นจุดเด่นในการให้ผู้บริโภคปรับแต่งความคุ้มครอง เลือกงบประมาณ โรงพยาบาล และค่าเสียหายส่วนแรก ได้เองผ่านช่องทางออนไลน์ พร้อมเห็นผลกระทบต่อราคาเบี้ยประกันภัยทันทีโดยไม่ต้องผ่านตัวแทน ซึ่งเป็นรูปแบบที่ประสบความสำเร็จแล้วในการเปิดตัวที่ประเทศอินโดนีเซีย
แตกต่างจากระบบการขายประกันสุขภาพในรูปแบบเดิมที่ต้องผ่านตัวแทนและใช้เวลาเสนอราคาย้อนกลับไปมานานนับสัปดาห์
ระบบการเสนอราคาออนไลน์ จะช่วยให้ผู้บริโภคเห็นผลกระทบต่อเบี้ยประกันทันทีเมื่อมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข เช่น การเลือกประเภทห้องพัก ที่จะแสดงส่วนต่างราคาระหว่างห้องเดี่ยวหรือห้องคู่
การเลือกเครือข่ายโรงพยาบาล จะมีส่วนลดเบี้ยประกันเมื่อยินยอมใช้บริการในเครือข่ายโรงพยาบาลที่กำหนด
การกำหนดความรับผิดส่วนแรก (Deductible/Excess) จะ ช่วยให้ผู้ซื้อปรับลดภาระค่าเบี้ยประกันลงตามระดับความเสี่ยงที่รับได้
การสร้างความชัดเจนและเปิดเผยราคาแบบเรียลไทม์นี้ ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถควบคุมงบประมาณและออกแบบความคุ้มครองที่ตรงกับความต้องการได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องถูกกดดันจากการเสนอขายของตัวแทน
ในส่วนของงานบริการ ได้นำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมความรวดเร็วในกระบวนการพิจารณาอนุมัติและจ่ายเคลม เพื่อยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บริการให้เหนือกว่าคู่แข่งในตลาด
นายนิโคลัส กล่าวว่า ภายใต้แผน 5 ปี บริษัทยังไม่มีความจำเป็นในการระดมทุนใหม่ เพราะยังมีเงินที่ได้จากการระดมทุน Series C มูลค่า 60 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากสองผู้ลงทุนรายใหม่เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ช่วยให้บริษัทมีทุนเรือนหุ้นที่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับการเติบโต เมื่อรวมกับกำไรที่บริษัททำได้ ถือว่ามีสภาพคล่องที่เพียงพอต่อการลงทุนในอินโดนีเซีย และการขยายสู่ตลาดแห่งใหม่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มอีก 1 แห่งภายในปีนี้ที่อยู่ระหว่างการศึกษาและเตรียมพร้อม

สำหรับผลประกอบการครึ่งแรกของปี 2569 ยังคงรักษาอัตราการเติบโตในประเทศไทยไว้ได้ที่ 23% ท่ามกลางภาวะตลาดที่ท้าทาย โดยมีเบี้ยประกันภัยกว่า 1,600 ล้านบาท พร้อมสร้างกำไรสุทธิในประเทศไทยสูงถึง 212 ล้านบาท และมี Combined Ratio อยู่ที่ระดับประทับใจเพียง 86% โดยมีอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุน สูงถึง 520% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดถึง 380% จากมาตรฐานขั้นต่ำที่คปภ.กำหนดไว้ไม่ให้ต่ำกว่า 140% สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงินขั้นสูงสุด
ขณะที่ภาพรวมระดับกลุ่มบริษัท รวมการลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย ทำกำไรได้ 53 ล้านบาทในช่วง 6 เดือนแรกของปี
ปัจจุบันรู้ใจให้ความคุ้มครองรถยนต์กว่า 330,000 คันทั่วประเทศ และมีลูกค้ากว่า 370,000 ราย โดยมีคะแนนความพึงพอใจลูกค้า (Net Promoter Score) สูงถึง 78 และติดอันดับ 2 ของแบรนด์ประกันภัยรถยนต์ที่มีการรับรู้สูงสุด (Top Brand Awareness) จากผลสำรวจของ Marketbuzz
ด้านกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ บริษัทเน้นการแบ่งกลุ่มราคาตามระดับความเสี่ยงจริง การปรับแต่งแผนประกันตามความต้องการ การเพิ่มตัวเลือกความรับผิดส่วนแรก (Excess) เพื่อช่วยลดเบี้ยประกัน ตลอดจนการผ่อนชำระ 10 เดือน ซึ่งมีลูกค้าเลือกใช้งานสูงถึง 55%
นอกจากนี้ บริษัทฯยังพิสูจน์ศักยภาพด้านการจัดการสินไหมในสถานการณ์วิกฤต จากเหตุการณ์อุทกภัยใหญ่ที่หาดใหญ่ ซึ่งมีรถยนต์ที่ได้รับความคุ้มครองเสียหายรวม 420 คัน บริษัทได้ส่งทีมงานลงพื้นที่เร่งประเมินความเสียหายทั้งหมดเสร็จสิ้นภายใน 1 สัปดาห์ และจ่ายค่าสินไหมทดแทนรวมกว่า 100 ล้านบาท โดยจัดการเคลมแล้วเสร็จถึง 92% ภายในระยะเวลา 90 วัน สะท้อนถึงการเป็นแบรนด์ที่พร้อมเคียงข้างและสร้างความอุ่นใจให้กับผู้บริโภคอย่างแท้จริง
นายนิโคลัส ได้สรุปเส้นทางการเติบโตนับตั้งแต่เริ่มรับประกันภัยรถยนต์กรมธรรม์แรกในเดือนมกราคม 2559 ผ่านโมเดล Direct-to-Consumer ก่อนจะขยายระบบนิเวศธุรกิจด้วยการเปิดตัวเว็บไซต์เปรียบเทียบราคาภายใต้บริษัทนายหน้าประกันภัย ชื่อมิสเตอร์คุ้มค่า หรือ Mr. Kumka ในปี 2560 และการนำเทคโนโลยีมาปรับปรุง Value Chain
ก้าวสำคัญเกิดขึ้นในระหว่างปี 2566–2567 เมื่อบริษัทได้เข้าซื้อกิจการ FWD General Insurance และเปลี่ยนผ่านจากโมเดลโบรกเกอร์สู่การเป็นบริษัทประกันภัยเต็มรูปแบบในนาม รู้ใจประกันภัย พร้อมทั้งเข้าซื้อกิจการ DirectAsia ในเดือนธันวาคม 2567 เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านดิจิทัลในตลาด เป็นผู้บุกเบิกในการรับประกันภัยรถยนต์ EV.
การเปลี่ยนผ่านสู่ Full-stack Insurer ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การปรับราคา และการบริหารจัดการค่าสินไหมทดแทน โดยสามารถลดระยะเวลาเฉลี่ยในการจัดการเคลมลงได้ถึงครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้ผลประกอบการเติบโตอย่างก้าวกระโดด จากเบี้ยประกันภัยรับ 1,000 ล้านบาทในปี 2564 พุ่งสูงถึง 3,000 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2568
ปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนความสำเร็จมาจากการสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ซึ่งบริษัทได้ทุ่มงบประมาณลงทุนอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์ “รู้ใจ” พร้อมส่งเสริมภาพลักษณ์ของสัญลักษณ์ “จิ้งโจ้” ให้เป็นตัวแทนแห่งความไว้วางใจและความใกล้ชิดกับกลุ่มผู้บริโภค
ขณะเดียวกัน อัตราความเสียหายจากความเสี่ยงภัย (Loss Ratio) ของบริษัทในช่วง 5 ปีที่ผ่านมายังคงอยู่ในระดับที่มั่นคงและมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้การปรับปรุงความสามารถในการทำกำไรของบริษัทไม่ได้เกิดจากการลดอัตราความเสียหาย แต่เกิดจากการบริหารจัดการและดูดซับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผ่านการขยายขนาดของธุรกิจให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ
ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทรู้ใจ ได้ขยายการดำเนินงานครอบคลุม 4 บริษัท ใน 2 ประเทศ ได้แก่ บริษัทรู้ใจประกันภัย และ Mr. Kumka (มิสเตอร์คุ้มค่า) ที่เป็นธุรกิจโบรเกอร์ ในประเทศไทย รวมถึง Lifepal ธุรกิจประกันชีวิต และ รู้ใจประกันภัย ในประเทศอินโดนีเซีย โดยธุรกิจในประเทศไทยยังคงทำรายได้หลัก คิดเป็นสัดส่วนราว 90% ของธุรกิจทั้งหมด ขณะที่ธุรกิจในอินโดนีเซียคิดเป็น 10% ที่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็ว
นายกรกฤต คำเรืองฤทธิ์ ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท รู้ใจประกันภัย ได้กล่าวถึงทิศทางเชิงกลยุทธ์และการเติบโตของบริษัทว่า หากย้อนกลับไปมองเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของผู้บริโภค เทคโนโลยี และความคาดหวังที่มีต่อบริษัทประกันภัยเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมประกันภัยในประเทศไทยต้องปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง เพื่อทำให้การประกันภัยเป็นเรื่องง่ายและตอบโจทย์ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งแนวทางนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของรู้ใจที่มองเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า
ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รู้ใจได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเติบโตที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในตลาดประกันภัยรถยนต์ และจากนี้ไปเรากำลังขยายไปสู่ผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพและประกันภัยรายบุคคลประเภทอื่น ๆ เช่น ประกันภัยการเดินทาง วิสัยทัศน์ของเราชัดเจนมาก คือการก้าวสู่การเป็นบริษัทประกันภัยที่ลูกค้า นึกถึงและเลือกใช้ เป็นอันดับแรกสำหรับผลิตภัณฑ์ประกันภัยรายบุคคลในประเทศไทย ด้วยจุดแข็งด้านดิจิทัล นวัตกรรม และการบริการที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง”นายกรกฤต กล่าว
โดย วารุณี อินวันนา
