BLS เผยต่างชาติเทขายหุ้นเอเชียเหนือหนัก มุ่งซบตลาดหุ้นอาเซียนลุ้นไทยแตะ 1,680 จุด

HoonSmart.com>>บล.บัวหลวง เผยฟันด์โฟลว์ทะลักซบอาเซียนดัน SET ลุ้น 1,680 จุด สวนทางเอเชียเหนือโดนเทขายหนัก ไต้หวันกระอัก 8,760 ล้านดอลลาร์ ด้านเกาหลีใต้ยังเสี่ยงผันผวน ชูกลยุทธ์สลับกลุ่มเก็งกำไรพลังงานปิโตรเคมีแทนธนาคาร

บล.บัวหลวง รายงานว่า ในสัปดาห์ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติยังคงเดินหน้าขายสุทธิในตลาดหุ้นเอเชียอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายสุทธิรวม 8,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากระดับ 7,763 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในสัปดาห์ก่อนหน้า

ทั้งนี้ แรงขายส่วนใหญ่มาจากตลาดหุ้นเอเชียเหนือเป็นหลัก:

ไต้หวัน เผชิญแรงขายหนักที่สุดในภูมิภาค โดยแรงขายเร่งตัวขึ้นต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 2 สู่ระดับ 8,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าการขายสุทธิรายสัปดาห์ที่มากที่สุดเป็นอันดับ 3 นับตั้งแต่เริ่มเก็บรวบรวมข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2000

เกาหลีใต้ แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติเริ่มชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 457 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มประเทศ TIP (ไทย, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย): กระแสเงินลงทุนยังคงไหลเข้าต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกันในทั้งสามตลาด

ไทย เงินทุนไหลเข้าสุทธิ +408 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

อินโดนีเซีย เงินทุนไหลเข้าสุทธิ +25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ถือเป็นการซื้อสุทธิของนักลงทุนต่างชาติครั้งแรกในรอบ 10 สัปดาห์)

ฟิลิปปินส์ เงินทุนไหลเข้าสุทธิ +14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากการประเมินพฤติกรรมการซื้อขายผ่านดัชนี Volume Flow Index (VFI) ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบสัญญาณการสะสมหุ้นที่ชัดเจนเพียงกลุ่มเดียว ได้แก่ กลุ่มพลังงาน ในตลาดหุ้นไทยและไต้หวัน

สำหรับแนวโน้มเซกเตอร์เด่นในตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ คาดว่ากลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มธนาคาร และกลุ่มสื่อสาร มีแนวโน้มปรับตัวได้โดดเด่นกว่าตลาดโดยรวม

เกาหลีใต้ยังเสี่ยงผันผวน ขณะที่ตลาด TIP ได้แรงหนุนจาก Fund Flow

แม้แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเกาหลีใต้จะเริ่มชะลอลงซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวก แต่ประเมินว่าความเสี่ยงที่ตลาดจะผันผวนยังไม่หมดไป เนื่องจากปริมาณการใช้ Leverage และการถือครองหุ้นที่กระจุกตัว (Crowded Trade) ในหุ้นกลุ่ม AI และ Semiconductor ยังอยู่ในระดับสูง

ในทางกลับกัน ตลาดหุ้นกลุ่ม TIP ได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนที่เริ่มกระจายออกจากตลาดที่มีสถานะการถือครอง (Positioning) ตึงตัว มายังตลาดที่มีระดับการถือครองผ่อนคลายกว่า โดยเฉพาะ ตลาดหุ้นไทย ซึ่งเป็นตลาดเดียวในภูมิภาคที่ยังคงรักษาสถานะกระแสเงินทุนสะสมตั้งแต่ต้นปี (YTD) เป็นบวกได้

ประเมินแนวโน้มดัชนี SET จาก Market-Timing Indicator: เป้าหมาย 1,590–1,680 จุด

ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET Index) ปรับตัวขึ้น 1.6% ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้าสุทธิกว่า 900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ดัชนีสามารถทะลุระดับ 1,620 จุด ขึ้นมาได้อย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

โครงสร้างทางเทคนิคชี้ว่าตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มยืนระยะได้ดี

เครื่องมือระยะสั้น ดัชนี Composite Short-Term ปรับตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างชัดเจน แม้องค์ประกอบย่อยอย่าง Short-Term Bull-to-Bear Index จะเข้าสู่เขต Overbought แล้ว แต่ Short-Term Momentum Strength Index ยังคงมีพื้นที่ให้ปรับตัวขึ้นได้อีก

ความกว้างของตลาด (Market Breadth): ดัชนีชี้วัดการกระจายตัวของการปรับขึ้นของหุ้นในระยะกลาง (Medium-Term Market Breadth) เพิ่มขึ้นจาก 55% เมื่อสองสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 66% สะท้อนว่าการฟื้นตัวเริ่มกระจายไปยังหุ้นวงกว้างขึ้น

กรอบการเคลื่อนไหว แม้อาจมีแรงขายทำกำไรระยะสั้นเนื่องจากดัชนี Composite Medium-Term เริ่มเข้าใกล้เขต Overbought แต่คาดว่าจะเป็นเพียงการพักฐานชั่วคราว ไม่ใช่การเปลี่ยนทิศทางของแนวโน้มใหญ่

คาดการณ์กรอบดัชนี ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนี SET ในช่วงสองสัปดาห์ข้างหน้า (21 กรกฎาคม – 3 สิงหาคม) ไว้ที่ 1,590–1,680 จุด

กลยุทธ์การหมุนกลุ่มลงทุน: “Battle Royale” ในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์

ขายทำกำไรกลุ่มธนาคาร แนะนำล็อกกำไรในหุ้นธนาคารที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม คาดว่าราคาหุ้นจะเริ่มปรับฐานเพื่อส่งไม้ต่อให้หุ้นกลุ่มอื่น

ศึกตัดสินกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity Battle Royale)

หุ้นโรงกลั่น (TOP, BCP, SPRC) ราคาที่พุ่งขึ้นตามค่าการกลั่นมีแนวโน้มยืนระยะได้ไม่นาน แม้อุปทานจะหดตัวจากความไม่สงบในตะวันออกกลางและรัสเซีย แต่ราคาที่แพงเกินไปจะกดดันกำลังซื้อในที่สุด

หุ้นปิโตรเคมี (PTTGC, SCC, IVL, IRPC) & พลังงานต้นน้ำ (PTTEP, PTT) การเร่งกำลังการผลิตของโรงกลั่นจะทำให้มีผลพลอยได้อย่าง “นาฟทา” ออกมามากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนวัตถุดิบให้แก่กลุ่มปิโตรเคมี คาดว่านักลงทุนจะขายทำกำไรจากหุ้นโรงกลั่นเพื่อหมุนเงินเข้าสู่หุ้นปิโตรเคมีและพลังงานต้นน้ำที่ราคายัง Laggard

กลุ่มเกษตรและอาหาร (Soft Commodity) หุ้นอย่าง CPF, BTG, TFG, GFPT, TVO มีแนวโน้มรับแรงหมุนของเงินทุนตามโมเมนตัมกำไรช่วงครึ่งปีหลังที่จะฟื้นตัวดีกว่าครึ่งปีแรก จากปัญหาอุปทานหดตัวในจีนที่เผชิญภัยธรรมชาติ (น้ำท่วมและภัยแล้ง) ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าอย่างข้าวโพดและกากถั่วเหลืองมีแนวโน้มปรับตัวลดลง

คำแนะนำการลงทุนโดยรวม กลยุทธ์หลัก เน้นตั้งรับ “สะสมหุ้นเมื่อราคาย่อตัว”

หุ้นเป้าหมาย เน้นหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสูง หุ้นที่มีการปรับเพิ่มประมาณการกำไร และเพิ่มน้ำหนักการเก็งกำไรตามกระแสเงินทุนหมุนเวียน

 
 
 

———————————————————————————————————————————————————–