HoonSmart.com>>ทีมไทยแลนด์ ตั้งการ์ดรับภาษีสหรัฐฯ มาตรา 301 สิ้นสุด 24 ก.ค.นี้ พลิกใช้คดีแรงงานบังคับ-การอุดหนุน มากีดกันการค้าต่อ กระทรวงพาณิชย์ เร่งบังคับใช้ FTA ร่วมกับภูฏาน-กลุ่ม EFTA 4 ประเทศตลาดพรีเมี่ยมม.ค.70 พร้อมดันดีลศรีลังกาเข้าสภา หวังกระจายความเสี่ยงซัพพลายเชน-ลดผลกระทบจากการพึ่งพาตลาดเดิม ปักธง FTA กลุ่มอียู หาความร่วมมือกับกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้เสร็จสิ้นปีนี้ ทำร่างอีก 1 ปีพร้อมเปิดเจรจาอีก 9 หมวดที่เหลือจากทั้งหมด 24 หมวด
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ บรรยายในโครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ประจำปี 2569 “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” หัวข้อ “ยุทธศาสตร์การค้า การลงทุน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยภายหลังศาลสูงสหรัฐฯ มีคำตัดสินเมื่อกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า มาตรการจัดเก็บภาษีแบบต่างตอบแทน (Reciprocal Tariff) ซึ่งเคยเรียกเก็บจากไทยในอัตรา 19% นั้น “ผิดกฎหมาย” ส่งผลให้ทำเนียบขาวต้องประกาศใช้กฎหมายชั่วคราว 150 วัน เก็บภาษีในอัตรา 10% ทั่วโลกเป็นการทดแทน ซึ่งมาตรการชั่วคราวนี้กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้
เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง สหรัฐฯ ได้นำ “มาตรา 301” (Section 301) เป็นการจัดเก็บแบบ On-top (บวกเพิ่ม) จากอัตราภาษีเดิมที่มีอยู่มาเป็นเครื่องมือหลักระยะยาว โดยพุ่งเป้าโจมตีประเทศคู่ค้าในข้อหาที่ว่า “การค้าขายทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบหรือเดือดร้อน” และได้ยื่นฟ้อง 60 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย
สำหรับ ไทย เจอ 2 คดี โดยคดีที่ 1 แรงงานบังคับ และมาตรการภาษี 12.5% สหรัฐฯ ระบุว่าไทยไม่มีมาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดในการสกัดกั้นการนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) จากต่างประเทศ หรือ ไม่มีกระบวนการตรวจสอบและประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตลอดห่วงโซ่อุปทาน (HRDE) ซึ่งในข้อเสนอรอบแรกไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม 46 ประเทศรวมถึงไทยที่ต้องเผชิญอัตราภาษีเพิ่มขึ้น 12.5% จากฐานปกติ เนื่องจากไทยยังไม่มีกฎหมายฉบับถาวร ปัจจุบันไทยมีเพียงร่างกฎหมาย HRDE ที่คาดว่าจะเข้าสภาในปีหน้า
ขณะที่อีก 14 ประเทศที่มีกฎหมายรองรับแล้ว จะเสียภาษีในอัตรา 10% หรือเป็นกลุ่มประเทศที่ยอมรับข้อตกลง ART (Agreement of Reciprocal Trade) ของสหรัฐฯ แบบ 100%
“คาดว่าหลังวันที่ 24 กรกฎาคมนี้ คดีที่ 1 จะเป็นคดีเดียวที่มีผลบังคับใช้จริง (Effective) เป็นตัวแรก เนื่องจากผ่านกระบวนการทำ Public Hearing และกำลังจะประกาศผลสิ้นสุด (Final) ในเร็วๆ นี้ ซึ่งทีมเจรจาของไทยได้เข้าชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ว่า ไทยกำลังผลักดันกฎหมาย HRDE เพื่อเตรียมเข้าสู่การพิจารณาของสภาในปีหน้า”ดร.กิริฎา กล่าว
ดร.กิริฎา กล่าวว่า คดีที่ 2 ที่ไทยโดน คือข้อกล่าวหา “กำลังการผลิตส่วนเกิน” โดยสหรัฐฯพุ่งเป้าไปที่ 16 ประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง รวมถึงไทย โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลไทยให้การอุดหนุนภาคเอกชนจนเกิดการลงทุนเกินขนาด (Over-invest) จนทำให้กำลังการผลิตอุตสาหกรรมในภาพรวมเหลือใช้ไม่ถึง 60%
อย่างไรก็ดี ทีมไทยแลนด์นำโดยกระทรวงพาณิชย์และบีโอไอ (BOI) ได้เข้ายื่นหลักฐานตอบโต้ 17 ข้อซักถามอย่างเป็นทางการ เพื่อยืนยันว่าโครงสร้างการส่งเสริมการลงทุนของไทยไม่ได้อุดหนุนเม็ดเงินโดยตรงแบบจีน และใน 3 เซกเตอร์หลักที่สหรัฐฯ กังวล ได้แก่ ยานยนต์และชิ้นส่วน, ยางและผลิตภัณฑ์ยาง รวมถึงกลุ่มเครื่องจักร (Machinery)เช่น เครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และเซมิคอนดักเตอร์ นั้น ไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิตจริงพุ่งสูงเกินกว่า 70% จนถึงเกือบ 100% ตามดีมานด์โลกที่แข็งแกร่งและไม่มีการอุดหนุนที่บิดเบือนตลาด
ดร.กิรฎา กล่าวว่า สหรัฐฯ นำยุทธศาสตร์การเจรจาแบบกดดัน มาใช้ผ่านข้อตกลง ART โดยส่งเงื่อนไขที่เป็นบัญชีหางว่าว ทั้งการบีบให้ลดมาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานสินค้าอาหารและยาที่หากผ่านเกณฑ์สหรัฐฯแล้วไทยห้ามตรวจซ้ำ ไปจนถึงเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ระบุว่า “หากสหรัฐฯ ไม่ชอบหรือแบนการค้ากับประเทศใด ชาติคู่สัญญาก็ต้องแบนตามไปด้วย”
สหรัฐฯ ไม่เปิดโอกาสให้ “เจรจาต่อรอง” แต่เป็นการยื่นคำขาดให้เลือกว่าจะยอมรับเงื่อนไขกี่เปอร์เซ็นต์
ปัจจุบัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา เลือกเซ็นข้อตกลง ART หรือ Reciprocal Trade Agreement ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ แบบ 100% เพื่อแลกกับภาษีที่ต่ำกว่า 10% แลกกับยอมเรื่องอื่นที่พ่วงมายาวเหยียดเป็น”บัญชีหางว่าว”
”แต่ไทย “ยอมเสียเบี้ยเพื่อรักษาขุน” เพราะชั่งน้ำหนักแล้วว่า การยอมรับเงื่อนไของเมริกาครบ 100% จะสร้างความเสียหายต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคในประเทศอย่างรุนแรง ไทยจึงเลือกที่จะปฏิเสธเงื่อนไขบางข้อ แม้จะต้องยอมแบกรับอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านเล็กน้อย แต่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว”ดร.กิรฎา กล่าว
ดร.กิรฎา กล่าวว่า ไทยยอมรับเงื่อนไขประมาณ 90% เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการและผู้บริโภคในประเทศในระยะยาว อาจทำให้ไทยเสียเปรียบเชิงต้นทุนอยู่ 2.5% เมื่อเทียบกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาที่ได้อัตรา 10% แต่สินค้า Top 20 ของไทยในตลาดสหรัฐฯ ก็ไม่ได้แข่งขันกับมาเลเซียหรืออินโดนีเซียโดยตรง แต่แข่งกับจีนและเวียดนามซึ่งเผชิญอัตราภาษีที่สูงกว่าและคดีความที่รุนแรงกว่าไทยมาก
ส่วนผลกระทบต่อภาคการผลิตไฮเทค โดยเฉพาะชิ้นส่วนประกอบเซมิคอนดักเตอร์และระบบ AI จากตัวเลขของทางบีโอไอ (BOI) ไทยกำลังย้ายจากคลื่นลูกแรกที่เป็นแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ไปสู่คลื่นลูกที่สองซึ่งเป็นชิ้นส่วนเซมิคอนดักเตอร์ที่มีมูลค่าและเทคโนโลยีขั้นสูงขึ้น แม้การผลิตส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาเม็ดเงินและ Know-how จากต่างประเทศ
แต่ข้อได้เปรียบของไทยคือห่วงโซ่การจ้างงานและการพัฒนาทักษะแรงงานในประเทศที่มีความเฉพาะตัวสูง
ยกตัวอย่างเช่น Delta Electronics ที่ส่งออกไปสหรัฐฯ กว่า 50% ของกำลังการผลิต ซึ่งด้วยศักยภาพที่ผลิตตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าและแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ ความแตกต่างทางภาษีเพียง 2.5% จึงไม่สามารถทำให้คู่ค้าเปลี่ยนใจไปหา Supplier รายใหม่ได้โดยง่าย
ทั้งนี้ เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดเดิม กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ายุทธศาสตร์กระจายตลาดมองหาโอกาสที่หลากหลายในประเทศใหม่ ทั้งการส่งออกและการนำเข้าวัตถุดิบ โดยปัจจุบันไทยมี FTA บังคับใช้แล้วกับ 18 ประเทศ และเตรียมบังคับใช้เพิ่มอีก 3 FTA ในปี 2570 ประกอบด้วย
ไทย กับ ภูฏาน เริ่มมกราคมปีหน้า 2570 มุ่งเน้นไปที่มิติการนำเข้า (Import diversification) เพื่อเข้าถึงแหล่งแร่ธาตุสำคัญของภูฏานที่จะนำมาใช้ในภาคการผลิต
ไทย กับ EFTA เริ่มมกราคม 2570 ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเทศ ได้แก่สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์ เพื่อเปิดประตูระบายสินค้าไทยสู่กลุ่มประเทศยุโรปที่มีกำลังซื้อสูงเป็นตลาดส่งออกระดับพรีเมียม ด้วยอัตราภาษีระดับต่ำ
ไทย กับ ศรีลังกา อยู่ระหว่างรอเข้าสภาปีหน้า ตลาดเป้าหมายหลักของกลุ่มผู้ส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เพื่อรองรับฐานการผลิตรถยนต์ในศรีลังกา เนื่องจากศรีลังกามีฐานการผลิตยานยนต์
ควบคู่ไปกับการเจรจาในกรอบ อาเซียน-แคนาดา และ อาเซียน-เกาหลีใต้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลไทยกำลังเร่งรัดการเจรจาข้อตกลง ไทย-EU FTA ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 10 ปี โดยล่าสุดสามารถปิดหมวดการเจรจา (Chapters) เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 11 บท เป็น 15 บท จากทั้งหมด 24 บท แม้ว่าข้อกำหนดที่เหลือจะมีความท้าทายสูงเพราะครอบคลุมเรื่อง ธรรมาภิบาล การลดคอร์รัปชัน และการเปิดเสรีจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายกระทรวงคลัง, เกษตร, อุตสาหกรรม, สาธารณสุข โดยตั้งเป้าจะปิดดีลให้ได้ภายในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า ซึ่งกระบวนการหลังเจรจาเสร็จสิ้นจะต้องใช้เวลาอีกเกือบ 1 ปีในการขัดเกลาภาษากฎหมายและผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา
ดร.กิรฎา กล่าวว่า ความท้าทายที่น่ากังวลที่สุดในปัจจุบันไม่ใช่การขาดแคลน FTA แต่คือ “การละเลยไม่ใช้สิทธิประโยชน์” ของผู้ประกอบการไทย จากข้อมูลพบว่า มีเพียงกรอบความตกลงอาเซียน และ อาเซียน-จีน (ASEAN-China) เท่านั้นที่มีสัดส่วนการใช้สิทธิในระดับสูง ประมาณ 90% ขณะที่กรอบความตกลงอื่นๆ ยังคงมีช่องว่างอีกมากที่ผู้ส่งออกไทยยอมจ่ายภาษีเต็มจำนวนอย่างน่าเสียดาย จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการ เพิ่มสัดส่วนการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการเร่งยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อรองรับเกณฑ์ใหม่ของโลก เพื่อลดต้นทุนเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรและลดแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เตรียมบังคับใช้ภาษีมาตรา 301 รอบใหม่
ปัจจุบันสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งและความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างประเทศ ได้ส่งผลให้โลกเกิดการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจอย่างชัดเจน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีโลกาภิวัตน์ (Globalization) เหมือนในอดีตอีกต่อไป โดยโลกจะถูกแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสหรัฐฯ กลุ่มจีน กลุ่มยุโรป และกลุ่มที่เป็นกลางอย่างประเทศไทย ซึ่งทำให้การค้าขายจะจำกัดอยู่ภายในกลุ่มของตนเองมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ผู้ประกอบการไทยจึงต้องทำความเข้าใจและเลือกกลุ่มที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมเพื่อหาโอกาสทางการค้า
“เนื่องจากเราค่อนข้างเป็นกลาง เพราะฉะนั้นเราก็สามารถที่จะไปเจาะแต่ละกลุ่มได้ โดยทางกระทรวงพาณิชย์พร้อมที่จะทำหน้าที่ “เปิดประตู” เพื่อให้ภาคธุรกิจไทยเข้าถึงได้ในทุกกลุ่มการค้า”ดร.กิริฎา กล่าว

