HoonSmart.com>>เปิดข้อมูล เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ที่จะใช้ในงานอัปเดตข้อมูลแก่นักลงทุนที่ญี่ปุ่น ในวันที่ 30 มิ.ย. 2569 เตรียมนำเสนอภาพรวมการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญขององค์กรที่มุ่งเน้นนวัตกรรมดิจิทัล การปรับพอร์ตโฟลิโอเชิงรุกสู่บรรจุภัณฑ์อัจฉริยะ ดันรายได้นอกประเทศเป็น 2 ใน 3 วางงบลงทุน 6 หมื่นล้านบาท ประกาศศักดาบนเวทีโลก ท่ามกลางผลประกอบการไตรมาสแรกที่ทำกำไรสุทธิฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งสวนทางกับความท้าทายของรายได้
บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง ( SCGP) ยักษ์ใหญ่ด้านบรรจุภัณฑ์แห่งภูมิภาคอาเซียนเผยแพร่ Roadshow Presentation ที่จะไปนำเสนอข้อมูล แก่นักลงทุนในงาน SCGP NDR in Japan,hosted by Daiwa ที่ญี่ปุ่น ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มิ.ย.2569 สรุปได้ดังนี้
ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีรายได้จากการขายที่ 29,295 ล้านบาท ลดลง 9% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) และลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QoQ) ซึ่งเป็นผลมาจากการลดลงของปริมาณการขายและราคาสินค้าเฉลี่ยอันเนื่องมาจากปัจจัยฤดูกาลและการแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถทำกำไรสุทธิได้ 1,566 ล้านบาท พุ่งสูงขึ้นถึง 74% YoY และ 30% QoQ ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% YoY สัญญาณสะท้อนความแข็งแกร่งด้านการทำกำไรที่แท้จริงคือ กำไรหลัก (Core Profit) ที่ทำได้ถึง 1,542 ล้านบาท ซึ่งพิสูจน์ว่าโครงสร้างกำไรส่วนใหญ่มาจากผลการดำเนินงานจริง ไม่ใช่รายการพิเศษชั่วคราว
ความสำเร็จในการทำกำไรครั้งนี้เป็นผลมาจากการควบคุมต้นทุนขาย (COGS) ได้อย่างดีเยี่ยม โดยบริษัทลดสัดส่วนต้นทุนขายลงมาอยู่ที่ 23,131 ล้านบาท หรือคิดเป็น 79% ของยอดขายรวม ดีขึ้นเป็นลำดับจากสัดส่วน 82-83% ในปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยหนุนจากการบริหารจัดการโครงสร้างพลังงาน (Energy Mix) ในอินโดนีเซีย (Fajar) ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 60,000 ล้านรูเปียห์ (IDR) ในไตรมาสแรก
SCGP กำลังเร่งขับเคลื่อนแผนยุทธศาสตร์ “Future Portfolio 2573” เพื่อปรับเปลี่ยนน้ำหนักของธุรกิจและลดความผันผวนจากอุตสาหกรรมกระดาษบรรจุภัณฑ์แบบเดิม โดยตั้งเป้าหมายใหญ่ภายในปี 2573 ดังนี้
ขยายโครงสร้างธุรกิจนอกประเทศไทย (Outside TH & Beyond) เร่งสัดส่วนรายได้จากการขยายฐานนอกประเทศให้มากกว่า 2 ใน 3 ของพอร์ตรวม โดยปี 2568 มีสัดส่วน 56% ของรายได้ร่วม ผ่านการเติบโตแบบ Organic และการซื้อหุ้น (M&Ps) ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้นำตลาดอาเซียนด้วยส่วนแบ่งตลาดบรรจุภัณฑ์กระดาษในไทย 44%, อินโดนีเซีย 33%, ฟิลิปปินส์ 20% และเวียดนาม 18%
ดันกลุ่มบรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภค (Consumer Packaging) ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนให้มากกว่า 1 ใน 2 ของรายได้รวม จาก 46% ในปี 2568 โดยปัจจุบันพอร์ตธุรกิจนี้เติบโตจนขึ้นมาอยู่ที่ 48% ของยอดขาย
SCGP ตั้งงบลงทุนรวม (CAPEX) สำหรับช่วงปี 2569-2573 ไว้ 60,000 ล้านบาท โดยมีการแบ่งสัดส่วนการใช้เงินทุนเพื่อวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนเพื่อสร้างมูลค่าสูงสุดให้กับองค์กร ดังนี้
การขยายธุรกิจผ่านการเข้าซื้อกิจการและการควบรวมกิจการ (Merger & Partnership: M&P) — 41% ของงบลงทุนทั้งหมด
การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และอื่น ๆ (Efficiency, ESG, Cost Saving & others) — 26% งบประมาณส่วนนี้จะถูกจัดสรรเพื่อนำไปใช้ในการยกระดับโรงงานสู่ระบบอัตโนมัติ (Automation) การลงทุนด้าน AI และดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชัน รวมถึงการปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตามกรอบ ESG
การบำรุงรักษา (Maintenance) — 23% สำหรับการดูแลรักษาเครื่องจักรและสินทรัพย์เดิมให้สามารถดำเนินงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยสูงสุด
การเติบโตด้วยตัวเอง (Organic Growth) — 10% ใช้สำหรับการขยายกำลังการผลิตและการเติบโตจากภายในของหน่วยธุรกิจเดิมที่มีศักยภาพและมีอัตรากำไรที่ดี
SCGP ระบุว่าการอนุมัติโครงการลงทุนนับจากนี้ จะต้องอยู่ภายใต้เกณฑ์การพิจารณาที่เข้มงวดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างมีคุณภาพ (Accretive Growth) ได้แก่ การขยายขอบเขตและห่วงโซ่คุณค่าของวัสดุรีไซเคิล การยกระดับพอร์ตผลิตภัณฑ์และบริการสู่กลุ่มที่มีมูลค่าสูง การเข้าสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและน่าดึงดูด การแสวงหาเทคโนโลยีและทักษะแห่งอนาคตใหม่ ๆ การมุ่งเน้นเพิ่มรายได้และการลดต้นทุนผ่านการทำงานร่วมกันภายในกลุ่มบริษัท
ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2567 ที่มียอดลงทุนพุ่งสูงถึง 25,008 ล้านบาท ก่อนจะปรับฐานลงมาอยู่ที่ 5,402 ล้านบาทในปี 2568 การตั้งงบประมาณ 60,000 ล้านบาทสำหรับ 5 ปีข้างหน้า เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณปีละ 12,000 ล้านบาท
สำหรับ การทรานส์ฟอร์มองค์กรด้วย AI และดิจิทัลเต็มรูปแบบ เพื่อรักษาขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน อยู่ระหว่างการทำ “Digital Transformation Journey” มุ่งสู่การใช้ระบบอัจฉริยะที่ตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง (Self-optimizing intelligence) ภายในปี 2569 โดยการนำเทคโนโลยี AI และระบบจำลองภาพเสมือนดิจิทัล (Digital Twin) มาใช้ในการวิเคราะห์และบำรุงรักษาเครื่องจักรล่วงหน้า (Prescriptive Maintenance) รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานด้วยหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า สามารถส่งมอบบริการที่รวดเร็ว แม่นยำ และแจ้งสถานะได้แบบเรียลไทม์ เพิ่มขีดความสามารถด้านต้นทุน ลดความสูญเสียในหลากกระบวนการผลิต และบริหารคลังสินค้าให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร ให้เข้าถึงข้อมูลภาพรวมได้อย่างชัดเจน และช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำรวดเร็วยิ่งขึ้น
บริษัทตั้งเป้าหมายระยะยาวให้โครงการดิจิทัลและ AI เหล่านี้ช่วยลดต้นทุนบน EBITDA ได้ราว 3% ภายในปี 2573
ในมิติด้านความยั่งยืน SCGP ถือเป็นหนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล โดยคว้าคะแนนความยั่งยืนระดับ 88/100 จาก S&P Global (Top 1% ของกลุ่มบรรจุภัณฑ์) และเรตติ้ง ‘AAA’ จาก SET
ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) ลงให้ได้ 25% ภายในปี 2573 เพื่อมุ่งสู่ Net Zero ภายในปี 2593 ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก (Alternative fuel) เช่น พลังงานชีวมวล พลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งในไตรมาส 1/2569 สามารถผลักดันสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกขึ้นมาได้ถึง 35% ของแหล่งเชื้อเพลิงทั้งหมด
นอกจากนี้ ในแง่ผลิตภัณฑ์เพื่อตอบรับกฎระเบียบ Extended Producer Responsibility (EPR) ทั่วโลก SCGP ได้พัฒนาการออกแบบผลิตภัณฑ์ตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ประกอบด้วย
กลุ่มธุรกิจเยื่อและกระดาษ (Fibrous) ใช้วัตถุดิบหมุนเวียน 99.5% และสินค้าสามารถรีไซเคิลได้ 100%
กลุ่มบรรจุภัณฑ์ฐานกระดาษ (Fiber-based) ใช้วัสดุรีไซเคิล 92.2% และรีไซเคิลได้ 100%
เป้าหมายปี 2573 ตั้งเป้าหมายให้ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดสามารถรีไซเคิล นำกลับมาใช้ใหม่ หรือย่อยสลายได้ ครบ 100%
ทั้งนี้ SCGP ได้ผูกเป้าหมายข้างต้นของบริษัทฯ ไว้กับผลงานของผู้บริหาร เพื่อนำมาจ่ายเงินรางวัลและผลตอบแทนผู้บริหาร ดังนี้ ผลงาน 45% จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการสร้างรายได้จากการขาย กำไรสุทธิ และการเติบโตจากการควบรวมกิจการและการเป็นพันธมิตรซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการขยายอาณาจักรของบริษัทในช่วงที่ผ่านมา
บริษัทได้ผูกผลตอบแทน 1 ใน 5 หรือ 20% ของผู้บริหารเข้ากับดัชนีด้านความยั่งยืน ได้แก่ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, อันดับความน่าเชื่อถือด้าน ESG, อัตราส่วนผลิตภัณฑ์ที่สามารถรีไซเคิลได้ รวมถึงอัตราการลาออกของพนักงาน
การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ 20% โดยจะวัดผลจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของโรงงาน , การประหยัดต้นทุน และการจัดหาแหล่งวัตถุดิบที่มั่นคงปลอดภัย
กลยุทธ์การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง 15% ส่วนที่เหลือจะมุ่งเน้นไปที่การขยายฐานรายได้และการสร้างความพึงพอใจ ผ่านการขายพ่วงหรือการขายข้ามกลุ่มผลิตภัณฑ์ , การนำเสนอโซลูชันบรรจุภัณฑ์ และคะแนนความพึงพอใจของลูกค้า
เป็นการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนว่า ผู้บริหารจะยังมุ่งทำกำไรสูงสุด ภายใต้การทำธุรกิจที่จะช่วยลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว
