HoonSmart.com >> PCE ชู ! ซัพพลาย เชน (Supply Chain) ยืน 1 ปาล์มครบวงจร ต่อยอด Zero Waste – ESG – Carbon Chain ปลดล็อกการเติบโตระยะยาว
“ปาล์มน้ำมัน” กำลังเปลี่ยนบทบาทจากสินค้าเกษตรสู่ธุรกิจพลังงาน วัตถุดิบเคมีชีวภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียน ท่ามกลางกระแสความยั่งยืนและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้นทั่วโลก ทำให้ผู้ประกอบการที่สามารถบริหารห่วงโซ่อุปทานครบวงจรและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทุกส่วนของวัตถุดิบ จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

นายประกิต ประสิทธิ์ศุภผล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE)
เปิดเผยว่า หัวใจของการเติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่การสร้างผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสมดุลให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐในฐานะผู้จัดเก็บรายได้ผ่านภาษี ผู้ประกอบการและพนักงานที่ต้องมีผลตอบแทนที่เหมาะสม รวมถึงเกษตรกรและพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่เป็นต้นน้ำของธุรกิจ หากทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ธุรกิจจึงจะสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว
อีกหนึ่งปัจจัยที่กำลังเปลี่ยนอุตสาหกรรม คือกฎเกณฑ์ด้าน ESG ของตลาดโลก โดยเฉพาะมาตรฐาน EUDR และ RSPO ซึ่งกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องสามารถพิสูจน์ย้อนกลับได้ว่าวัตถุดิบไม่ได้มาจากการบุกรุกพื้นที่ป่า มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และไม่มีการใช้แรงงานผิดกฎหมาย แม้มาตรการดังกล่าวถูกมองว่าเป็นกำแพงทางการค้า แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ช่วยยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรไทย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อในตลาดโลก

จุดแข็ง Zero Waste สร้างรายได้จากทุกส่วนของปาล์ม
จุดแข็งสำคัญของ PCE คือ การพัฒนาโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในรูปแบบ Zero Waste หรือการใช้ประโยชน์จากวัตถุดิบทุกส่วนอย่างคุ้มค่าสูงสุด
ใยปาล์มถูกนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงาน ขณะที่กะลาปาล์มจำหน่ายเป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ส่วนเม็ดในปาล์มนำไปสกัดเป็นน้ำมันสำหรับอุตสาหกรรมโอเลโอเคมีและเครื่องสำอาง ก่อนที่กากที่เหลือจะถูกนำไปผลิตอาหารสัตว์
ด้านน้ำเสียจากกระบวนการผลิตยังถูกเปลี่ยนเป็นก๊าซชีวภาพหรือก๊าซมีเทน เพื่อนำไปผลิตกระแสไฟฟ้าจำหน่ายเข้าสู่ระบบของการไฟฟ้า น้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ใหม่ สะท้อนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยทั้งลดต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มเติม

ปาล์ม “พืชมหัศจรรย์” โอกาสเติบโตยังเปิดกว้าง
นายประกิต ประเมินว่า ศักยภาพของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันไทยยังมีอีกมาก เมื่อประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกปาล์มเพียงประมาณ 6 ล้านไร่ จากพื้นที่เกษตรจำนวนมาก ขณะที่พื้นที่ปลูกข้าวและยางพารายังมีสัดส่วนสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านผลตอบแทน ปาล์มน้ำมันให้รายได้ต่อไร่สูงกว่าพืชเศรษฐกิจหลายชนิด อีกทั้งราคาผลปาล์มได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวจากอดีต จึงถูกมองว่าเป็น “ทองคำของภาคเกษตร” และเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่ยังมีศักยภาพรองรับความต้องการของตลาดโลกในอนาคต
Carbon Chain ก้าวต่อไปของการเพิ่มมูลค่า
ยุทธศาสตร์สำคัญของ PCE คือการยกระดับธุรกิจจากการขายน้ำมันปาล์มดิบ ไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มจากโครงสร้างสายโซ่คาร์บอน (Carbon Chain)
ผู้บริหารระบุว่า เมื่อบริษัทมีปริมาณวัตถุดิบในระดับ 40,000-50,000 ตันต่อเดือน จะมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเครื่องจักรสำหรับสกัดสารมูลค่าสูง เพื่อนำไปต่อยอดในอุตสาหกรรมเคมีชีวภาพและโอเลโอเคมี ซึ่งเป็นตลาดที่มีมาร์จิ้นสูงกว่า และจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันกับผู้ผลิตรายใหญ่ในมาเลเซียและอินโดนีเซีย
นอกจากนี้ บริษัทยังมีความพร้อมรองรับนโยบายไบโอดีเซลของภาครัฐ โดยมีกำลังการผลิต B100 รองรับการใช้น้ำมันผสมตั้งแต่ B7 ถึง B20 และเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายใหญ่ของประเทศ

ครบวงจรทั้งโรงงาน คลัง ท่าเรือ และเรือขนส่ง
อีกหนึ่งความได้เปรียบของ PCE คือการลงทุนโครงสร้างพื้นครบวงจร ตั้งแต่โรงงานสกัด คลังสินค้า ท่าเรือ และกองเรือขนส่งของตนเอง ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มความรวดเร็วในการส่งออก และสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการสินค้า เมื่อเทียบกับผู้ประกอบการที่ยังต้องพึ่งพาบุคคลภายนอก
ระยะถัดไป บริษัทมีแผนขยายกำลังการผลิตผ่านการก่อสร้างโรงงานสกัดเพิ่มเติม เพื่อลดการพึ่งพาการจัดซื้อน้ำมันปาล์มจากภายนอก เพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบที่ผลิตเอง และยกระดับประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ด้วยการวางยุทธศาสตร์ที่ผสาน ESG, Zero Waste, Carbon Chain และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร ทำให้ PCE กำลังขยับจากผู้ประกอบการน้ำมันปาล์มแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นบริษัทเกษตรอุตสาหกรรมและพลังงานชีวภาพที่มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มในทุกขั้นตอน ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการผลักดันการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก

