HoonSmart.com>>บล.เมย์แบงก์เชียร์ซื้อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ตัวเดียว คือ “HANA” ให้เป้าราคาสูงถึง 52 บาท กำไรหลักปี 68-71 โตสูงที่สุด 45% เพิ่งได้ลูกค้า AI รายที่สองและกำลังขยายกำลังการผลิต ส่วน DELTA-CCET แนะถือ กำไรหลักก็โต แต่แพงไป ส่วน KCE สั่งขาย ราคาเป้าหมาย 19 บาท
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ยังคงน้ำหนักการลงทุน “เท่าตลาด” สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ไทย (ETRON) เนื่องจากยังคงมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับเรื่องกำแพงภาษีและสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเปลี่ยนหุ้นเด่นมาเป็น HANA (จากเดิม CCET) เนื่องจากมีแนวโน้มเติบโตที่ดีกว่าจากกระแส AI รวมถึงแรงส่งของกำไรหลักที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง (อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีหรือ CAGR ช่วงปี 2568-2571 อยู่ที่ 46% เทียบกับ CCET ที่ 18%)
หุ้นกลุ่ม ETRON เริ่มมีสัดส่วนรายได้ที่มาจาก AI เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดย DELTA และ HANA เป็นสองบริษัทที่เห็นการเติบโตในส่วนนี้เร็วที่สุด
ปัจจุบัน HANA เป็นหุ้นเด่น และเป็นหุ้นตัวเดียวในกลุ่มที่แนะนำ “ซื้อ”เนื่องจากให้อัตราการเติบโตเฉลี่ยของกำไรหลัก (CAGR) ช่วงปี 2568-2571 สูงที่สุดที่ 45% เมื่อเทียบกับหุ้นตัวอื่นในกลุ่มที่มี CAGR อยู่ที่ 11-43% ล่าสุด HANA เพิ่งได้ลูกค้ารายที่สองในกลุ่ม AI และกำลังจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็นเท่าตัวให้กับ Phononic (ซึ่งเป็นลูกค้ารายแรกในกลุ่ม AI) ส่งผลให้สัดส่วนรายได้รวมที่มาจาก AI ในปี 2570 จะเพิ่มขึ้นป็น 12% (จาก 0% ในปี 2568)
ปัจจัยหนุนที่จะทำให้ราคาหุ้นเกิดการ Re-rating ได้แก่ การเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งในช่วงครึ่งหลังปี 2569 และการปรับประมาณการขึ้นของตลาด (Consensus Upgrade) ให้ราคาเป้าหมายที่ 52 บาท ถือเป็นราคาที่สูงที่สุดในตลาด และประมาณการกำไรหลักในปี 2570 ก็สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้อยู่ 27% ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่า HANA จะสามารถลดผลขาดทุนที่ PMS/HTI ลงได้ และจะได้รับประโยชน์จากเทรนด์ AI อย่างเต็มที่ ทั้งนี้วันที่ 4 มิ.ย. ณ เวลา 15.45 น.ราคาหุ้นซื้อขายที่ 38.75 บาท ลดลง 0.25 บาท
ขณะเดียวกันแนะนำ “ถือ” CCET ให้ราคาเป้าหมาย 9.20 บาท และ DELTA ราคาเป้าหมาย 336 บาท แนะนำ “ขาย” KCE ราคาเป้าหมาย 19 บาท เพราะ PEG สูงถึง 4.9 เท่า ซึ่งถือว่าแพงเกินไปอย่างไม่สมเหตุสมผล นอกจากนี้ยังไม่มีลูกค้ารองรับในกลุ่ม AI แล้ว บริษัทฯ
ยังมีแนวโน้มที่จะไม่ได้รับประโยชน์จากการปรับเพิ่มราคาขายเฉลี่ย (ASP) เนื่องจากตลาดรถยนต์ทั่วโลกยังคงอยู่ในภาวะซบเซา
“แม้คาดว่า CCET และ DELTA จะมีการเติบโตของกำไรหลักช่วงปี 2568-2571 ที่แข็งแกร่งถึง 18% และ 43% ตามลำดับ แต่มองว่าระดับ PEG ที่ 2.1 เท่า และ 2.8 เท่า นั้นดูไม่ค่อยน่าจูงใจเมื่อเทียบกับ PEG ของ HANA ซึ่งอยู่ที่เพียง 0.8 เท่า ”
ส่วนอัตราภาษีใหม่ที่สหรัฐฯจะเก็บเพิ่มขึ้นเป็น 12.5% จากเดิมที่ 10% ไม่น่าจะเป็นประเด็นใหญ่อะไร ส่วนต่าง 2.5% นั้นถือว่าน้อยมาก และยังคงต่ำกว่าอัตราภาษีคงที่ (Flat rate) ที่ 19% ที่ประเทศไทยเคยโดนจัดเก็บในปี 2568 และทางสหรัฐฯ ยังได้ยอมรับว่าประเทศไทยมีความพยายามในการปรับปรุงแนวปฏิบัติด้านแรงงานในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลให้มีการปรับลดอัตราภาษีลงได้อีกในอนาคต
———————————————————————————————————————————————————–

