HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามตะวันออกกลางพักรบชั่วคราว ดันฟันด์โฟลว์ทะลักหุ้นไทย บจ.กลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์-พลังงาน-การเงินสูงถึง 40.5% ของมูลค่าตลาดรวม ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยและราคาน้ำมันแพง กำไรไตรมาส 1/69 โกย 3.57 แสนล้านบาทดีกว่าที่ตลาดคาด 5% ปรับขึ้นกำไรต่อหุ้น(EPS) ตลาดจาก 90.5 บาท เป็น 98.4 บาทต่อหุ้น
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส ประเมินทิศทางตลาดการลงทุนว่า สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณผ่อนคลายในระยะสั้น หลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เผยว่าได้ระงับแผนโจมตีทางทหารครั้งใหม่ต่ออิหร่านชั่วคราว ตามคำร้องขอของพันธมิตร (ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์ และ UAE) เพื่อเปิดทางให้เกิดการเจรจาข้อตกลงอย่างจริงจัง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกร่วงลงราว 2% ทันที อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงมีความผันผวนอยู่ในระดับสูง เนื่องจากปัญหาแกนหลัก ทั้งประเด็นนิวเคลียร์และการเปิดช่องแคบฮอร์มุซยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน
ด้านเศรษฐกิจโลก ตัวเลขเศรษฐกิจจีนเดือน เม.ย. 2569 ส่งสัญญาณชะลอตัวลงในทุกมิติ โดยผลผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโตต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี (+4.1% YoY) ขณะที่ยอดค้าปลีกและตัวเลขการลงทุนก็หดตัวลงอย่างน่ากังวล นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัยยังประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อ (CPI) ของสหรัฐฯ ในเดือน พ.ค. อาจเร่งตัวขึ้นไปแตะระดับ 4.7% YoY ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีท่าทีใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวด (Hawkish) มากขึ้น
ส่วนเศรษฐกิจไทย ไตรมาส 1/2569 ทะลุเป้า โต 2.8% ถือว่าแข็งแกร่งและดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ หนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตเด่นถึง 10.1% อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ประเมินภาพรวมทั้งปี 2569 ว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เพียง 1.5% – 2.5% (ค่ากลาง 2.0%) ซึ่งชะลอตัวลงจากปีก่อนหน้า พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อขึ้นมาอยู่ที่ 2.0% – 3.0% จากแรงกดดันด้านต้นทุนพลังงานและราคาอาหาร ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายยาวไปจนถึงสิ้นปี ส่วนแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 2/2026 ที่อาจชะลอตัวลง ตลาดกำลังจับตาการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันนี้ (19 พ.ค.) ว่าจะมีการอนุมัติโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อเข้ามาช่วยพยุงกำลังซื้อและการบริโภคในประเทศหรือไม่
ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยทุกระยะ รับกำไรไตรมาส 1/2569 ทะลุเป้า – กำไรต่อหุ้น(EPS) ถูกปรับขึ้น
ตลาดหุ้นไทย (SET Index) ถือว่ามีความแข็งแกร่งและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติได้อย่างโดดเด่น โดยกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยในทุกกรอบเวลา (Daily, WTD, MTD, QTD และ YTD) ซึ่งยอดรวมตั้งแต่ต้นปี (YTD) สูงถึง 815.2 ล้านเหรียญสหรัฐ สวนทางกับตลาดหุ้นเพื่อนบ้านในภูมิภาคที่เผชิญแรงเทขาย ปัจจัยพื้นฐานสำคัญที่ผลักดันความเชื่อมั่นคือ ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ไตรมาส 1/2026 ที่รายงานกำไรสุทธิรวมสูงถึง 3.57 แสนล้านบาท (+57% QoQ และ +27% YoY) ซึ่งดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ 5%
นอกจากนี้ ยังเกิดปรากฏการณ์ การปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทยขึ้นจาก 90.5 บาท เป็น 98.4 บาทต่อหุ้น ซึ่งคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในปี 2022 ที่เป็นแรงส่งให้ดัชนี SET ทะยานขึ้นไปทดสอบระดับ 1,718 จุดได้สำเร็จ
ฝ่ายวิจัยชี้ว่า โครงสร้างตลาดหุ้นไทยเปรียบเสมือนเกราะป้องกันเงินเฟ้อ (Inflation Fear) ที่ดีเยี่ยม เนื่องจากมีสัดส่วนของหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์และพลังงานรวมกับกลุ่มการเงินสูงถึง 40.5% ของมูลค่าตลาดรวม ซึ่งเป็นกลุ่มที่มักได้ประโยชน์จากภาวะดอกเบี้ยและราคาน้ำมันแพง
กลยุทธ์การลงทุน: ชู BLA-CPALL-COM7 รับนโยบายรัฐ โดย
BLA: ได้อานิสงส์เชิงบวกจากทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Bond Yield) ที่ทรงตัวในระดับสูง และเป็นหุ้นที่มีเกราะป้องกันเงินเฟ้อ
CPALL: คาดกำไรในไตรมาส 2/2026 จะเติบโตโดดเด่นอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนโดยตรงจากโครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
COM7: ได้รับประโยชน์จากความต้องการสินค้าไอทีที่เพิ่มขึ้น และมาตรการลดหย่อนภาษีจากการติดตั้ง Solar Cell
