HoonSmart.com>>ทริสเรทติ้ง ผ่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่ยังสะเทือนถึงฟาร์มไก่-สุกรไทย ต้นทุนพลังงาน-ปุ๋ย กดดันต่อ EBITDA Margin ของผู้ประกอบการ คาดราคาอาหารสัตว์พุ่งแรงในปี 2570 การผลิตไก่ไทยปีนี้โตเพียง 0.6% สุกรหดตัวราว 10% ดันราคาสุกรมีชีวิตเพิ่มขึ้นแตะ 68 บาท/กก. จาก 59 บาท/กก. ในต้นปี
บริษัทริสเรทติ้ง ระบุว่า ปัจจจุบันผู้ประกอบการแปรรูปปศุสัตว์ไทยที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตเรทติ้งจากทริสฯ มี 4 บริษัท ได้แก่ CPF,CPFTH,BTG และ TFG แนวโน้มอันดับเครดิตยังคง “คงที่” โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากระดับหนี้สินต่อ EBITDA ที่บริหารจัดการได้ในช่วงปี 2569-2570 แนวโน้มดังกล่าวยังสะท้อนถึงความสามารถของผู้ประกอบการในการรองรับแรงกดดันต่อ EBITDA Margin ในช่วงเดียวกันจากต้นทุนด้านพลังงาน ค่าใช้จ่ายในการดําเนินงานและต้นทุนอาหารสัตว์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์จัดว่าเป็นสินค้าจําเป็น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอุปสงค์จะมีความอ่อนไหวต่อราคาต่ํากว่ากลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยอื่น ในระยะยาวแล้ว การปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานอย่างต่อเนื่องของผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการฟาร์มที่ดีขึ้น ผลผลิตต่อหน่วยที่สูงขึ้น และมาตรการควบคุมต้นทุนน่าจะช่วยชดเชยผลกระทบจากต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้นได้บางส่วน

ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางได้ทําให้ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดพลังงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการแปรรูปปศุสัตว์ในประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและความเสี่ยงจากการหยุดชะงักของการขนส่ง นอกจากนี้ การหยุดชะงักของอุปทานปุ๋ยยังเพิ่มความเสี่ยงในทางอ้อมโดยส่งผ่านไปยังต้นทุนอาหารสัตว์ที่สูงขึ้นเนื่องจากตะวันออกกลางเป็นแหล่งอุปทานปุ๋ยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 33% ของอุปทานปุ๋ยยูเรียทั่วโลกและ 25% ของปุ๋ยฟอสฟอรัส
ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าผลกระทบต่อต้นทุนวัตถุดิบจะเริ่มปรากฏเพียงบางส่วนในช่วงปลายปี 2569 ในขณะที่ต้นทุนอาหารสัตว์มีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญยิ่งขึ้นในปี 2570 ตามราคาปุ๋ยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยระดับความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของความขัดแย้งเป็นสําคัญ

กราฟฟิค AI ข้อมูลจากทริสเรทติ้ง
อุตสาหกรรมไก่
คาดว่าการผลิตไก่ในประเทศไทยจะยังคงขยายตัวเพียงเล็กน้อยในปี 2569 ซึ่งได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออก แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับการคาดการณ์การผลิตเนื้อไก่ทั่วโลกที่จะเติบโตเล็กน้อย โดยได้รับแรงหนุนจากต้นทุนอาหารสัตว์ที่อยู่ในระดับค่อนข้างต่ําและอุปสงค์ที่สม่ําเสมอ จากรายงานการคาดการณ์ล่าสุดของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (US Department of Agriculture – USDA) ซึ่งเผยแพร่ในเดือนเมษายน 2569 ระบุว่าการผลิตเนื้อไก่ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นเป็น 110.7 ล้านตันหรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ระดับ 2.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่วนในประเทศไทย การคาดการณ์จากสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) ระบุว่าการผลิตไก่จะเติบโตเพียงเล็กน้อยจนถึงระดับ 3.49 ล้านตันในปี 2569 จาก 3.47 ล้านตันในปี 2568
การส่งออกไก่ของไทยน่าจะเติบโตตามการเติบโตของการบริโภคไก่ทั่วโลก โดย USDA คาดการบริโภคทั่วโลกนั้นจะเพิ่มขึ้น 2.3% ไปจนถึงระดับ 107.5 ล้านตันในปี 2569 USDA ยังได้คาดว่าปริมาณส่งออกของไทยในปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 2.1% ซึ่งมีประเทศญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหภาพยุโรปยังคงเป็นตลาดส่งออกหลักที่มีสัดส่วนมากกว่า 70% ของมูลค่าการส่งออกไก่ทั้งหมดในปี 2568 ในขณะที่ การพึ่งพาตลาดตะวันออกกลางของไทยยังอยู่ในระดับที่จํากัดโดยคิดเป็นเพียงประมาณ 2% เท่านั้น การเติบโตนี้สะท้อนถึงความนิยมของผู้บริโภคที่มองว่าเนื้อไก่เป็นแหล่งโปรตีนที่หาซื้อสะดวกและมีราคาย่อมเยา
นอกจากนี้ หลายประเทศที่ต้องพึ่งพาการนําเข้าก็มีแนวโน้มที่จะนําเข้าเนื้อไก่เพิ่มขึ้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการตอบสนองต่อความไม่แน่นอนที่สูงขึ้นจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง
อุปสงค์เนื้อไก่ภายในประเทศน่าจะทรงตัวตลอดปี 2569 โดยเติบโตเพียง 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้น ทริสเรทติ้งคาดว่าราคาไก่มีชีวิตในประเทศไทยจะทรงตัวอยู่ในช่วง 40-43 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ในปี 2569
อุตสาหกรรมสุกร
คาดว่าอุปทานเนื้อสุกรของไทยซึ่งเกือบทั้งหมดถูกบริโภคภายในประเทศ จะหดตัวลงราว 10% ในปี 2569 มาตรการควบคุมอุปทานที่ดําเนินการโดยสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติหลังจากที่มีการแพร่ระบาดของโรคระบบสืบพันธุ์และทางเดินหายใจในสุกร (Porcine Reproductive and Respiratory Syndrome –PRRS) จะส่งผลให้อุปทานเนื้อสุกรตึงตัวตลอดทั้งปี และการฟื้นฟูกําลังการผลิตจะต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานพอสมควร การหดตัวของอุปทานครั้งนี้เกิดขึ้น
ภายหลังจากการเพิ่มขึ้นชั่วคราวของอุปทานในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นผลจากเกษตรกรรายย่อยที่มีขีดความสามารถจํากัดในการจัดการโรคเร่งขายสุกรออกสู่ตลาด
ในขณะเดียวกัน คาดว่าราคาสุกรมีชีวิตในปี 2569 จะปรับตัวสูงขึ้นในช่วงปลายปีนี้เนื่องจากปริมาณอุปทานเนื้อสุกรจะลดลงจนต่ํากว่าความต้องการบริโภคภายในประเทศ โดยมีสัญญาณสะท้อนให้เห็นว่าราคาสุกรมีชีวิตรายวันได้ขยับขึ้นมาแตะ 68 บาท/กก. ในเดือนพฤษภาคม 2569 จาก 59 บาท/กก. ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569
อุตสาหกรรมอาหารสัตว์
คาดว่าต้นทุนอาหารสัตว์จะยังคงอยู่ในระดับต่ําในปี 2569 จากราคาของข้าวโพด กากถั่วเหลือง และข้าวสาลีที่ปรับลดลงเนื่องจากอุปทานในตลาดโลกยังคงมีอยู่เป็นจํานวนมาก ส่วนความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้นคาดว่าจะไม่ส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ในปี 2569 อย่างมีนัยสําคัญเนื่องจากผลผลิตพืชส่วนใหญ่ในปีนี้ได้ถูกเก็บเกี่ยวไปแล้วและผู้แปรรูปปศุสัตว์ได้มีการจัดหาวัตถุดิบสํารองไว้ล่วงหน้าแล้วบางส่วน ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาว่าต้นทุนอาหารสัตว์มักจะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ60%-70% ของต้นทุนการผลิตปศุสัตว์ทั้งหมด ผลกระทบต่ออัตรากําไรของผู้ประกอบการแปรรูปปศุสัตว์ในปี 2569 จึงคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับที่จํากัด อย่างไรก็ตาม ต้นทุนอาหารสัตว์อาจปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสําคัญในปี 2570 เมื่อปริมาณสต็อกสินค้าเดิมลดน้อยลงและต้นทุนในการจัดหาวัตถุดิบใหม่เพิ่มสูงขึ้น
