HoonSmart.com>>ไทยเดินหน้ากระชับความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์กับจีน มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานผ่านเส้นทางขนส่งน้ำมันระดับภูมิภาค เปิดกว้างรับ FDI กลุ่มยานยนต์ไฟฟ้า -เทคโนโลยี AI -หุ่นยนต์ เร่งสปีดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ย้ำจุดยืนฮับการลงทุนเอเชีย
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ภายหลังการพบหารือกับ นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีเผยว่า การหารือเป็นไปในบรรยากาศที่เป็นมิตร โดยฝ่ายจีนได้เข้าเยี่ยมคารวะและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างไทย–จีน พร้อมหารือประเด็นต่าง ๆ ร่วมกัน
ในด้านพลังงาน ไทยได้ขอให้จีนพิจารณานำประเทศไทยเข้าไปอยู่ในบริบทของการหารือด้านเส้นทางขนส่งพลังงานและน้ำมันดิบ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับเส้นทางเดินเรือในภูมิภาค ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ปัจจุบันไทยยังสามารถบริหารจัดการสถานการณ์พลังงานได้ค่อนข้างนิ่ง และมั่นใจว่าจะไม่มีคำว่าขาดแคลน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้หยิบยกประเด็นเรื่องปุ๋ย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาคเกษตร โดยขอให้จีนพิจารณาจัดสรรปุ๋ยหากมีปริมาณเพียงพอ เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อเกษตรกรไทย
สำหรับสถานการณ์ในภูมิภาค นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไทยไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน และการแก้ไขปัญหาจำเป็นต้องมีขั้นตอน รวมถึงการสร้างความเชื่อมั่นต่อกัน ซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในระยะสั้น โดยฝ่ายจีนมีความเข้าใจต่อท่าทีของไทย
ด้านความมั่นคง ไทยได้ย้ำความร่วมมือกับจีนในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ ซึ่งไทยดำเนินมาตรการอย่างจริงจัง ส่งผลให้สามารถส่งตัวผู้กระทำผิดรายสำคัญกลับไปดำเนินคดีในจีนได้
ในมิติด้านเศรษฐกิจ ไทยเปิดกว้างต่อการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพร้อมสนับสนุนการลงทุนจากจีน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ เทคโนโลยีขั้นสูง หุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่รองนายกรัฐมนตรีฯ ระบุว่า การลงทุนจากจีนในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และมองไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค
ในส่วนของมาตรการช่วยค่าครองชีพ รองนายกรัฐมนตรีฯ กล่าวว่า รัฐบาลเตรียมเปิดลงทะเบียนในเดือนพฤษภาคม 2569 และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน 2569 โดยมุ่งช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง และมีมาตรการร่วมจ่ายเพื่อบรรเทาภาระประชาชน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงการเสริมความมั่นคงบริเวณชายแดนว่า ขณะนี้งบประมาณได้จัดสรรแล้ว และเริ่มดำเนินการตามแนวชายแดน โดยเฉพาะการสร้างรั้วบริเวณชายแดนไทย – มาเลเซีย และการดูแลตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อป้องกันการลักลอบและภัยคุกคามด้านความมั่นคง
ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การดำเนินนโยบายของรัฐบาลจะคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก พร้อมรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ
