หุ้นกู้ยอดผิดนัดสะสมเฉียด 2 หมื่นลบ.ชี้ทางออกเร่งปรับโครงสร้างหนี้โปร่งใส

​HoonSmart.com>> สมาคมตราสารหนี้ไทยคงเป้าเอกชนออกหุ้นกู้ปีนี้ 8.8 – 9.0 แสนล้านบาท หลังไตรมาสแรกชะลอตัว ยอมรับยอดผิดนัดชำระหนี้สะสมสูงเกือบ 20,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่เผชิญปัญหาสภาพคล่องมานานกว่า 2-3 ปี หลายบริษัทพบอุปสรรคระดมทุน บางแห่งเร่งกลยุทธ์ยืดอายุเสี่ยง Default ชี้ทางออกตลาดทุนไทยต้องอาศัยการสื่อสารที่มีเหตุมีผลและความโปร่งใสเป็นสำคัญ  ส่วนสบน.ต้องการเงิน คงเลือกกู้ต่างประเทศ-ใช้ตั๋ว PN หากตลาดพันธบัตรออมทรัพย์ไม่เอื้อ

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า การผิดนัดชำระหนี้สะสม (Outstanding Default)ในตลาดหุ้นกู้ยังอยู่ในระดับสูง โดยมีมูลค่ารวมเกือบ 20,000 ล้านบาท และสัญญาณการผิดนัดชำระหนี้ (Default) ก็ยังมีทิศทางเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทที่มีปัญหาด้านสภาพคล่องตึงตัวสะสมมานานกว่า 2-3 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในสภาวะที่ขาดกระแสเงินสดสำหรับชำระคืนเงินต้น

การผิดนัดชำระหนี้ส่วนใหญ่เป็นผลมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังคงมีการยืดระยะเวลาออกไปซ้ำ (Recurring Debt) ทำให้มูลค่าหนี้ในกลุ่มนี้ไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และบริษัทอีกหลายแห่งยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคในการระดมทุนและบริหารสภาพคล่องต่อไป เนื่องจากความเชื่อมั่นในกลุ่มหุ้นกู้ High Yield (Rating ต่ำกว่า Investment Grade) ยังไม่ฟื้นตัว นักลงทุนมีความระมัดระวังมากขึ้นต่อบริษัทขนาดเล็กที่ผลประกอบการยังไม่ชัดเจน ส่งผลให้การออกหุ้นกู้ชุดใหม่ (Rollover) ทำได้ยาก

​”ไม่มีใครตอบได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด การเดินหน้าของตลาดทุนไทย หลังจากนี้ จึงต้องอาศัยการสื่อสารที่มีเหตุมีผลและความโปร่งใสเป็นสำคัญ”ดร.สมจินต์ กล่าว

การปรับโครงสร้างหนี้กลายเป็นทางออกหลักแทนที่จะเป็นการผิดนัดชำระหนี้ถาวร โดยหลายบริษัทเลือกใช้วิธีขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อ “ยืดอายุการชำระหนี้” ออกไปอีกประมาณ 1-2 ปี ซึ่งแนวโน้มนี้มีโอกาสเพิ่มขึ้น หากสภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างเต็มที่

แม้ตลาดจะเผชิญกับปัญหารุมเร้าจากกรณีผิดนัดชำระหนี้ในช่วงที่ผ่านมา แต่ความร่วมมือระหว่างผู้ออกตราสาร (Issuers) และนักลงทุน (Investors) เริ่มเห็นสัญญาณบวก การประชุมผู้ถือหุ้นกู้ส่วนใหญ่ดำเนินไปได้ด้วยดี เนื่องจากทุกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้ (Restructuring) ที่ยุ่งยาก

กรณีตัวอย่างการบริหารจัดการหนี้ เช่น บริษัท อารียา พรอพเพอร์ตี้ (A) และบริษัท สบาย ที่สามารถผ่านการอนุมัติปรับโครงสร้างหนี้และย้ายจากกลุ่มผิดนัดชำระไปสู่กลุ่มปรับโครงสร้างได้สำเร็จ ขณะที่บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค (ECF) กำลังอยู่ในกระบวนการเรียกประชุมผู้ถือหุ้นกู้ในช่วงต้นเดือนเม.ย.2569

ทั้งนี้ ก.ล.ต.แจ้งเตือนผู้ถือหุ้นกู้ ECF246A ใช้สิทธิในการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ ในวันที่ 8 เม.ย.2569 เวลา 14.00 น. ด้วยวิธีการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ (E-meeting) โดยมีวาระการประชุมที่สำคัญ เช่น ผ่อนผันให้การที่บริษัทไม่ชำระดอกเบี้ยในวันครบกำหนด ไม่ให้ถือเป็นเหตุผิดนัดตามข้อกำหนดสิทธิ และขอยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัด ปรับเงื่อนไขการชำระดอกเบี้ย

สำหรับการออกหุ้นกู้ในปี 2569 ดร.สมจินต์ กล่าวว่า สมาคมฯยังคงเป้าหมายไว้ที่ 8.8 – 9.0 แสนล้านบาท (เฉลี่ยไตรมาสละ 2.2 แสนล้านบาท) แม้ในช่วงไตรมาสแรกจะมีการชะลอตัวลงบ้าง เพื่อดูสถานการณ์ แต่ยังไม่มีความจำเป็นต้องปรับลดเป้าหมายในขณะนี้ เนื่องจากสถิติปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมตลาดมักจะกลับมาคึกคักในช่วงครึ่งปีหลัง

ปัจจัยด้านสงครามตะวันออกกลางและความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) คืออุปสรรคสำคัญ การพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุนการระดมทุนสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคเอกชนบางส่วนเลือกที่จะ “รอจังหวะ” ให้ผลตอบแทนย่อตัวลงก่อนจะดำเนินการยื่นไฟลิ่งหรือออกหุ้นกู้ชุดใหม่

ในส่วนภาครัฐยังมีความต้องการระดมทุนสูง แต่มีความยืดหยุ่นในการใช้เครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย หากจังหวะการออกพันธบัตรออมทรัพย์ไม่เอื้ออำนวย สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) อาจเปลี่ยนไปใช้การกู้เงินผ่านตั๋วสัญญาใช้เงิน (PN) กับสถาบันการเงินในประเทศ หรือพิจารณาการกู้เงินจากต่างประเทศแทน

ด้าน Credit Spread กว้างขึ้นในกลุ่มอันดับเครดิตต่ำ ตลาดเริ่มมีความระมัดระวังมากขึ้นต่อหุ้นกู้ในกลุ่ม Lower Credit Rating โดยมีการเรียกส่วนต่างความเสี่ยง (Risk Premium) เพิ่มสูงขึ้น ท่ามกลางภาวะที่ต้นทุนการกู้เงิน (Financing Cost) ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางบอนด์ยีลด์  มองว่า ต้นทุนการระดมทุนของไทยยังอยู่ในระดับที่จัดการได้ แม้บอนด์ยีลด์จะปรับขึ้น แต่หากเปรียบเทียบกับสหรัฐฯ ต้นทุนการระดมทุนของไทยยังถือว่าไม่สูงมากนัก (เช่น ยีลด์ 2 ปี ของไทยอยู่ที่ 1.38% เทียบกับสหรัฐฯ ที่ 3.79%) ทำให้ภาคเอกชนและภาครัฐยังคงสามารถบริหารจัดการแผนการออกหุ้นกู้ได้ตามเป้าหมาย

ขณะที่ตลาดเริ่มมีมุมมองดอกเบี้ยนโยบายที่แตกต่าง จากเดิมที่ตลาดส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 1% ตลอดทั้งปี แต่ผลสำรวจล่าสุดพบว่าเริ่มมีผู้ร่วมตลาดบางส่วนมองเห็นโอกาสในการ “ปรับขึ้น” อัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งถือเป็นทิศทางที่เปลี่ยนไปจากการสำรวจครั้งก่อนที่มองเพียงการคงหรือปรับลดเท่านั้น

ด้านการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) อาจล่าช้ากว่าที่คิด โดยข้อมูลจาก Dot Plot ของคณะกรรมการเฟดชี้ให้เห็นว่า ความเป็นไปได้ในการปรับลดดอกเบี้ยในปี 2569 อาจเกิดขึ้นเพียง 1 ครั้ง หรืออาจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับมุมมองของนักลงทุนในตลาดสหรัฐฯ ที่เริ่มปรับคาดการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น บอนด์ยีลด์รุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงเดือนมีนาคม โดยตลาดคาดการณ์ว่าในช่วงที่เหลือของปี ยีลด์อาจขยับขึ้นได้อีกเล็กน้อยประมาณ 5 bps ตามสภาวะตลาดโลก

สำหรับฟันด์โฟลว์ (Fund Flow) ผันผวนจากปัจจัยสงคราม โดยในช่วงต้นปี (ม.ค.-ก.พ.) มีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องรวมกว่า 5.5 หมื่นล้านบาท แต่เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศในเดือนมี.ค. ส่งผลให้มีเงินไหลออกกว่า 3.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกเริ่มย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่ปลอดภัย (Safe Haven)

นักลงทุนต่างชาติปรับพอร์ตเน้นตราสารหนี้ไทย ณ สิ้นไตรมาส 1/2569  อยู่ที่ประมาณ 9.37 แสนล้านบาท (คิดเป็น 5.14% ของตลาด) โดยพบพฤติกรรมการเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารระยะสั้น (Short-term) เพิ่มขึ้นเป็น 7.5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ลดการถือครองในตราสารระยะปานกลาง (3-5 ปี) ลงอย่างชัดเจน