จับตาครม.พรุ่งนี้ช่วยค่าครองชีพสู้น้ำมันแพง กรุงศรีฯชี้ผลกระทบ GDP-ธุรกิจ

HoonSmart.com>>”ศุภจี” ประกาศพรุ่งนี้ (17 มี.ค.)เสนอครม.คลอดมาตรการช่วยประชาชนรับมือสินค้าแพงจากวิกฤตน้ำมัน ด้านรมว.พลังงาน เรียกผู้ค้า-โรงกลั่นถกด่วนแก้ปัญหาหน้าปั๊ม วิจัยกรุงศรีฯชี้ผลกระทบต่อ GDP อาจลดลง0.2 ถึง 0.9% จากกรณีฐาน ส่วนธุรกิจที่โดนเต็มๆ โรงกลั่นน้ำมัน-ปิโตรเคมี-พลาสติกและบรรจุภัณฑ์-ไฟฟ้า ตามด้วยขนส่ง-เกษตร-ยานยนต์-อิเล็กฯ-เครื่องใช้ไฟฟ้า-อาหาร-เดินเรือ-การบินกดดันส่งออก-ท่องเที่ยว หุ้นไทยลดลง 4.33 จุด ต่างชาติทิ้งมากถึง 5,172 ล้านบาท ทองหลุด 5,000 เหรียญ 

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวภายหลังการประชุมหารือร่วมกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรื่องการรับมือวิกฤตพลังงาน ว่า ราคาสินค้าที่เริ่มปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน จากผลกระทบของการสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง หลังประชาชนเกิดความกังวลเริ่มกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคนั้น ในวันพรุ่งนี้ (17 มี.ค.) เตรียมจะเสนอมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ทางด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน พร้อมด้วย นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน ได้เรียกตัวแทนกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและผู้แทนจากโรงกลั่นน้ำมันเข้าร่วมการประชุมด่วน เพื่อหารือประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างใกล้ชิด และวางมาตรการรับมือเพื่อแก้ไขปัญหาการกระจายน้ำมันที่ล่าช้า โดยมีข้อสรุปและแนวทางปฏิบัติในการเร่งระบายน้ำมันสู่สถานีบริการ เช่น การระดมเพิ่มจำนวนรถบรรทุกขนส่งน้ำมัน การเพิ่มรอบและปริมาณการกระจายน้ำมันออกจากคลังไปยังพื้นที่เป้าหมายให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

“เชื่อว่าจากมาตรการเร่งด่วนทั้งหมดนี้ จะช่วยเติมเต็มปริมาณน้ำมันในสถานีบริการที่ขาดแคลน และทำให้สถานการณ์กลับเข้าสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด ขอให้ประชาชนคลายความกังวล และมั่นใจในเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศ”

นอกจากนั้น วันพรุ่งนี้ (17 มี.ค.) กระทรวงพลังงานแถลงการจัดกิจกรรม “ประหยัดพลังงาน พลัส ยกกำลัง 2”มาตรการประหยัดพลังงาน ในช่วงสถานการณ์วิกฤตพลังงานโลก

วิจัยธนาคารกรุงศรีอยุธยาวิเคราะห์ผลกระทบจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง สร้างแรงสั่นสะเทือนทางเศรษฐกิจไปทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่เผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น โดยประเมินว่าจะทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดลงจากกรณีฐาน -0.2 ถึง -0.9% (โดยในกรณีฐานคาดว่า GDP จะขยายตัว 2.0% ซึ่งเป็นการคาดการณ์ ณ 26 ก.พ. 2569) ทั้งนี้ ระดับของผลกระทบขึ้นอยู่กับความรุนแรงและความยืดเยื้อของสงคราม

วิจัยกรุงศรีระบุว่า ศูนย์กลางของความเสี่ยงอยู่ที่การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบกว่า 1 ใน 3 ของการค้าน้ำมันดิบโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นกว่า 87% จากระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง สู่ระดับ 128 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 2569) ประเทศไทยซึ่งนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วน 58% ของปริมาณการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งหมด จึงอาจได้รับผลกระทบด้านต้นทุนพลังงาน ซึ่งจะส่งผ่านไปยังเงินเฟ้อและเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งนี้ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของสงคราม โดยในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นจนเฉลี่ยทั้งปีที่ 110-130 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล และภาครัฐไม่สามารถอุดหนุนราคาพลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น 3.0-4.5% จากกรณีฐานที่คาดไว้ที่ 0.2% พร้อมกับส่งผลกระทบต่อ GDP ให้ลดลงจากกรณีฐานราว -0.6 ถึง -0.9%

สำหรับอุตสาหกรรมที่เปราะบางที่สุดต่อสงครามครั้งนี้คือ โรงกลั่นน้ำมัน ปิโตรเคมี พลาสติกและบรรจุภัณฑ์ และโรงไฟฟ้า ซึ่งพึ่งพาวัตถุดิบตั้งต้น (Feedstock) จากตะวันออกกลางโดยตรง แม้ในระยะสั้นโรงกลั่นน้ำมันอาจได้รับอานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งส่งผลให้มูลค่าน้ำมันดิบในสต็อกที่ถือครองอยู่พุ่งสูงขึ้น แต่ในระยะต่อไปหากความขัดแย้งกลายเป็นสงครามในภูมิภาคเต็มรูปแบบ โรงกลั่นอาจเผชิญกับค่าการกลั่นรวม (Gross Refinery Margins: GRMs) ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ในกรณีที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด โรงงานปิโตรเคมีและโรงงานพลาสติกและบรรจุภัณฑ์อาจต้องลดกำลังการผลิตหรือหยุดเดินโรงงาน และโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติจะได้รับผลจากการขาดแคลน LNG ซึ่งไทยนำเข้าจากภูมิภาคนี้ด้วยสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของการนำเข้าทั้งหมด

ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรองลงมาคือภาคการขนส่ง ผลจากราคาน้ำมันที่แพงหรืออาจขาดแคลน ภาคเกษตรกรรม จากราคาปุ๋ยที่แพงหรืออาจขาดแคลนได้ในอนาคต โดยไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีจากตะวันออกกลางถึงราว 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และอาหาร ยังอาจได้รับผลทางอ้อมจากต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น และตลาดส่งออกที่ชะลอลง ขณะที่ภาคการขนส่งทางเรือและธุรกิจการบินเผชิญปัญหาการหยุดชะงักของเส้นทางเดินเรือและการปิดน่านฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อทั้งการส่งออกสินค้าและการท่องเที่ยวได้

ดร.พิมพ์นารา หิรัญกสิ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  กล่าวว่าไทยในฐานะผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ (Net energy importer) ที่พึ่งพาตะวันออกกลางสูง จึงเผชิญความเสี่ยงสูงจากความไม่สงบในครั้งนี้ แม้มาตรการสำรองพลังงานและการกระจายแหล่งนำเข้าของภาครัฐจะช่วยรองรับผลกระทบได้ในระยะสั้น แต่หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ผลกระทบจะทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทั้งต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมและภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจจึงควรเร่งประเมินความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน สำรองวัตถุดิบ และกระจายแหล่งนำเข้าปัจจัยการผลิตสำคัญ เพื่อลดความเปราะบางในระยะยาว

KKP Research ปรับเพิ่มประมาณการอัตราเติบโตของ GDP ปี 2569 เป็น 1.8% จากเดิม 1.6% โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจากเศรษฐกิจในไตรมาส 4 ปี 2568 ที่ออกมาดีกว่าที่คาดไว้ แรงหนุนจากการท่องเที่ยว การส่งออก เสถียรภาพทางการเมือง เตือนเสี่ยงถดถอยทางเทคนิค หากราคาน้ำมันยืน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกิน 6 เดือน ดันเงินเฟ้อสูง ดุลการค้าลด ค่าเงินบาทอ่อน

หุ้นวันที่ 16 มี.ค. 2569 ตลาดเอเชียมีทั้งบวกและติดลบ ฮ่องกงเพิ่มขึ้น 1.45% ส่วนไทยพยายามยืนเขียว แต่ต้านแรงขายไม่ไหว ดัชนี SET ย่อลงมาปิดที่ 1,405.02 จุด ลดลง 4.33 จุด หรือ -0.31% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 52,542.60 ล้านบาท  ด้านนักลงทุนต่างชาติขายต่อ -5,171.73 ล้านบาท สวนทางนักลงทุนไทยช้อน 4,901.52 ล้านบาท สถาบันไทยซื้อด้วย 355.49 ล้านบาท

สาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นปรับตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ยังคงเหนือ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล อยู่ที่ 104.57 เหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 1.43 เหรียญ +1.39%ขณะที่ราคาทองล่วงหน้าร่วงลงต่ำกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซื้อขายที่ 4,988.30 เหรียญสหรัฐ ลดลง 73.50 เหรียญ หรือ-1.45% ณเวลา 16.53 น. ทำให้ราคาซื้อขายในประเทศ ลดลง 500 บาท ทองคำแท่งรับซื้อ 76,600 บาท ขายออก76,800 บาท