“เงินติดล้อ”เปิดผลความรู้การเงินสู่ชุมชน 20% ชีวิตหมุนต่อได้-ภาระหนี้ลด

HoonSmart.com>>บริษัทเงินติดล้อ เดินหน้าสร้างโอกาสทางความรู้ด้านการเงินในโครงการ “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ผ่านกิจกรรม “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข”กว่า 265 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้เข้าร่วมกว่า 10,000 คน อาสาสมัคร 1,700 คน ร่วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้จริง เผย 20% ลดภาระหนี้ได้ เพิ่มเงินออม สร้างความเข้มแข็งทางการเงินในระดับฐานราก เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย

บริษัท เงินติดล้อ (TIDLOR) ผู้ให้บริการไมโครไฟแนนซ์ ทำกิจกรรม “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ภายใต้หลักสูตร “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข” สร้างโอกาสทางความรู้ด้านการเงินให้กับประชาชน เรียกเสียงหัวเราะจากชาวชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยาที่เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 40 คน เป็นระยะๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระและชาวบ้านที่กำลังเผชิญปัญหาหนี้สินทั้งในระบบและนอกระบบ  ทำผู้ผ่านไปมาหยุดแวะดูไปด้วย ความสนุกเป็นไปอย่างต่อเนื่องตลอด 3 ชั่วโมงกับเกม”ความรู้ด้านการเงิน”

นำทีมโดย นายมิ่งขวัญ ประเสริฐศิวพร ผู้นำสายงานด้านการส่งเสริมความยั่งยืนทางสังคม (Social Impact Lead) ที่พาเหล่าอาสาร่วมรังสรรค์กิจกรรมกิจกรรมในรูปแบบ Activity-Based Learning ที่สนุกสนานและเข้าใจง่าย กระตุ้นให้เกิดการร่วมคิด วิเคราะห์ แยกแยะ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถวางแผนการเงินๆด้ด้วยตัวเอง

ตั้งแต่การทำรายรับ-รายจ่าย เข้าใจเรื่องหนี้ ความแตกต่างของดอกเบี้ยในระบบและนอกระบบ การมีสติก่อนตัดสินใจกู้เงิน และการสร้างวินัยการออม ซึ่งความรู้เหล่านี้เป็นรากฐานสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำและแก้ปัญหาความยากจน พร้อมกับนำความรู้ทางการเงินที่ได้รับไปปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันของตนเองและครอบครัวได้จริง

มาไกล..และไปต่อ

นายมิ่งขวัญ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของโครงการให้ความรู้ทางการเงินสู่ชุมชนของบริษัท เงินติดล้อ เกิดขึ้นจากความพยายามเข้าไปช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดที่ติดอยู่ในวงจรหนี้นอกระบบ แม้จะนำเงินทุนในระบบไปให้กู้ยืมภายใต้โครงการสินเชื่อตลาดสด เมื่อปี 2555  แต่ภายในเวลาเพียง 1-2 เดือน หลายคนกลับไปกู้หนี้นอกระบบซ้ำอีก ทำให้การปล่อยสินเชื่อนี้ขาดทุนหลักร้อยล้านบาทจากต้นทุนการติดตามหนี้สูง เป็นบทเรียนสำคัญของบริษัท

ทีมงานพบสาเหตุหลักจากการสังเกตพฤติกรรมคือ พ่อค้าแม่ค้ามักใช้กระเป๋าเงินใบเดียวกันทั้งในการขายของ การใช้จ่ายส่วนตัว และการหมุนเวียนธุรกิจ ทำให้บริหารจัดการเงินไม่ถูกจนเงินหมดและต้องไปกู้เพิ่ม

ภายใต้การนำของนายปิยะศักดิ์ อุกฤษฎ์นุกูล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เงินติดล้อ มองว่า การแก้ปัญหาหนี้ จะแก้จากบนลงล่างอย่างเดียวไม่ได้ ต้องสร้างฐานราก ให้คนมีความรู้และตระหนักในการบริหารเงินควบคู่ไปด้วย

จึงได้ร่วมกันออกแบบหลักสูตร 6 โมดูลเพื่อสอนการจัดการกระแสเงินสดให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตพ่อค้าแม่ค้าโดยเฉพาะ ประกอบด้วย
1.รู้ก่อนกู้ โดยจำลองสถานการณ์การปล่อยกู้เพื่อให้เข้าใจเกณฑ์การพิจารณาและความเสี่ยง
2. ​เอาตัวรอดในทุ่งดอกเบี้ย สอนให้รู้จักประเภทของดอกเบี้ย เช่น ดอกเบี้ยคงที่, ลดต้นลดดอก และดอกเบี้ยลอยตัว
3.สมาร์ท คอนซูเมอร์ สอนการเปรียบเทียบราคาสินค้าและโปรโมชั่นก่อนตัดสินใจซื้อ
4.เงินออมและเงินลงทุน แนะนำการออมอย่างน้อย 10% และวิธีการทำให้เงินงอกเงยตามบริบทของแต่ละคน
5. ​การบริหารเงินสด สอนการจัดการรายรับ-รายจ่ายรายวัน และวิธีแก้ปัญหาเมื่อเงินขาดมือ
6.การปรับตัวตามปัญหาที่สำรวจพบในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากแต่ละชุมชนมีปัญหาและสิ่งแวดล้อมในการใช้ชีวิตที่แตกต่างกัน

จากจุดเริ่มต้นที่ตลาดสด โครงการนี้ได้ขยายผลเข้าสู่ชุมชนทั่วประเทศเมื่อปี 2558 โดยเปิดโอกาสให้พนักงานของบริษัทเข้ามาเป็นอาสาสมัคร ทำให้ได้เรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนอย่างใกล้ชิด และพัฒนาหลักสูตรการเงินพื้นฐานเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย

“ออมง่ายๆ ใครก็ทำได้” และ “ปลดหนี้ชีวิตเป็นสุข” ให้ตอบโจทย์ผู้มีรายได้น้อย พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบอาชีพอิสระ นิสิตนักศึกษา หน่วยงานรัฐ เอกชน และองค์กรอิสระ

“ในช่วงแรกๆที่ลงไปในแต่ละชุมชน ชาวบ้านดูกังวลและไม่ไว้วางใจ คิดว่าบริษัทจะเข้ามาขายประกัน หรือมาปล่อยสินเชื่อเพิ่มแต่เมื่อทีมงานแสดงความจริงใจว่ามุ่งเน้นการให้ความรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและฐานะทางกาเงินโดยรวมดีขึ้น ความเชื่อมั่นจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น”นายมิ่งขวัญ กล่าว

ถึงเดือนมีนาคม 2569 ได้จัดกิจกรรม “นำความรู้สู่ชุมชน เพื่อชีวิตหมุนต่อได้” ภายใต้หลักสูตร “ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข”ไปแล้วกว่า 265 ครั้งทั่วประเทศ มีผู้ผ่านการอบรมรวม 10,017 คน และมีพนักงานอาสาเข้าร่วมกว่า 1,776 คน

ความสำเร็จเกิดจาก…

1.ผู้นำชุมชนเข้มแข็งและตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือลูกบ้านให้หลุดพ้นจากปัญหาการเงิน นี่คือเหตุผลหลักของการการตัดสินใจลงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง กว่าจะเริ่มได้ใช้เวลานานพอสมควร

เริ่มจากคุยกับผู้นำชุมชนเพื่อประเมินความจริงจังในการแก้ปัญหา หากพบว่าทำเพื่อเอาหน้าหรือแค่ถ่ายรูป ทีมงานจะไม่ดำเนินการต่อ
จากนั้น ร่วมกันวางแผนเพื่อให้เข้าใจปัญหาและบริบทของพื้นที่ กลับมาคัดเลือกพนักงานที่มีจิตอาสาเพื่อลงพื้นที่ เก็บข้อมูลและทำแบบสำรวจ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาหลักสูตรหรือกิจกรรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของชุมชนนั้นๆ แล้วเริ่มจัดกิจกรรมการให้ความรู้และเวิร์กชอปตามเนื้อหาที่ออกแบบไว้

เน้นให้ฝึกจดบันทึกรายรับ-รายจ่าย ฝึกคิด วิเคราะห์เส้นทางการเงิน ส่งเสริมการออม และนำเงินออมไปปิดหนี้หรือต่อยอดสร้างรายได้ จากเรื่องใกล้ตัว เช่น การวางแผนการเงินซื้อของใช้ในบ้าน ต้องทำการเปรียบเทียบราคา หรือ การซื้อล็อตเตอรี่ ควรจำกัดวงเงินที่แน่นอนและควรเสี่ยงแต่น้อย การป้องกันความเสี่ยงจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันจากการขับขี่มอเตอร์ไซค์ ผ่านประกัน พรบ.

การวัดความสำเร็จ ไม่ได้วัดที่ความสุขหรือเสียงปรบมือ แต่อ้างอิงจากตัวเลขการเงินจริง เช่น ภาระหนี้ต่อเดือนลดลง การเพิ่มขึ้นของเงินออมเป็นหลัก โดยจะติดตามผลต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี พร้อมกับสร้าง “พี่เลี้ยงทางการเงิน” ในชุมชน

ทั้งนี้ สถิติชี้ว่าประมาณ 20% ของผู้เข้าร่วม”ปลดหนี้ ชีวิตเป็นสุข” สามารถหลุดพ้นจากวงจรหนี้ได้อย่างชัดเจน และมีเงินออมดีขึ้น หลายคนก็ยังกลับมาเรียนรู้เพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

2.พลังอาสาสมัครเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ มีพนักงานกว่า 1,700 คนสมัครใจเข้าร่วม เดินทางไกล ทนแดดทนฝน โดยไม่มีค่าตอบแทนพิเศษ นอกจากความภูมิใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของชาวบ้าน

3.โครงการเป็นที่ยอมรับ จากหน่วยงานกำกับ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยได้รับความสนใจจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย เข้ามาสังเกตการณ์การเรียนรู้แบบลงมือทำ (Active Learning)ของเรา และมีการแชร์ข้อมูลและประสบการณ์ร่วมกัน รวมถึงตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

รวมถึงการร่วมกันฝึกอบรม “หมอหนี้” เพื่อให้มีความรู้ทั้งด้าน Hard Skill (ตัวเลขการเงิน) และ Soft Skill (ทัศนคติ) ในการช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งทุกวันนี้สถาบันการเงินอื่น ๆ ก็ร่วมให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน

4.การสร้างเครือข่าย โดยได้จับมือกับสมาคมการค้าผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ (VTLA) เพื่อถ่ายทอดแนวคิดแก่สมาชิกกว่า 19 บริษัท

นอกจากการให้ความรู้ทางการเงิน บริษัทยังยังเน้นการดึงหนี้นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบ โดยบริษัทฯมีการส่งข้อมูลเครดิตของลูกหนี้ดีไปยังเครดิตบูโรเพื่อให้ลูกค้ามีประวัติทางการเงิน ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากธนาคารพาณิชย์ได้ในอนาคตด้วยอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง เช่น จากเดิมที่อาจต้องจ่ายดอกเบี้ย 20% หากมีประวัติที่ดีก็อาจลดเหลือเพียง 12%

บริษัทฯ ยังมีการนำความรู้ด้านการจัดการหนี้ไปต่อยอดในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงการทำหลักสูตรสอนผู้ต้องขังในเรือนจำเพื่อให้พวกเขามีวิชาติดตัวในการเริ่มต้นชีวิตใหม่และประกอบอาชีพหลังพ้นโทษ

ที่มาของหนี้…แปลกแต่จริง

ปัญหาหนี้ในชุมชนต่างจังหวัด ส่วนใหญ่เป็นการก่อหนี้กับ “กองทุนหมู่บ้าน” และ “หนี้ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรท(ธกส.)

“การเป็นหนี้ไม่ได้แย่เสมอไป ถ้ากู้มาแล้วส่งเสริมให้มีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจภาพรวมก็เติบโต แต่ต้องเลือกกู้ให้ถูกที่และถูกประเภท”นายมิ่งขวัญ กล่าว

ทั้งนี้ ทีมงานอาสา พบว่า หนี้ในชุมชนต่างจังหวัดที่เกิดขึ้น เกิดจากการขาดความรู้เรื่องส่วนต่างของดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก เช่น กรณีชาวบ้านกู้เงินเพียงเพื่อต้องการ “รักษาสิทธิ์” หรือ”รักษาวงเงินกู้” กู้มาแล้ว นำไปฝากคืน โดยไม่รู้ว่าดอกเบี้ยกู้มันสูงกว่าดอกเบี้ยฝากมาก หรือกู้มาใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือให้ลูก

ขณะที่ ปัญหาหนี้ในชุมชนเมือง ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตามกระแสสังคมและการขาดการยับยั้งชั่งใจต่อโปรโมชั่นต่าง ๆ

“หนี้ไม่ได้เกิดจากรายได้ไม่พอเสมอไป แต่บ่อยครั้งเกิดจากวิธีคิดและการใช้ตามกระแส การช่วยเหลือจึงต้องมีทั้ง Hard Skill และ Soft Skill เพราะส่วนใหญ่ปัญหาการเงินมันเริ่มมาจาก Mindset ของคน”นายมิ่งขวัญ กล่าว

นายมิ่งขวัญ กล่าวว่า จากการที่บริษัทส่งส่งตัวไปอบรมด้านไมโครไฟแนนซ์ (Microfinance) ที่ประเทศอิตาลี เมื่อเร็วๆ นี้ จะเน้นการเรียนรู้แนวคิดการปล่อยสินเชื่อเพื่อคนฐานรากให้ยั่งยืน ที่ไม่ใช่แค่การให้เงินกู้อย่างเดียว แต่หัวใจสำคัญคือทำให้ผู้กู้ไปต่อได้ด้วย จึงต้องครอบคลุมทั้งการป้องกันความเสี่ยง (Protect) การออม (Saving) การลงทุน (Investment) และการทำธุรกรรมต่างๆ (Transaction)

ขณะที่ผู้ปล่อยกู้ไปรอดด้วย  ฉะนั้นต้นทุนกับกำไรมันต้องสอดคล้องกัน ถึงจะทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมอยู่ได้อย่างยั่งยืน

การออกแบบบริการทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญ และจะออกมาได้ตรงกับจลาด ต้องเข้าใจ “Inside” หรือข้อมูลเชิงลึก ของลูกค้าชุมชน เพื่อนำมาออกแบบบริการทางการเงินที่ครบวงจร

ข้อมูลเชิงลึกหนึ่งที่เราได้จากโครงการให้ความรู้ทางการเงิน คือ พฤติกรรมผู้คนเปลี่ยนไปอย่างมาก จากเมื่อ 10 ปีก่อนที่มีคนใช้สมาร์ทโฟนเพียง 20% แต่ปัจจุบันเพิ่มสูงถึง 80-90% ทำให้บริษัทมุ่งเน้นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อให้คนเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น

ความจำเป็นมาที่ 1

นายโสภณ เพ็งศรี อสม. กองกำกับ  ชุมชนเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา หนึ่งในผู้เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า ได้ความรู้เรื่องการแยกแยะระหว่างความจำเป็นกับความต้องการ อย่างที่วิทยากรยกตัวอย่างเรื่องการจ่ายค่าไฟกับค่าเติมน้ำมัน มันทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าควรจะลำดับความสำคัญของรายจ่าย

แล้วก็เรื่องการวางแผนการเงินในอนาคต เพราะจากรายได้ไม่แน่นอน การที่มีความรู้เรื่องการออมหรือเรื่องประกันภัย ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก ก็อยากให้มีโครงการดี ๆ แบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ โดยจะนำความรู้ที่ได้รับไปถ่ายทอดและเผยแพร่ต่อให้กับคนในชุมชน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงการใช้ชีวิตและการออมเงินอย่างมีระบบ

น.ส.นงค์ลักษ์ บุญฤทธิ์ กรรมการชุมชน ที่เข้าร่วมกิจกรรม กล่าวว่า ด้รู้เรื่องการออมเงิน แล้วก็การบริหารหนี้สิน ไม่ว่าจะเป็นหนี้ในระบบหรือนอกระบบ แล้วก็เรื่อง พ.ร.บ. และประกันภัยต่าง ๆ ที่มีความจำเป็นกับพวกเรามาก จะนำไปสอนลูกสอนหลานให้รู้จักออมเงิน ให้รู้จักการใช้เงินที่ถูกต้อง
นอกจากนี้ อยากให้จัดกิจกรรมในช่วงปิดเทอมด้วย จะได้ให้เยาวชนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมด้วย

ปักธงสร้างโอกาส-ลดเหลื่อมล้ำ

น.ส.นิภา วนิชวัฒน์ ผู้บริหารระดับสูง สายงานความยั่งยืนองค์กร บริษัทเงินติดล้อ กล่าวว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบ ESG (Environment, Social, Governance) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติด้านสังคม ของกลุ่ม Tidlor Holdings ในการสร้างโอกาสทางความรู้ด้านการเงินและประกันภัย ซึ่งถือเป็นพื้นฐานสำคัญในการช่วยส่งเสริมให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างยั่งยืน และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ของสหประชาชาติ อีกด้วย

ด้านมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ได้ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ผ่านผลิตภัณฑ์และบริการ เช่น “บัตรติดล้อ” บัตรกดเงินสดสินเชื่อหมุนเวียน และบริการ “โอนเงินสินเชื่อเข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชันเงินติดล้อ” ซึ่งเป็นทางเลือกช่วยให้ลูกค้าลดการเดินทางมารับบริการที่สาขา

นอกจากนี้ ยังมีบริการรับใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-Billing และ E-Receipt) ซึ่งช่วยลดการใช้พลังงานและกระดาษได้เป็นจำนวนมาก รวมถึงส่งเสริมการลดใช้พลังงานน้ำ-ไฟ ลดปริมาณขยะพลาสติก และให้ความสำคัญกับการทำลายขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีเพื่อไม่ให้นำไปสู่การสร้างมลพิษภายหลัง

มิติด้านธรรมาภิบาลและเศรษฐกิจ (Governance) ที่ผ่านมาบริษัทฯ ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ตลอดจนมีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สามารถกำกับดูแลธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถได้อย่างเหมาะสม เป็นที่พึ่งด้านแหล่งเงินทุนให้กับประชาชนผู้ใช้สินเชื่อรายย่อย

ทั้งหมดนี้คือเจตนารมณ์การดำเนินธุรกิจของกลุ่ม Tidlor Holdings ในฐานะผู้นำด้านการให้บริการทางการเงินที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรมและโปร่งใส (The Leading Financial Inclusion Service Provider) ในการสร้างโอกาสและความเท่าเทียมทางการเงิน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน