ต่างชาติมั่นใจหุ้นไทยโชว์ซื้อ 1,000 ล้านบ. ธปท.ยันสงครามกดศก.แค่ 0.1-0.2%

HoonSmart.com>> หุ้นไทยดิ่งแรงแตะ 8% ต้องใช้เซอร์กิตเบรคเกอร์ แตะเบรค Program trading เปิดเทรด 15.00 น. ตลาดฟื้นปิดร่วงลง 5.58% นักลงทุนต่างชาติไม่ถอย กลับซื้อพันล้านบาท “อัสสเดช”ยันดูแลซื้อขายรักษาเสถียรภาพ ด้านผู้ว่าธปท.คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางกระทบ GDP เพียง 0.1-0.2% พร้อมเรียกประชุมกนง.นัดพิเศษ หากจำเป็น บล.ทิสโก้แนะหุ้นได้-เสีย  ราคาทองคำร่วง 2,050 บาท 

วันที่ 4 มี.ค. 2569 ตลาดหุ้นไทยดิ่งลงแรงแตะ 8% ต้องใช้เซอร์กิตเบรคเกอร์ สั่งหยุดซื้อขายชั่วคราวจนปิดตลาดภาคเช้า   เปิดภาคบ่าย แรงขายยังมีออกมาต่อเนื่อง ระหว่างวันลงลึกที่สุด 1,341.14 จุด ทรุดลง -125.37 จุด แต่กลับมีแรงซื้อกลับ สิ้นวันดัชนี SET ปิดที่ 1,384.61 จุดร่วง-81.90 จุดหรือ-5.58%  ท่ามกลางมูลค่าซื้อขายหนาแน่นถึง 159,347.04 ล้านบาท  โดยนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อ 1,023.24 ล้านบาท  นักลงทุนไทยช้อนมากถึง 13,964.41 ล้านบาท สวนทางพอร์ตบล.ขายหนัก -9,564.79 ล้านบาท สถาบันขายต่อ -5,422.86 ล้านบาท

ขณะที่ตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวลง แรงที่สุดคือ เกาหลีใต้ดิ่งมากกว่า 12%

ด้านการซื้อขายทองคำในประเทศ มีการปรับราคาถึง 41 ครั้ง ร่วงลงบาทละ 2,050 บาท ทองคำแท่งรับซื้อ 77,000 บาท ขายออก 77,200 บาท ณ เวลา 17.17 น.

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในวันนี้ (4 มีนาคม 2569) SET Index ปิดที่ 1,384.61 จุด ลดลง 81.90 จุด คิดเป็น -5.58% สอดคล้องกับทิศทางตลาดทุนทั่วโลกจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยในช่วงเช้าวันนี้ SET Index ปรับตัวลดลง 8.01% ส่งผลให้มาตรการ Circuit Breaker ทำงาน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะตลาดหุ้นไทยปิดทำการในวันหยุดเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569  ขณะที่ตลาดอื่นเปิดทำการและปรับตัวลงไปแล้ว

นอกจากนี้นับตั้งแต่ต้นปีตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีกว่าตลาดอื่นหลายแห่งในภูมิภาคเอเชีย และถึงแม้ 2 วันที่ผ่านมา SET Index จะปรับตัวลดลง แต่นับตั้งแต่ต้นปี (YTD) ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทน (Index Return) บวกเป็นอันดับ 3 ของภูมิภาคเอเชีย รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง และทำงานประสานงานกับหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับการกำกับดูแลการซื้อขายหลักทรัพย์ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเพื่อรักษาเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ลงทุน

สำหรับการประกาศหยุดซื้อขายหลักทรัพย์ชั่วคราวเมื่อเวลา 12:18 น. ถึง 12:30 น. หลังดัชนีราคาหุ้นปรับตัวลดลง 117.52 จุด หรือคิดเป็น 8.01% จากวันก่อนหน้า ส่งผลให้ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker Level 1 เพื่อควบคุมความผันผวนของตลาดนั้น  ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขอให้สมาชิกระมัดระวังการส่งคำสั่งซื้อขายโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ (Program trading) ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของวัน เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนที่อาจเกิดขึ้น

การหยุดซื้อขายครั้งนี้เป็นไปตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ว่าด้วยการซื้อขายและการส่งมอบหลักทรัพย์ พ.ศ. 2560 ข้อ 46 ซึ่งกำหนดให้มีการใช้มาตรการ Circuit Breaker เมื่อดัชนีปรับตัวลดลงเกินเกณฑ์ที่กำหนด

ในภาคบ่ายตลาดหลักทรัพย์อนุญาตให้สามารถส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์สำหรับการซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Program Trading) ได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของวันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป

หลังจากตลาดหลักทรัพย์ฯ ขอให้สมาชิกระงับการส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์โดยใช้ชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์สำหรับการซื้อขายโดยอัตโนมัติ (Program Trading) เป็นการชั่วคราว ตั้งแต่หลังเปิดการซื้อขาย (Resume Trading) จนตลาดหยุดทำการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราว เกณฑ์ Circuit Breaker (CB) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 เวลา 12:28 น.

อย่างไรก็ตาม เพื่อลดผลกระทบต่อการซื้อขายหลักทรัพย์โดยรวม คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจึงพิจารณาอนุญาตให้สามารถส่งคำสั่งซื้อขายด้วย Program Trading ได้ตั้งแต่เวลา 15.00 น. ของวันที่ 4 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป

ก่อนหน้านี้ตลาดสั่งห้ามProgram Trading จนถึงปิดตลาดวันที่ 4 มี.ค.2569

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า  หุ้นไทยปรับตัวลงเป็นไปในแนวทางเดียวกับตลาดหุ้นทั่วโลก ซึ่งเกิดความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ก.ล.ต. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและประเมินผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดทุน โดยผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ทั้งบริษัทหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน ยังสามารถให้บริการและทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงระบบในการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ระบบการซื้อขายกองทุนรวม สามารถดำเนินการได้ตามปกติ

นอกจากนี้ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ก.ล.ต. มีการติดตามอย่างใกล้ชิดต่อเนื่อง โดยสามารถดำเนินการได้ตามปกติเช่นกัน

ทางด้านนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ต่อเหตุสงครามในตะวันออกกลาง เพราะสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา คาดว่าไทยในฐานะประเทศนำเข้าน้ำมัน  อาจจะกระทบต่อ GDP เล็กน้อย เบื้องต้นประเมินไว้ประมาณ 0.1-0.2% แต่สิ่งที่จะกระทบมากกว่า คือ เงินเฟ้อ เพราะราคาพลังงานมีสัดส่วนการคำนวณในตระกร้าเงินเฟ้อประมาณ 13% แต่ปัจจุบัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ทั้งปีคาดอยู่ที่ 0.2-0.3%

สำหรับมาตรการรองรับสถานการณ์ถือว่าเป็นความโชคดีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายล่วงหน้าไปแล้วในการประชุมเมื่อวันที่ 25 ก.พ.69 ซึ่งเป็นการเตรียมพร้อมรับความเสี่ยงที่คาดการณ์ไว้บ้างแล้ว แต่หากสงครามมีความรุนแรงและยืดเยื้อ ธปท.พร้อมปรับมาตรการต่าง ๆ ออกมาใช้เพื่อรองรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น หรือหากมีความจำเป็น ก็สามารถเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นัดพิเศษได้

”  ธปท.พร้อมจะออกมาตรการหากสถานการณ์รุนแรง ส่วนธนาคารพาณิชย์ เชื่อว่าก็มีมาตรการช่วยเหลือลูกค้า ภาพรวมไทยมีเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคถือว่ามีความแข็งแกร่งมาก และมีกันชนที่ดีรองรับและช่วยในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวน และการเคลื่อนย้ายเงินทุน โดยมีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหนี้ต่างประเทศ ส่วนปริมาณสำรองน้ำมันนั้น แม้จะมีการสำรองน้ำมันไว้ใช้ได้ประมาณ 60 วัน แต่ไทยยังสามารถหาจากแหล่งอื่นได้เพิ่มเติม”นายวิทัยกล่าว

นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ กล่าวว่าจากการศึกษาเหตุการณ์สงคราม-ความไม่สงบในต่างประเทศนับตั้งแต่ปี 1939 หรือสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา ตลาดหุ้นสหรัฐฯ จะปรับตัวลงโดยเฉลี่ย -8.6% และใช้เวลาประมาณ 16 วันแตะจุดต่ำสุดหรือประมาณ 3 สัปดาห์ ขณะที่ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 3 เดือน

อย่างไรก็ดี บล.ทิสโก้ ขอสังเกตการตอบสนองเชิงลบต่อเหตุการณ์ในระยะหลัง ๆ (หรือ 5 ครั้งล่าสุด) จะปรับตัวลงเฉลี่ยเพียง -3.3% และใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์แตะจุดต่ำสุด นอกจากนี้ราคาหุ้นมักจะเริ่มฟื้นตัวกลับมาที่เดิมโดยใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความไม่สงบในระยะหลังจะเป็นเหตุการณ์ที่จำกัดวง-ไม่ลุกลามบานปลายเป็นสงครามในวงกว้าง

สำหรับมุมมองของบล.ทิสโก้ ต่อแนวโน้มราคาน้ำมันในระยะสั้นมีโอกาสปรับขึ้นจากปัจจุบันราว 5-10 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล และอาจปรับขึ้นต่อเนื่องได้หากสถานการณ์ยืดเยื้อและบานปลาย ขณะที่ราคาทองคำมองมีโอกาสแกว่งซิกแซกขึ้น เป้าหมายทดสอบจุดสูงสุดเดิมที่บริเวณ 5,600 ดอลลาร์ฯ/ออนซ์

กลุ่มหลักที่คาดว่าจะได้ประโยชน์ คือกลุ่มพลังงานต้นน้ำ หากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 1 ดอลลาร์ฯ/บาร์เรล จะมีผลต่อ NAV ของ PTTEP ประมาณ 3 บาท/หุ้น หุ้นเด่น PTTEP, PTT กลุ่มโรงกลั่น (TOP, SPRC, IRPC, PTTGC) มีแนวโน้มได้รับผลบวกเช่นกัน

ส่วนกลุ่มเคมีภัณฑ์ (PTTGC, SCC) หากไม่รวมศักยภาพในการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบแนฟทาสูงขึ้น จะสร้างแรงกดดันต่อกำไร SCC ลดลง ขณะที่ PTTGC จะได้รับการชดเชยบางส่วนจากการใช้ก๊าซเป็นวัตถุดิบ

กลุ่มค้าปลีกน้ำมัน (OR, PTG) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากความเสี่ยงที่อาจถูกแทรกแซงจากรัฐบาล เช่น การกำหนดเพดานราคา กลไกการอุดหนุนหรือควบคุมส่วนต่างกำไร

กลุ่มสาธารณูปโภค (GULF, GPSC, BGRIM) อาจได้ผลเสีย จากราคาก๊าซ LNG อาจสูงขึ้นหากการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ต้นทุนเชื้อเพลิงสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าจะสูงขึ้น และมีความเสี่ยงของการแทรกแซงอัตราค่าไฟฟ้า

กลุ่มท่องเที่ยวและขนส่ง (สนามบินและสายการบิน) คาดได้รับผลกระทบเชิงลบและอาจกระทบต่อการฟื้นตัวการท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงต้นปีนี้ (AOT, THAI) สำหรับ MINT เผชิญความอ่อนไหวสูงสุดด้วยความเสี่ยงประมาณ 5-6% จากฐานลูกค้าตะวันออกกลาง ในทางตรงข้าม CENTEL และ AWC มีความยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีระดับความเสี่ยงต่ำกว่า 3% เนื่องจากพึ่งพาตลาดในประเทศและเอเชียตะวันออกเป็นหลัก เช่นเดียวกับ ERW ที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน เนื่องจากฐานรายได้ส่วนใหญ่มาจากโรงแรมในประเทศ

กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อาจได้รับผลกระทบทางลบ เนื่องจากมีรายได้จากตะวันออกกลาง การหยุดชะงักด้านโลจิสติกส์อาจทำให้กำไรลดลงเช่นกัน เนื่องจากต้นทุนการขนส่งที่สูงขึ้น ในกลุ่มผู้ผลิตเครื่องดื่ม SAPPE มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 11% ของรายได้รวม ขณะที่ CBG และ OSP มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1% สำหรับผู้ผลิตอาหาร AAI มีสัดส่วนรายได้มากที่สุดที่ 7% ตามด้วย TU (3-4%) และ TFG (3%) ส่วนบริษัทอื่นๆ (CPF/BTG/ITC) มีสัดส่วนรายได้น้อยกว่า 1%

กลุ่มการเงิน (ธนาคารและไฟแนนซ์) อาจได้รับผลกระทบเชิงลบทางอ้อมหากเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจภายในประเทศชะลอตัว

กลุ่มโรงพยาบาล ที่มีความเสี่ยงสูงสุด ได้แก่ BH (สัดส่วรรายได้จากลูกค้าตะวันออกกลาง 26%), PR9 (14%) ตามด้วย BDMS (4%), BCH (3%) และ CHG (2%) อย่างไรก็ตาม บล.ทิสโก้ ไม่คาดว่าจะมีผลกระทบโดยตรงต่อผลประกอบการไตรมาส 1  หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่าหนึ่งเดือน อาจส่งผลให้รายได้จากกลุ่มนี้ลดลง รวมถึงการฟื้นตัวของผู้ป่วยชาวคูเวตที่ช้าลง และอาจทำให้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและซาอุดีอาระเบียที่คาดว่าจะลงนามในปี 2569 เกิดความล่าช้า

กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (AMATA, WHA) อาจไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

“หุ้นเดือนมี.ค.บล.ทิสโก้ แนะนำให้หาจังหวะเข้าลงทุนแบบ “Selective Buy” เน้นหุ้นบลูชิพขนาดใหญ่ที่กำไรปีนี้เติบโตและเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าต่อเนื่อง – BDMS, PTT, TRUE ผสานกับหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่เป็นแถว 2 ที่ราคายังเป็นตัวขึ้นน้อย (Laggards) – AP, MTC, SJWD, TTB, WHA เพราะฉะนั้น หุ้นแนะนำประจำเดือน มี.ค. ของบล.ทิสโก้ คือ AP, BDMS, MTC, PTT, SJWD, TRUE, TTB และ WHA”บล.ทิสโก้ระบุ