ดาวโจนส์ปิดลบ 267 จุด หุ้น private credit ร่วง รอข้อมูล PCE

HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯทั้ง 3 ดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 267 จุด นักลงทุนถอยออกจากกลุ่มการเงิน รอรายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล(PCE) จับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ – อิหร่าน ดันราคาน้ำมันดิบพุ่งต่อ ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average: DJIA) วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 รวมทั้งดัชนี S&P 500 และ ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง นักลงทุนถอยออกจากกลุ่มการเงินและจับตาความตึงเครียดที่คุกรุ่นระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่ง

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,395.16 จุด ลดลง 267.50 จุด, -0.54%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,861.89 จุด ลดลง 19.42 จุด, -0.28%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 22,682.73 จุด ลดลง 70.91 จุด, -0.31%

หุ้นกลุ่มการเงินเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดหุ้น ร่วงลง นักลงทุนเทขายหุ้นสินเชื่อเอกชน หลังจากที่ Blue Owl Capital ผู้จัดการตลาดเอกชนและสินทรัพย์ทางเลือก ประกาศว่าจะจำกัดสภาพคล่องของนักลงทุนและจำกัดการไถ่ถอนในกองทุนสินเชื่อเอกชนที่เน้นนักลงทุนรายย่อย

หลังจากการขายสินทรัพย์ประเภทสินเชื่อมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดความกังวลในหมู่นักลงทุนเกี่ยวกับความเสียหายในตลาดสินเชื่อเอกชนที่ไม่ชัดเจน หุ้น Blue Owl Capital ลดลงประมาณ 6% ในขณะที่หุ้นอื่นๆ เช่น Blackstone และ Apollo Global Management ต่างก็ลดลงมากกว่า 5%

กลุ่มซอฟต์แวร์ก็เป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่อยู่ได้รับแรงกดดัน หุ้น Salesforce ลดลงมากกว่า 1%

ขณะที่หุ้น Intuit ลดลงประมาณ 2% หุ้น Cadence Design Systems ลดลงเกือบ 3%

การปรับตัวลงของตลาดยังมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบ Brent และ WTI ปรับขึ้นกว่า 2% หลังจากประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าเขาจะตัดสินใจว่าจะโจมตีอิหร่านหรือไม่ภายใน 10 วันข้างหน้า

หุ้นกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรมป้องกันประเทศส่วนใหญ่ปิดบวก หุ้น Occidental

Petroleum เพิ่มขึ้นกว่า 9% หลังประกาศผลประกอบการ ขณะที่ ConocoPhillips เพิ่มขึ้น 0.97% และ Chevron เพิ่มขึ้น 0.49% ส่วนภาคบริการการบินเผชิญแรงกดดันต่อราคาหุ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น หุ้น American Airlines, Delta, United ต่างร่วงลงมากกว่า 5%

นอกจากนี้บรรยากาศการลงทุนได้รับผลกระทบจาก หุ้น Walmart ที่ลดลงกว่า 1% หลังจากที่บริษัทประกาศผลประกอบการทั้งปีต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งบดบังผลประกอบการที่ดีกว่าคาดไว้ในไตรมาสที่สี่

นักลงทุนจับตารายงานดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล(PCE) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ ที่จะประกาศในวันศุกร์ โดยคาดว่า ดัชนี PCE เดือนธันวาคมจะเพิ่มขึ้น 2.9% เมื่อเทียบรายปี จาก 2.8% ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.0% เมื่อเทียบรายปี จาก 2.8% ในเดือนพฤศจิกายน

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานเมื่อวานนี้ได้แก่ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานจากกระทรวงแรงงาน โดยจำนวนผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ลดลง 23,000 ราย สู่ระดับ 206,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ต่ำกว่า 225,000 รายที่นักวิเคราะห์คาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยหุ้นกลุ่มเหมืองแร่และสาธารณูปโภคนำการปรับตัวลง ขณะที่นักลงทุนกำลังวิเคราะห์ผลประกอบการที่หลากหลายจากบริษัทต่างๆ เช่น Airbus, Rio Tinto และ Nestle

ตลาดหุ้นระดับภูมิภาคที่สำคัญส่วนใหญ่ก็ปรับตัวลงในแดนลบเช่นกัน

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 625.33 จุด ลดลง 3.36 จุด, -0.53%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,627.04 จุด ลดลง 59.14 จุด, -0.55%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,398.78 จุด ลดลง 30.25 จุด, -0.36%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,043.57 จุด ลดลง 234.64 จุด, -0.93%

หุ้น Airbus ร่วงลง 6.8% หลังจากที่ผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของโลกปรับลดเป้าหมายการผลิตเครื่องบินเจ็ตหลักลง โดยระบุว่า ผู้ผลิตเครื่องยนต์อย่างแพรตต์แอนด์วิทนีย์ว่าไม่สามารถบรรลุข้อตกลงด้านชิ้นส่วนสำคัญได้

หุ้น Rio Tinto ผู้ผลิตแร่เหล็กรายใหญ่ที่สุดของโลก ลดลง 3.7% หลังจากรายงานผลประกอบการประจำปีที่ทรงตัวและต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากราคาแร่เหล็กอ่อนตัวลง

หุ้น Nestle ผู้ผลิตกาแฟเนสกาแฟ เพิ่มขึ้น 3.9% หลังจากรายงานยอดขายในไตรมาสที่สี่ที่เติบโตดีกว่าที่คาดไว้ และกล่าวว่ามีแผนจะขายธุรกิจไอศกรีมออก

ความคาดหวังเกี่ยวกับผลกำไรดีขึ้นตลอดช่วงฤดูกาลรายงานผลประกอบการนี้ ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG แสดงให้เห็นว่านักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลกำไรรายไตรมาสจะลดลง 0.6% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว จากเดิมที่คาดการณ์ว่าจะลดลง 4% ในช่วงต้นเดือนนี้

กลุ่มอุตสาหกรรมเหมืองแร่ลดลงมากที่สุดถึง 2.1% หลังจากฟื้นตัวอย่างรวดเร็วเมื่อวันพุธ

กลุ่มสาธารณูปโภคลดลง 1.8% ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในหนึ่งวันนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม ความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงหลังจากอิตาลีอนุมัติการขึ้นภาษีบริษัทพลังงานเพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้า

หุ้น Centrica เจ้าของ British Gas ลดลง 5.2% หลังเตือนว่ากำไรในปี 2026 ของธุรกิจซื้อขายพลังงานจะต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ และระงับโครงการซื้อหุ้นคืน

นักลงทุนทั่วโลกต่างวิตกกังวลหลังจากสหรัฐฯ และอิหร่านเพิ่มกิจกรรมทางทหารในตะวันออกกลางซึ่งอุดมไปด้วยน้ำมัน แม้ว่าการเจรจาเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของเตหะรานในเจนีวาจะแสดงให้เห็นสัญญาณความคืบหน้าก็ตาม

หุ้นกลุ่มพลังงานของยุโรปเพิ่มขึ้น 0.9% ตามราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น 2%

หุ้น Orange กลุ่มโทรคมนาคม ของฝรั่งเศส พุ่งขึ้น 7.5% สู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 16 ปี หลังจากตั้งเป้าหมายกระแสเงินสดจากการดำเนินงานประมาณ 5.2 พันล้านยูโร (6.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2028

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 1.24 ดอลลาร์ หรือ 1.9% ปิดที่ 66.43 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 1.31 ดอลลาร์ หรือ 1.86% ปิดที่ 71.66 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–