AIMC–กบข.–ตลท.ดันบจ.สู่ Net Zero  ดึงเงินทุนไทย-เทศ-ต้นทุนการเงินต่ำ

HoonSmart.com>>สมาคมบริษัทจัดการลงทุน-กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ-ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมผลักดันบจ.ไทยสู่ Net Zero ตามแผน NDC วาง Road Map ปี 2568–2569 จะลงทุนในหุ้น Net Zero รวม 100 บริษัท ก่อนขยายเป็น 200 บริษัทในปี 2570–2571 ครอบคลุม 800 บริษัทในปี 2572 ย้ำไร้แผนถูกปลด งดลงทุน ยกระดับ ESG ตลาดทุน- ลด Climate Risk -ระยะยาวต้นทุนทางการเงินต่ำ-แข่งได้ในเวทีโลก

วันที่ 17 ก.พ.2569 สมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าว “การแสดงจุดยืนของผู้ลงทุนสถาบันไทยและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต่อแนวทางการสนับสนุนและร่วมผลักดันให้บริษัทจดทะเบ็ยนบรรลุเป้าหมายการลดก๊าชเรือนกระจกของประเทศ (NDC)” เพื่อสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนดำเนินงานโดยคำนึงถึงผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเพื่อสนับสนุนให้เป้าหมายด้านแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย (Nationally Detemined Contibution : NDC) NDC) ที่กำหนดขึ้นภายใต้ข้อตกลงปารีส (Paก่s Agreement) มีความก้าวหน้าได้อย่างเป็นรูปธรรม

ปัจจุบัน ไทยมีกองทุนที่ลงทุนในหุ้นที่มี ESG Rating 259 กองทุน มูลค่าลงทุนรวม 1.5 แสนล้านบาท

นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน กล่าวว่า ความยั่งยืนหรือ ESG เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่งในตลาดทุนไทย ซึ่งที่ผ่านมาเน้นการหารืออย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) ​และได้เห็นพัฒนาการที่ดีของบริษัทจดทะเบียนมาโดยตลอด สำหรับการก้าวไปข้างหน้าในมิติของ Climate Transition นั้น กลุ่มบริษัทจัดการลงทุนเองมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานด้าน ESG ภายใน บลจ. พร้อมมุ่งมั่นขับเคลื่อนพอร์ตการลงทุนไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Portfolio Emission) ให้บรรลุเป้าหมายของประเทศควบคู่ไปบริษัทจดทะเบียน จึงได้รวมพลังกันทั้งอุตสาหกรรมเพื่อทำ Climate Transition Engagement เป็นการเฉพาะ กำหนดมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสี่ยงของปัญหา จัดลำดับความสำคัญของกลุ่มเป้าหมาย บจ.ตามแนวทางที่สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนด รวมถึงการวางแผนดำเนินงานในระยะยาวเพื่อติดตามความคืบหน้าของ บจ.ในการเปิดเผยและสอบทานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในกรณีที่ผลการดำเนินงานของ บจ.ไม่เป็นไปตามเป้าหมายหรือเกิดปัญหาอุปสรรคที่สำคัญ พร้อมจะร่วมกันดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติสากลในการทำ Positive Engagement ร่วมหารือกับบริษัทจดทะเบียนอย่างสร้างสรรค์ พร้อมกำหนดแนวทางการทำงานของผู้จัดการกองทุนกรณีที่ปัญหาไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่เกิดความคืบหน้าอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนั้นเพื่อให้เกิด Big Impact ยังได้ผสานความร่วมมือกับ กบข. เพื่อให้การทำ Collective Action ของนักลงทุนสถาบันมีน้ำหนักยิ่งขึ้นและได้ร่วมมือกับทางตลท.เพื่อให้ระบบนิเวศน์ของการดำเนินการในการสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนก้าวผ่านการดำเนินธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับประเด็นปัญหาด้านภูมิอากาศสามารถดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะเป็นการสนับสนุนแผนยุทธศาสตร์การลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยทั้งในระยะสั้นและยาวได้อีกทางหนึ่งด้วย

นางชวินดา กล่าวว่า ปี 2567 นักลงทุนเจอปัญหาเรื่องธรรมภิบาล (Governance) ของบริษัทจดทะเบียน(บจ.) มาก ทางบลจ.จึงร่วมกันวาง Road Map ในเรื่องของการทำ ESG ร่วมกันวาง framework แล้วก็ไปพูดคุยกับทางบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ให้ทำแผนออกมาให้ชัดเจน แล้วเดินตามแผน ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ปี 2569 ตัว G ไม่ค่อยมีประเด็น มีความเงียบลงไปมากเมื่อเทียบกับปี 2567 จากการที่ได้ช่วยกันแก้ไขปัญหาและป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นถือว่าประสบความสำเร็จเพราะบจ. มีการ ดูแล ในเรื่องของ ธรรมาภิบาลดีมากขึ้น ทำให้เหตุการณ์ต่างๆคลี่คลายดีขึ้น

“วันนี้เป็นโอกาสในการให้ความสำคัญกับเรื่อง การลดความเสี่ยงโลกร้อน (Climate Risk) เป็นความตั้งใจของอุตสาหกรรมบลจ.ที่จะเห็น บจ.มีการใส่ใจและทำเรื่องลดโลกร้อน ที่เป็นส่วนของสิ่งแวดล้อม (Environment) หรือ E มีการทำแผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero”นางชวินดา กล่าว

นางชวินดา กล่าวว่า ปัจจุบัน บลจ.มีพอร์ตการลงทุนในหมวด ESG สูง นักลงทุนที่เข้ามาในตลาดทุนไทย ก็จะเข้ามาในหุ้นที่มีเรทติ้ง ESG ค่อนข้างมาก ในเรื่องของ Climate change ที่มีการทำ Net Zero มีบทบาทสำคัญที่ผู้จัดการกองทุนให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจลงทุนในบจ.

ทั้งนี้ สมาคมฯ มีการวาง Road Map ที่มีความจริงจัง จับต้องได้ ด้วยการตั้งเป้าว่าตั้งแต่ปี 2568-2569 จะมีการลงทุนในหุ้นที่ทำเรื่อง Net Zero รวม 100 บจ.

ปี 2570 ถึงปี 2571 จะขยายการลงทุนในหุ้นที่ทำเรื่อง Net Zero รวม 200 บจ และปี 2572 เป็นต้นไปจะใช้เกณฑ์เรื่องการลงทุนหุ้นทั้งหมด 800 บจ.ในตลาดหลักทรัพย์

เป้าหมายนี้ เป็นข้อตกลงและความร่วมมือกันของบริษัทสมาชิกกว่า 20 บลจ. ในรอบแรกคือ 100 บจ.ที่อยู่ใน SET ESG Rating ถ้าบริษัทไหนก็ตามที่ไม่มีความชัดเจนเรื่องการตั้งเป้า Net Zero จะขอให้บริษัทเหล่านั้นทำการ ตั้งเป้าใหม่ ให้ชัดเจนขึ้น ถ้าไม่ทำก็จะลดการลงทุน หรือใช้มาตรการอื่นเข้ามา

การที่บลจ.ไทยร่วมกันทำ ไปในทิศทางเดียวกัน ในขณะที่ บลจ.ที่ต่างประเทศ จะทำให้ไทยเห็นเส้นทางไปสู่ Net Zero ที่จับต้องได้เร็วขึ้น ทำให้บจ.ตระหนักในเรื่องนี้มากขึ้น

บลจ.ให้ความสำคัญเรื่อง ESG ในบทบาทของการการรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุน และบทบาทขององค์กรที่จะต้องประกาศตัวเป็น ESG เรื่องการลงทุนที่ชัดเจน ภายในปี 2574 ที่จะต้องแสดงพอร์ตลงทุนที่เกี่ยวข้องกับการลดคาร์บอน และการลงทุนในคาร์บอนเครดิต

“จุดยืนวันนี้ เพื่ออยากบอกว่าเราให้ความสำคัญและจริงจังกับเรื่อง Climate Risk บจ.ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อม จะเห็นว่าต้นทุนทางการเงินเขาลดลง ถ้าเขาทำไม่ได้ทำต้นทุนทางการเงินเขาจะสูงขึ้น ถือว่าเป็นการบังคับให้บริษัทที่ต้องการที่จะอยู่ในหมวด ESG ต้องแข่งขันทำให้ได้ตามเป้าที่วางไว้”นางชวินดา กล่าว

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เลขาธิการคณะกรรมการ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ(กบข.) กล่าวว่า ที่ผ่านมา กบข. ได้เข้าหารือกับบริษัทจดทะเบียนในพอร์ตการลงทุนอย่างสร้างสรรค์ (Positive Engagement) ตั้งแต่ปี 2564 เพื่อส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและยั่งยืน หนึ่งในประเด็นที่ กบข. ให้ความสำคัญคือการสนับสนุนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)  และการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งนี้หากมีกรณีที่บริษัทจดทะเบียนพบประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กบข. พร้อมร่วมมือกับ AIMC ในการติดตาม แนะนำ และผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างเหมาะสม เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมาย Net Zero ผ่านการลงทุนที่มีความรับผิดชอบอย่างยั่งยืน

กบข.และ บลจ.มีเป้าหมายสำคัญในการดูแลสมาชิกหรือนักลงทุนให้ได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสม โดยผลตอบแทนที่ดีหมายถึงผลตอบแทนที่มั่นคงและยั่งยืน แม้ในช่วงที่ผ่านมาเกิดหลายเหตุการณ์ที่สร้างความไม่สบายใจ แต่ความตั้งใจของกบข.คือการลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย มีธรรมาภิบาล และให้ความสำคัญต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างความมั่นใจว่านักลงทุนจะไม่ต้องเผชิญปัญหาจากงบการเงินที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือการดำเนินธุรกิจที่ขาดจริยธรรม หรือปัญหาถูกฟ้องร้องด้านสิ่งแวดล้อม

กบข.มุ่งเน้นการลงทุนในตลาดหุ้นไทย แต่ด้วยพอร์ตการลงทุนมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้องกระจายไปลงทุนต่างประเทศ ได้กำหนดกรอบชัดเจนว่าหากบริษัทไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์ ESG จะไม่นำเข้ามาในพอร์ตลงทุน

ในฐานะ นักลงทุนต้องการสื่อสารไปยังบริษัทจดทะเบียนว่า การลงทุนของ กบข.ต้องสะท้อนถึงสิทธิ ความเสี่ยง และโอกาสในอนาคต เพื่อให้สมาชิก ได้รับผลตอบแทนที่ดี และบจ.สามารถลดความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องได้

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กบข.และบลจ.ได้เข้าไปพูดคุยกับบริษัทจดทะเบียนอย่างต่อเนื่อง พบว่าหลายบริษัทมีทิศทางที่ดีขึ้นและปรับตัวตามเกณฑ์ ESG ได้มากขึ้น ส่วนบริษัทที่ไม่ตอบโจทย์ก็จะไม่ถูกนำเข้าพอร์ตการลงทุน วันนี้ถือเป็นจังหวะสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าหากบริษัทดำเนินการตามแนวทางที่วางไว้ โอกาสเติบโตทั้งในตลาดทุนและตลาดตราสารหนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”นายทรงพล กล่าว

นายทรงพล กล่าวว่า นโยบาย ESG ที่ใช้ในไทยยังสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยกบข.ได้กำหนดให้ผู้จัดการกองทุนเลือกลงทุนเฉพาะบริษัทที่มีความชัดเจนด้าน ESG ซึ่งช่วยสร้างแรงกดดันเชิงบวกต่อทั้งตลาดทุนและบจ.ในต่างประเทศ การแสดงจุดยืนครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลเชิงบวกต่อบรรยากาศการลงทุน และสร้างโมเมนตัมที่ดีให้ตลาดทุนไทย

“ในปี 2568 กบข.ได้ลงทุนในตราสารหนี้ของบจ.ที่มีเรทติ้ง ESG และยอมรับอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตราสารหนี้ทั่วไป ซึ่งสะท้อนว่าบจ.ที่มีมาตรฐาน ESG สามารถเข้าถึงต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง และนี่คือข้อได้เปรียบเชิงการแข่งขันที่ชัดเจนสำหรับบริษัทที่ให้ความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาล”นายทรงพล กล่าว

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าการบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศต้องอาศัยความร่วมมือของทุกภาคส่วนในตลาดทุน โดยเฉพาะบทบาทเชิงรุกของนักลงทุนสถาบันในการส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มุ่งสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ และดำเนินการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ (Climate Transition) ได้อย่างเป็นระบบ

“การเข้ามาดำรงตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ถือเป็นการรับมรดกจากผู้จัดการและผู้บริหารท่านก่อนๆ ที่ได้วางรากฐานเรื่อง ESG มานานกว่า 10 ปี ซึ่งถือว่ามีคุณค่าอย่างมาก วันนี้ด้านการดูแลสิ่งแวดล้อม ลดโลกร้อน ภายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ไม่มีการส่งขยะไปที่ Landfill สามารถจัดการขยะได้ด้วยตัวเอง และถือว่าเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่อยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกที่ได้รับการรับรองจาก SBTi ในการเดินหน้าสู่ Net Zero”นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวว่า ผลจากการดำเนินงานด้าน ESG ที่ผ่านมาของตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้พัฒนาไปไกลและมีบทเรียนที่ได้เรียนรู้ในกระบวนการด้านสิ่งแวดล้อม จนได ้รับการ Approve จาก SBTi พร้อมที่จะส่งต่อความรู้ให้แก่บริษัทจดทะเบียนอื่นๆ

“การที่กองทุนบลจ. และกบข. มาสนับสนุนเรื่องนี้ในวันนี้ ถือเป็นจุดยืนที่มีความสำคัญมาก ในฐานะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นตัวกลาง พร้อมจะสนับสนุน โดยมีโปรแกรมหลายๆ อย่างที่เราทำมาในช่วง 2–3 ปี และจากการได้สัมผัสกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนจากต่างประเทศที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ซึ่งไทยโชคดีที่บริษัทจดทะเบียนจำนวนมากอยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability และ MSCI ซึ่งสะท้อนความยั่งยืนในตลาดทุนไทยได้อย่างชัดเจน”นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวว่า บจ.ขนาดใหญ่ ที่ทำสำเร็จมาแล้ว พร้อมที่จะเป็นพี่เลี้ยงและพี่ใหญ่ในการแบ่งปันความรู้ที่มีมหาศาล ถ่ายทอดให้แก่บจ.ขนาดเล็ก ส่วนตลาดหลักทรัพย์ฯ มีระบบ มีบุคลากร เทคโนโลยี ที่จะช่วยเหลือบริษัทจดทะเบียนและบริษัทที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจของบจ.ในการเตรียมความพร้อมไปสู่ Net Zero ใช้งานได้ง่ายขึ้นและราคาถูกลง

“ในปี 2570 เราจะขยับจาก SET ESG Rating ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไปสู่การใช้มาตรฐาน FTSE Russell หลังจากเตรียมพร้อมมา 2–3 ปีแล้ว เพื่อให้ Rating ที่ออกมามีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับ FTSE Russell มากกว่า SET ESG Rating ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯทำมากว่า 10 ปี และพร้อมจะผลักดันต่อไป”นายอัสสเดช กล่าว

นายอัสสเดช กล่าวว่า จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารธุรกิจโรงแรมที่ผ่านมาตรฐานสากลด้าน ESG โดยเฉพาะด้านท Environmental Management สามารถนำไปใช้ในการโฆษณาได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคือสามารถปรับราคาห้องพักสูงกว่าโรงแรมทั่วไปที่ไม่มีมาตรฐานนั้น

ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่า ESG ทำให้มูลค่าเพิ่มขึ้นทั้งด้านการเงินและภาพลักษณ์ อีกทั้งนักลงทุนและกองทุนก็ให้ความสำคัญก่อนตัดสินใจเข้าไปลงทุนในธุรกิจนั้นๆ ทำให้มูลค่าธุรกิจสูงขึ้น ถือเป็นวัฏจักรที่ดี

นอกจากนี้ ยังเพิ่มขีดความสามารถด้านการแข่งขันในเวทีโลก เพราะเรื่องสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในมาตรฐานที่ประเทศนำเข้ามีการวางกรอบไว้ เช่น ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น การจะนำเข้ายาง จะต้องเป็นยางที่ไม่ได้ปลูกในพื้นที่ที่เคยเป็นป่าสงวนมาก่อน และถ้ามีเรื่องของการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย จะได้ราคาที่ดีกว่าคู่แข่งขัน

“พ.ร.บ.โลกร้อน ของกรมลดโลกร้อน จะเป็นแรงผลักดันอีกทางหนึ่ง ที่บริษัทต่างๆ จะได้ประโยชน์ เพราะเป็นมาตรฐานระดับโลกที่บังคับให้มีการลดคาร์บอนหรือซื้อคาร์บอนเครดิตทดแทน ตอนนี้รอรัฐบาลใหม่มา น่าจะมีการเสนอเข้าสภาฯต่อไป”นายอัสสเดช กล่าว