HoonSmart.com>>EXIM BANK ก้าวสู่ปีที่ 33 ปรับทัพสู่บทบาท Export Co-pilot “เพื่อนคู่คิดผู้ส่งออก” ยกเครื่องการทำงาน เสนอโซลูชันครบวงจร เสริมสภาพคล่อง-บริหารเสี่ยง นำผู้ส่งออกไทยรุกตลาดใหม่ ภายใต้กติกาการค้าโลกยุคใหม่ จับมือพันธมิตรเพิ่มจำนวนผู้ส่งออกรายใหญ่ เผยผลงานปี 68 อนุมัติสินเชื่อใหม่ 54,346 ล้านบาท เฉพาะกลุ่ม CLMV -ตลาดใหม่ 9,125 ล้านบาท ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันสิ้นปี 191,800 ล้านบาท กำไร 1,904 ล้านบาท

นายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) แถลงนโยบายและบทบาท EXIM BANK ในโอกาสที่ธนาคารจะเปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการครบ 32 ปี ก้าวสู่ปีที่ 33 ซึ่งตรงกับวันที่ 17 ก.พ. 2569 ว่า เศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญความเปราะบางและความผันผวนสูงจากความเสี่ยงรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อ ส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน การค้า และการลงทุนทั่วโลก
ขณะที่ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังคงเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านเงินทุนและสภาพคล่อง การเข้าถึงข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับตลาดต่างประเทศ การขยายเครือข่ายคู่ค้า ตลอดจนความสามารถในการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ความเสี่ยงประเทศผู้ซื้อ และความเสี่ยงผู้ซื้อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตในเวทีการค้าโลก
ในปี 2569 EXIM BANK ในฐานะสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงการคลัง จึงมุ่งปรับบทบาทสู่การเป็น “Export Co-pilot” หรือเพื่อคู่คิดผู้ส่งออก ที่เข้าใจทิศทางการส่งออก วิธีบริหารจัดการความเสี่ยง และสนับสนุนผู้ส่งออกไทยอย่างครบวงจร ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เสริมองค์ความรู้ เติมสภาพคล่อง ไปจนถึงการจัดหาเครื่องมือบริหารความเสี่ยงในทุกช่วงจังหวะของธุรกิจ เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ก้าวข้ามความท้าทายของเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ โดยเน้นการสร้างเกราะป้องกันความเสี่ยงผ่านแพ็กเกจสินเชื่อควบคู่บริการประกันการส่งออก และเครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อเสริมสภาพคล่องและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ควบคู่กับการยกเครื่องกระบวนการทำงานขององค์กร ภายใต้ยุทธศาสตร์ S-M-A-R-T ได้แก่ SME Export Grooming การยกระดับผู้ประกอบการไทยสู่สากล Market Expansion การเปิดโลกและโอกาสทางการค้า Advocacy & Sustainability การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน Revamp Digital Systems การพัฒนาดิจิทัลและนวัตกรรมรองรับการขยายธุรกิจ และ Teamwork Spirits การสร้างวัฒนธรรม EXIM One Team เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายขับเคลื่อนภาคธุรกิจ องค์กร ประเทศ และโลกสู่ความยั่งยืน
” เราจะร่วมมือกับพันธมิตร เช่น ธนาคารพาณิชย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และ SME D BANK เพิ่มจำนวนผู้ส่งออก และขยายตลาดใหม่ ๆ เพราะประเทศไทยมีผู้ส่งออกอยู่จำนวน 27,000 ราย มานาน แบ่งเป็นกลุ่ม SME ประมาณ 22,000 ราย ที่มีมูลค่าการส่งออกประมาณ 10% ขณะที่มีผู้ส่งออกรายใหญ่ 5,000 ราย ซึ่งยังมีศักยภาพในการเพิ่มผู้ส่งออก โดยเฉพาะรายใหญ่ และใช้เทคโนโลยี ใช้ AI มาช่วยยกระดับบุคคลากรและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน”นายชลัชกล่าว
สำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 EXIM BANK อนุมัติสินเชื่อใหม่รวม 54,346 ล้านบาทโดยมีวงเงินอนุมัติสินเชื่อในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) และตลาดใหม่รวม 9,125 ล้านบาทส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้างและภาระผูกพันรวม ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 191,800 ล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันการส่งออกและประกันความเสี่ยงการลงทุนมีปริมาณธุรกิจรวม 194,564 ล้านบาท เพื่อเสริมสภาพคล่องและความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและการแข่งขันที่รุนแรง พร้อมผลักดันการกระจายความเสี่ยงด้วยการรุกตลาดใหม่
นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมการลงทุนเพื่ออนาคต EXIM BANK มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่การผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและเศรษฐกิจสีเขียว โดย ณ สิ้นปี 2568 มีสินเชื่อและภาระผูกพันที่สนับสนุนการลงทุนเพื่อความยั่งยืน เช่น พลังงานสะอาด เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวม 91,650 ล้านบาท คิดเป็น 47.78% ของยอดคงค้างรวม
และ EXIM BANK มีผู้ประกอบการได้รับการพัฒนาศักยภาพสะสมรวม 25,036 ราย ด้านการบริหารจัดการคุณภาพหนี้ EXIM BANK ให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกเพื่อรักษาคุณภาพพอร์ตสินเชื่อ ผ่านมาตรการคุณสู้ เอ็กซิมช่วย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวเศรษฐกิจให้สามารถฟื้นฟูกิจการและลดภาระหนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ สิ้นปี 2568 ธนาคารมีอัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม (NPL Ratio) 3.66% ใกล้เคียงกับปีก่อน
แม้ภาคธุรกิจเผชิญความไม่แน่นอนจากหลากหลายปัจจัยเสี่ยง ขณะที่มีค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิต 17,139 ล้านบาท ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับสูงถึง 261.85% ขณะที่กำไรสุทธิปี 2568 เท่ากับ 1,904 ล้านบาท
