HoonSmart.com>>กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกันภัย ดันภาคธุรกิจเป็นหุ้นส่วนร่วมบริหารความเสี่ยงประเทศ ทำตัวเป็นถุงลมนิรภัย สร้างความมั่นคงให้สังคม ลดงบประมาณรัฐ
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการประกันภัย และประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย กล่าวว่า ประกันภัยยุคใหม่คือรากฐานความมั่นคงของประเทศ ระบบประกันภัยมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพของประเทศ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม ระบบการเงิน การคลัง ความสามารถในการรับมือกับความไม่แน่นอน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เห็นชัดเจนว่าลักษณะความเสี่ยงในโลกปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ
เดิม ความเสี่ยง เกิดขึ้นเฉพาะจุด เฉพาะที่ ปัจจุบันเป็นพายุความเสี่ยง ภัยธรรมชาติรุนแรง หนักหนาสาหัส ความผันผวนเศรษฐกิจโลก ความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ความเสี่ยงจากไซเบอร์ หรือความเสี่ยงที่เกิดจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอดที่น่าเป็นห่วงมาก
ปัจจุบัน ไทยมีผู้สูงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป 15 ล้านคน จากคนไทย 66 ล้านคน คิดเป็นกว่า 20% คนกลุ่มนี้หมกมุ่นอยู่กับการบริหารรายได้ให้พอใช้ ที่สำคัญเด็กเกิดใหม่น้อยลง โรงเรียนดังๆ ปิดตัวลง เพราะไม่มีเด็กเรียน รวมถึงมหาวิทยาลัยเอกชน มีการแข่งขันดึงนักศึกษา เป็นความเสี่ยงเชิงระบบ ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และเสถียรภาพของประเทศ
อยากชวนคิดว่า ด้วยรูปแบบความเสี่ยงที่เปลี่ยนไป หากเกิดเหตุการณ์ที่เป็นวิกฤติ และส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ประเทศไทยมีระบบที่แข็งแรงแค่ไหนที่จะรองรับความเสียหายและฟื้นฟูเศรษฐกิจให้กลับมาได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน
ประกันภัยคือโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ใช่แค่เรื่องธุรกิจเพียงอย่างเดียว เหมือนถนน เหมือนไฟฟ้า สัญญาณอินเทอร์เน็ต ที่สร้างความแข็งแรง ให้เศรษฐกิจ และสังคง เข้มแข็ง
ถ้าระบบประกันมีความเข้มแข็ง หากเกิดวิกฤติ ประกันภัยเหมือนถุงลมนิรภัยที่จะรองรับแรงกระแทกไว้ได้ ภาคธุรกิจถ้าเกิดภัยจะได้รับการฟื้นฟูเร็ว ประชาชนได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม ภาครัฐไม่ต้องใช้จ่ายงบประมาณอย่างมหึมา
นี่คือ เหตุผลสำคัญที่ว่าการพัฒนาระบบประกันภัย ไม่ใช่นโยบายด้านอุตสาหกรรมประกันภัย แต่เป็นนโยบายเชิงโครงสร้างของประเทศ
ไทยมีบทเรียนจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งมหาอุทกภัย โควิดระบาด ความขัดแย้งระหว่างประเทศ เป็นเหตุการณ์ที่ต้องถอดบทเรียน การบริหารความเสี่ยงประเทศยากขึ้น เราต้องรับภัยขนาดใหญ่ ระบบข้อมูล เทคโนโลยี ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน
“แผน 4 ปี 2564 สิ้นสุดปี 2568 คปภ.ได้นำมาใช้ในช่วงที่ระบบประกันภัยเผชิญกับความท้าทายด้านเสถียรภาพ และความเชื่อมั่น จากโควิดระบาด เป็นการซ่อมความเชื่อมั่นกลับคืนมา การสร้างความมั่นคงของระบบ”นายบุญฤทธิ์ กล่าว
นายบุญฤทธิ์ กล่าวว่า แผน 5 เป็นยกระดับบทบาทตัวเองให้รองรับความเสี่ยงเชิงโครงสร้างประเทศอย่างเหมาะสม เป็นแผนเชิงรุก และให้ปรับเปลี่ยนได้ทันตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ใช่แค่การทำให้ระบบประกันภัยเติบโต
“ผมเรียกแผนนี้ว่า อึด แข็งแรง แต่หยืดหยุ่นทนทานต่อการเปลี่ยนแปลง รับ สามารถรับภัยขนาดใหญ่ ความเสี่ยงภัยใหม่ ทั่ว ผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงประกันภัย และใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดและรับผิดชอบ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมกันขับเคลื่อน ต้องเป็นหุ้นส่วนในการบริหารความเสี่ยงของประเทศ ไม่ใช่แค่คนขายประกัน ร่วมกันเป็นรปภ.ดูแลสังคมไทย เมื่อเกิดภัยพิบัติ เราจะถอดชุดรปภ.แล้วสวมชุดกู้ชีพ ไปช่วยสังคม”นายบุญฤทธิ์ กล่าว
