
โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน
แต่เดิมมา เวลาดูหนังฝรั่ง อเมริกามักจะเล่นบทเป็นฮีโร่ เป็นตำรวจโลก เป็นพระเอก ส่วนผู้ร้ายก็มักจะเป็นพวกตะวันออกกลางบ้าง รัสเซียบ้าง จีนบ้าง ทำให้เราถูกฝังหัวแบบไม่รู้ตัวว่าอเมริกาเป็นคนดี ยิ่งมาตอนทำงาน กฎ ระเบียบ มาตรฐานการปฏิบัติงาน ฯลฯ ในแทบทุกสายอาชีพก็จะถูกกำหนดโดยพวกอเมริกา และยุโรป ก็เลยยิ่งทำให้เชื่อว่า พวกฝรั่งเป็นฝั่งคนดี
แต่ทีนี้พอมาเกิดเรื่องความตึงเครียดล่าสุดที่กังวลว่าจะปะทุเป็นสงครามในตอนนี้จากกรณีอเมริกาเคลื่อนทัพเรือบรรทุกเครื่องบิน USS Abraham Lincoln เข้าสู่ภูมิภาคเพื่อกดดันอิหร่านจากกรณีการปราบปรามผู้ประท้วงในประเทศ ก็เลย งง!!! เทียบกับกรณีอิสราเอลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซาจนถูกทั้งโลกประณาม ทำไมอเมริกาไม่ทำอะไรเลย
หรืออย่างกรณีกฎระเบียบต่างๆที่ร่างขึ้นโดยฝั่งอเมริกา ยุโรปเอง ก็ถูกละทิ้งหากขัดผลประโยชน์ ตัวอย่างการบุกจับผู้นำชาติอื่น การประกาศยึดกรีนแลนด์ ฯลฯ
เหตุการณ์ทั้งหมดทำให้นึกถึงจิตวิทยาการเงินเรื่อง Authority Bias เพราะหลายครั้งเราตัดสินใจว่าใครถูก เพียงเพราะว่าใครพูด (คุ้นๆเหมือนที่บ้านเลย เด็กรุ่นใหม่สมัยนี้ พ่อแม่พูดอะไรไม่ค่อยเชื่อ มองว่าคนละรุ่น แต่ถ้าเพื่อนพูดเชื่อเพื่อนมากกว่า เฮ้อ!!!) ยิ่งคนพูดเป็นคนที่มีอำนาจ ยิ่งเชื่อโดยไม่คิดเลย
เมื่อเชื่ออะไรไปแล้ว ก็มักจะตัดสินใจไปตามที่เชื่อ สุดท้ายหายนะก็เกิด โดยในทางจิตวิทยาทางการเงิน ตลาดมักจะเกิดอาการ “Panic” หรือ “Euphorias” (คึกคักผิดปกติ) ได้เพียงแค่ผู้นำประเทศหรือประธานธนาคารกลางออกมาพูดประโยคเดียว ตัวอย่างกรณีสหรัฐฯ และ อิหร่าน: เมื่อการเมืองขับเคลื่อนพอร์ตการเงิน
เมื่อเกิดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศนี้ (เช่น เหตุการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ หรือการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ) Authority Bias จะทำงานผ่านช่องทางหลักๆ ดังนี้:
1. คำแถลงของผู้นำ (The Power of Rhetoric)
• ปรากฏการณ์: เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ หรือผู้นำสูงสุดของอิหร่านออกมาขู่ว่าจะตอบโต้ด้วยกำลังทหาร นักลงทุนมักจะ “ขายก่อนถามทีหลัง”
• ผลกระทบ: ราคาน้ำมันดิบ (WTI/Brent) มักจะพุ่งสูงขึ้นทันที เพราะนักลงทุนเชื่อตามคำประกาศของ “ผู้มีอำนาจ” ว่าอุปทานน้ำมันจะขาดแคลน แม้ว่าในความเป็นจริงการผลิตอาจยังไม่ได้ลดลงเลยก็ตาม
2. บทวิเคราะห์จากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่
• ปรากฏการณ์: นักลงทุนมักให้น้ำหนักกับบทวิเคราะห์จากธนาคารระดับโลก (เช่น Goldman Sachs หรือ JP Morgan) ที่ประเมินสถานการณ์สงคราม
• Authority Bias: หากสถาบันเหล่านี้บอกว่า “สงครามโลกครั้งที่ 3 กำลังจะมา” คนจะแห่ไปซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง ทองคำ จนราคาสูงเกินจริง (Overshoot) เพียงเพราะเชื่อในชื่อชั้นของสถาบัน
3. การกำหนดนโยบายดอกเบี้ยและค่าเงิน
• เมื่อมีความไม่แน่นอนทางการเมือง ผู้คนจะแห่เข้าถือครอง เงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) เพราะความเชื่อมั่นในอำนาจของรัฐบาลสหรัฐฯ ว่าเป็นฐานที่มั่นสุดท้ายที่ปลอดภัยที่สุด (Safe Haven)

ข้อสังเกต: ในช่วงความขัดแย้ง ความกลัว (Fear) จะทำให้ Authority Bias รุนแรงขึ้น เพราะมนุษย์มองหา “ผู้นำ” หรือ “ที่พึ่ง” ในยามวิกฤตเสมอ
บทสรุป
ในกรณีสหรัฐฯ-อิหร่าน Authority Bias ทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง (Catalyst) ให้ตลาดการเงินผันผวนเกินความเป็นจริง หากเราเข้าใจจุดนี้ เราจะสามารถแยก “เสียงรบกวน” (Noise) ออกจาก “ความจริง” (Fact) และไม่ตัดสินใจผิดพลาดเพียงเพราะเชื่อคำพูดของผู้มีอำนาจเพียงฝ่ายเดียวครับ

