BAY โกยกำไร 31,738 ล้านบ.โต 6.86% “ติดล้อ”หนุนสินเชื่อโต-ตีมูลค่ายุติธรรม

HoonSmart.com>>ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ฟาดกำไรปี 68 จำนวน 31,738.44 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.86% จากปีก่อน เฉพาะไตรมาสที่ 4 กำไรสุทธิ 7,126  ล้านบาท โต 13.54% มาจากกำไรพิเศษปรับมูลค่ายุติธรรมเงินลงทุนใน”ติดล้อ โฮลดิ้งส์” (TIDLOR) รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  รายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมพอร์ตสินเชื่อTIDLOR ครึ่งปีหลัง ส่วนเป้าปี 69 มุ่งเน้นกลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  (BAY) รายงานผลประกอบการสำหรับปี 2568 มีกำไรสุทธิ 31,738.44 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 4.31 บาท  เพิ่มขึ้น  2,038.69 ล้านบาทหรือ +6.86% จากกำไรสุทธิ 24,612 ล้านบาท เฉพาะไตรมาสที่ 4 ปีที่ผ่านมา มีกำไรสุทธิ 7,126  ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 850 ล้านบาทหรือ +13.54% จากช่วงเดียวกันปีก่อนกำไรสุทธิ 6,276 ล้านบาท

ปัจจัยหลักที่ทำให้กำไรสุทธิปี 2568 เพิ่มขึ้น 6.86% มาจากกำไรพิเศษที่เกิดจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน บริษัท  ติดล้อ โฮลดิ้งส์ (TIDLOR) การเพิ่มขึ้นของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย และรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจากการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ในครึ่งหลังของปี

เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 1.7% หรือจำนวน 32,779 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนจากสินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ได้รับจากการรวมงบการเงิน (Consolidation) ของ TIDLOR กอปรกับการเติบโตของเงินให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ ขณะที่สินเชื่อขนาดกลางและขนาดย่อมปรับลดลง

ส่วนเงินรับฝาก ลดลง 4.8% หรือจำนวน 86,901 ล้านบาท จากสิ้นปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการลดลงของเงินรับฝากประจำ สะท้อนถึงการบริหารจัดการสภาพคล่องและต้นทุนทางการเงินเชิงรุก ท่ามกลางสภาวะที่เงินให้สินเชื่อเติบโตต่ำ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) เพิ่มขึ้นมาที่ 4.35% จาก 4.28% ในปีก่อนหน้า เป็นผลจากการบริหารต้นทุนทางการเงินเชิงรุกของธนาคารอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการรวมพอร์ตสินเชื่อที่มีอัตราผลตอบแทนสูงจาก TIDLOR ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 แม้ว่าความต้องการสินเชื่อโดยรวมจะอ่อนตัวลง

รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น 14.1% หรือ 6,402 ล้านบาท จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการ กำไรพิเศษจากการปรับมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนใน TIDLOR กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และหนี้สูญรับคืน

ขณะที่มีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 47.0% อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 3.26% เทียบกับ 3.23% ณ สิ้นปี 2567 ขณะที่สัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมอยู่ที่ 227 เบสิสพอยท์ สะท้อนการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างรอบคอบระมัดระวัง ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ 126.9% อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 20.69% เทียบกับ 19.38%

นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา  กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายของสภาพแวดล้อมในการดำเนินธุรกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน ในปี 2568 กรุงศรีดำเนินกลยุทธ์การเติบโตอย่างมีคุณภาพเพื่อรักษาคุณภาพของสินทรัพย์ ส่งผลให้เงินให้สินเชื่อเติบโต 1.7% จากปี 2567 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ 2.7% นอกจากนี้ การขยายตัวของสินเชื่อยังเกิดจากการรวมพอร์ตสินเชื่อของ TIDLOR ขณะที่อุปสงค์ภายในประเทศที่อ่อนแอ และความเชื่อมั่นในภาคธุรกิจที่ลดลง ส่งผลให้สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและสินเชื่อรายย่อยหดตัวลง

“ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นอย่างรอบด้าน กรุงศรียังคงมุ่งมั่นดำเนินการตามกลยุทธ์ที่สำคัญสำหรับปีนี้ โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการสินทรัพย์และต้นทุนทางการเงินอย่างรัดกุมต่อเนื่อง เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการบริหารความเสี่ยงที่รอบคอบระมัดระวัง นอกจากนี้ ธนาคารยังเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกค้ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างไม่เต็มศักยภาพ”

นายเคนอิจิให้ความเห็นเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจว่าในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.8% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ และลดลงจาก 2.1% ในปีก่อนหน้า สะท้อนถึงปัจจัยความท้าทายทั้งในเชิงวัฏจักรและเชิงโครงสร้าง การบริโภคมีแนวโน้มชะลอลงจากการเติบโตของรายได้ที่อ่อนแอ ขณะที่การส่งออกยังเผชิญแรงกดดันจากมาตรการเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท อย่างไรก็ตาม ภาคท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชนจะยังคงเป็นแรงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 35.5 ล้านคน และแรงสนับสนุนจากการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) โดยรวมแล้ว เศรษฐกิจไทยยังคงชะลอตัว โดยถูกจำกัดจากมาตรการกีดกันทางการค้าและการใช้จ่ายในประเทศที่ไม่แข็งแรง

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.93 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.74 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.65 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 336.60 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 20.69% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของคิดเป็น 16.41%