HoonSmart.com>>ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ มองเทรนด์หุ้นโลก กลุ่มยูทิลิตี้-เฮลท์แคร์ สหรัฐฯเด่นปี’69 จากแรงหนุนการใช้ไฟของ Data Center การเลือกตั้งมิดเทอมในสหรัฐฯ ลดน้ำหนักหุ้นเทค ด้านรายประเทศ จีน-อินเดีย สภาพคล่อง-นโยบายการเงินเอื้อต่อการเติบโต ย้ำเอไอบูมยังไม่ใช่ฟองสบู่เหตุพื้นฐานแกร่งและยั่งยืนกว่ายุคดอทคอม
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า กลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องคือ กลุ่มยูทิลิตี้ (Utility) เนื่องจากศูนย์ข้อมูล (Data Center) ต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก อีกทั้งยังมีการลงทุนใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่องในกลุ่มโรงไฟฟ้า ขณะเดียวกัน ค่าไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกาก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้กลุ่มนี้มีโอกาสเติบโตต่อไป
กลุ่มที่สองคือ กลุ่มเฮลท์แคร์ (Healthcare) เนื่องจากมีการปรับตัวขึ้นยังไม่มาก ช่วงหลังเริ่มเห็นแรงกระชากขึ้นมา นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายหุ้นในกลุ่ม AI หลังจากราคาปรับขึ้นแรง และหันกลับมาลงทุนในกลุ่มเฮลท์แคร์ อีกทั้งปีหน้าจะมีการเลือกตั้งมิดเทอมในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดว่าจะมีนโยบายสนับสนุนกลุ่มเฮลท์แคร์ให้กลับมาฟื้นตัวอีกครั้ง
สำหรับการลงทุนในรายประเทศ ชอบ ประเทศจีน เนื่องจากมีสภาพคล่องสูงจากนโยบายการเงินและการคลังที่ผ่อนคลายมากขึ้น รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ
อีกประเทศหนึ่งที่น่าสนใจคือ อินเดีย เพราะที่ผ่านมาเศรษฐกิจยังเติบโตน้อยกว่าหลายประเทศ แต่ในปี 2569 คาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายการเงินมากขึ้น โดยปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ประมาณ 5.25% ขณะที่เงินเฟ้ออยู่ต่ำกว่า 3% ทำให้ยังมีช่องว่างในการปรับลดดอกเบี้ยได้อีกพอสมควร จึงเชื่อว่าอินเดียจะกลับมาแสดงศักยภาพและทำผลงานได้โดดเด่นในปีหน้า
AI Boom vs Dotcom Bubble ทำไมรอบนี้ไม่เหมือนเดิม
นายคมศร กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นทั่วโลกได้รับแรงหนุนจากกระแสเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) จนหลายคนตั้งคำถามว่า เรากำลังเข้าสู่ฟองสบู่แบบยุค Dotcom หรือไม่ โดย TISCO ESU ประเมินความแตกต่างเชิงโครงสร้างระหว่างสองยุค และเหตุผลว่าทำไมการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม
1. มูลค่าหุ้นไม่ได้สูงเกินจริงเหมือนอดีต: ในยุค Dotcom ปี 2000 หุ้นผู้นำเทคโนโลยีมีค่า P/E เฉลี่ยสูงถึง 95.6 เท่า ขณะที่ปัจจุบันกลุ่ม Magnificent 7 รวม Microsoft, Apple, Nvidia และ Amazon มีค่าเฉลี่ยเพียง 35.5 เท่า ไม่นับรวม Tesla ที่มีค่า P/E สูงถึง 308.7 เท่า แต่โดยรวมตลาดไม่ได้อยู่ในระดับฟองสบู่แบบเดิม
2. IPO Activity ไม่มีความร้อนแรงแบบ FOMO: ปัจจุบันจำนวนและมูลค่า IPO ยังอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปี 1999–2000 ที่มีการระดมทุนอย่างบ้าคลั่ง สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากความตื่นตระหนกหรือการเก็งกำไรแบบสุดโต่ง (FOMO : Fear of Missing Out)
3. โครงสร้างเงินทุนแข็งแกร่ง: ยุค Dotcom ใช้เงินทุนจากหนี้สินเป็นหลัก ทำให้ความเสี่ยงสูงเมื่อกระแสเงินสดไม่เป็นไปตามคาด แต่รอบนี้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่มีงบดุลแข็งแกร่งและใช้เงินสดลงทุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อมูลค่าตลาดของ S&P 500 ลดลงต่อเนื่อง แสดงถึงความมั่นคงทางการเงิน
4. สภาพคล่องและเครดิตยังแข็งแรง: Credit Spread อยู่ในระดับต่ำ ไม่มีสัญญาณความตึงเครียดในตลาดตราสารหนี้ ขณะที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงและสภาพคล่องยังคงผ่อนคลาย ซึ่งต่างจากช่วงก่อนฟองสบู่แตกในอดีต
5. แนวโน้มกำไรยังหนุนตลาด: EPS ของ S&P500 คาดว่าจะเติบโตในระดับสูงต่อเนื่องใน 2 ปีข้างหน้า หากกำไรยังเป็นขาขึ้น ความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับฐานแรงจะต่ำลง
“การปรับขึ้นของตลาดที่ขับเคลื่อนด้วย AI แตกต่างจากยุคฟองสบู่ Dotcom อย่างชัดเจน ดังนั้น แม้จะมีความผันผวนตามธรรมชาติของตลาด แต่โครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่งทำให้รอบนี้มีความยั่งยืนมากกว่าเดิม”นายคมศร กล่าว
———————————————————————————————————————————————————–

