HoonSmart.com>>ทริสฯคงเรทติ้ง “ทรู คอร์ปอเรชั่น” (TRUE) ที่ “A+” ปรับแนวโน้มเป็น “บวก” จาก “คงที่”สะท้อนถึงความสามารถทำกำไรและกระแสเงินสดที่แข็งแกร่งขึ้น จากความสำเร็จในการควบรวมกิจการ คาดปี 69-71 EBITDA จะอยู่ในช่วง 1.12-1.19 แสนล้านบาทต่อปี EBITDA Margin ที่ระดับ 59-61% รักษาวินัยรายจ่ายลงทุน มีภาระหนี้สินตามเป้าของทริส
บริษัททริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น (TRUE) ที่ระดับ “A+” และปรับแนวโน้มอันดับเครดิตเป็น “บวก” จาก “คงที่” สะท้อนถึงความสามารถในการทำกำไรและกระแสเงินสด ที่แข็งแกร่งขึ้นจากการรับรู้ผลประโยชน์จากการผสานพลังทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายหลังจากความสำเร็จในการควบรวมกิจการ โดยคาดว่าผลการดำเนินงานจะดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 3 ปีข้างหน้าพร้อมทั้งการมีรายจ่ายลงทุนที่มีวินัยและมีภาระหนี้สินในระดับที่ยังคงสอดคล้องกับประมาณการของทริส
นอกจากนี้ยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 1.8 หมื่นล้านบาทซึ่งไถ่ถอนภายใน 10 ปีของบริษัทที่ระดับ “A+” ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ดังกล่าวไปใช้ชำระหนี้ที่มีอยู่
อันดับเครดิตยังคงสะท้อนถึงสถานะผู้นำทางการตลาดของบริษัทในธุรกิจโทรคมนาคมและบริการดิจิทัลของประเทศไทย รวมถึงการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งมีโครงข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ การถือครองคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตยังคงมีข้อจำกัดจากภาระหนี้สินที่อยู่ในระดับสูงของบริษัท
ในปี 2568 EBITDA ของบริษัทฯเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญมาอยู่ที่ระดับประมาณ 1.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 1.03 แสนล้านบาทในปี 2567 โดยมี EBITDA Margin เพิ่มขึ้นเป็น 54.4% จากเดิมที่ 49.7% ทั้งนี้ ความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งขึ้น เป็นผลมาจากการรับรู้ผลประโยชน์อย่างต่อเนื่องภายหลังจากการควบรวมกิจการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายที่ลดลง นอกจากนี้ บริษัทยังประสบความสำเร็จในการพลิกฟื้นกลับมามีผลกำไรโดยมีกำไรสุทธิที่จำนวน 9.2 พันล้านบาทหลังจากหักรายการค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียวที่เกี่ยวข้องกับการด้อยค่าของสินทรัพย์อีกด้วย
ทริสฯคาดว่าความสามารถในการทำกำไรของบริษัทจะยังคงแข็งแกร่งโดย EBITDA Margin จะอยู่ที่ระดับ 59-61% ในช่วงปี 2569-2571 สนับสนุนจากการรับรู้ผลประโยชน์ที่มีอย่างต่อเนื่องจากการควบรวมกิจการ รวมทั้งการเร่งนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ร่วมกับความพยายามในการปรับปรุงกระบวนการทำงานและควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การสิ้นสุดของข้อตกลงการใช้คลื่นความถี่กับ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ (NT) ตั้งแต่ไตรมาสที่ 3 ของปี 2568 ก็จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าคลื่นความถี่หมดไปแบบเต็มปีตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระแสเงินสดได้อย่างมาก จึงคาดว่า EBITDA จะอยู่ในช่วง 1.12-1.19 แสนล้านบาทต่อปีในช่วงประมาณการในขณะที่เงินทุนจากการดำเนินงานก็คาดว่าจะอยู่ในช่วง 9.1-9.8 หมื่นล้านบาทต่อปี
“ทริสฯคาดว่ารายได้จากการให้บริการ ซึ่งไม่รวมรายได้ค่าเชื่อมต่อโครงข่าย (IC) และรายได้จากการให้เช่าโครงข่ายจะเติบโตในระดับเล็กน้อยในช่วง 3 ปีข้างหน้า มีปัจจัยหนุนทั้งจากการขยายฐานผู้ใช้บริการและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของรายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ทั้งในส่วนของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง นอกจากนี้ การเติบโตจะมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนการจัดแพ็กเกจบริการแบบรวมกลุ่ม และกลยุทธ์การขายสินค้าและบริการเพิ่มเติม (Cross-selling/Upselling) ภายใต้สภาวะการแข่งขันที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นกัน
บริษัททรูมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรชั้นนำในประเทศไทย โดยบริษัทเป็นผู้นำในตลาดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และเป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงรายใหญ่อันดับที่สองของประเทศ นอกจากนี้ บริษัทยังมีบทบาทสำคัญในตลาดให้บริการโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก (Pay-TV) และตลาดให้บริการด้านการแพร่ภาพและกระจายเสียงอีกด้วย ความได้เปรียบในการแข่งขันจากโครงสร้างพื้นฐานด้านโครงข่ายที่ครอบคลุม การมีคลื่นความถี่ที่หลากหลาย และการมีผลงานซึ่งเป็นที่ยอมรับในอุตสาหกรรม บริษัทยังได้รับประโยชน์จากฐานผู้ใช้บริการจำนวนมากในตลาดโทรคมนาคมซึ่งช่วยให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economies of Scale) อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แบรนด์ “TRUE” ยังเป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีในหมู่ลูกค้าชาวไทยอีกด้วย ทั้งนี้ บริษัทมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่และฐานรายได้ที่แข็งแกร่งซึ่งสร้างรายได้จากการดำเนินงานรวมจากทุกสายธุรกิจที่จำนวน 1.97 แสนล้านบาทในปี 2568
หลังจากมีการปรับโครงสร้างการถือหุ้น โดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (CPG) และ Telenor Thailand Investment Pte. Ltd. (Telenor) แล้ว CPG จะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นหลักแม้ว่าจะมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นลงไปไม่เกิน 10% ก็ตาม บริษัทยังคงเป็นผู้นำในตลาดให้บริการสื่อสารแบบไร้สายของประเทศไทยในแง่ของฐานผู้ใช้บริการ โดย ณ เดือนธันวาคม 2568 บริษัทมีผู้ใช้บริการทั้งสิ้นจำนวน 47.5 ล้านรายซึ่งคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของส่วนแบ่งทางการตลาดทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ฐานผู้ใช้บริการของบริษัทลดลง 4.0%จากปีก่อนหน้าซึ่งเป็นผลจากการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการอย่างมีคุณภาพ ตลอดจนการเกิดเหตุขัดข้องชั่วคราวของโครงข่ายและสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
ในปี 2568 มูลค่าตลาดโดยรวมของบริการสื่อสารแบบไร้สายซึ่งไม่รวมค่าเชื่อมต่อโครงข่ายขยายตัว 2.5% มาอยู่ที่ 2.61 แสนล้านบาท โดยมีปัจจัยหนุนจาก ARPU ที่เพิ่มขึ้นเป็นสำคัญ และยังคงมีแนวโน้มไปในทิศทางบวก โดยเฉพาะในส่วนของระบบเติมเงินโดยมีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการใช้ข้อมูลที่เพิ่มสูงขึ้นและการใช้บริการ 5G ที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งนี้ ในแง่ของส่วนแบ่งทางการตลาดด้านรายได้นั้น บริษัทมีส่วนแบ่งในสัดส่วน 49.8% ในขณะที่ AIS มีส่วนแบ่งในสัดส่วน 50.2%
ในอนาคตทริสฯคาดว่าบริษัทจะค่อย ๆ สร้างฐานลูกค้ากลับมามากยิ่งขึ้นโดยผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายฐานลูกค้าเดิมและการขยายการให้บริการเพิ่มเติมนอกเหนือจากบริการเชื่อมต่อหลัก ในการนี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นไปที่การเสริมสร้างคุณภาพโครงข่ายให้แข็งแกร่งและการใช้ประโยชน์จากจำนวนคลื่นความถี่ที่กว้างขวางและครอบคลุมเพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของปริมาณการรับส่งข้อมูล การได้มาซึ่งใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ช่วยสนับสนุนขีดความสามารถในการให้บริการของบริษัทหลังจากข้อตกลงคลื่นความถี่ 850 เมกะเฮิรตซ์หมดอายุและความร่วมมือพันธมิตรคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์กับ NT สิ้นสุดลงในเดือนสิงหาคม 2568
ทั้งนี้ ในเดือนมิถุนายน 2568 บริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น (TUC) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นทั้งหมดประสบความสำเร็จในการประมูลและได้ใบอนุญาตคลื่นความถี่ 2300 เมกะเฮิรตซ์และ 1500 เมกะเฮิรตซ์ โดยใบอนุญาตแต่ละใบมีอายุ 15 ปีและใบอนุญาตคลื่นความถี่ใหม่ทั้ง 2 คลื่นนี้มีมูลค่ารวมกันประมาณ 2.64 หมื่นล้านบาท ซึ่งประมาณ 1.32 หมื่นล้านบาทนั้นบริษัทได้จ่ายชำระเป็นงวดเสร็จสิ้นแล้วในปี 2568 ส่วนงวดที่เหลือมีกำหนดชำระในปี 2571 และปี 2572
ปัจจุบันบริษัทเป็นผู้ถือครองคลื่นความถี่ระดับชั้นนำในประเทศไทยครอบคลุมถึง 8 ย่านความถี่ ทริสฯคาดว่าคลื่นความถี่ใหม่ จะช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพของคลื่นความถี่ในระยะยาว รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายด้านการลงทุนของโครงข่าย และทำให้ค่าใช้จ่ายในการเช่าหมดไปซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนความสามารถในการทำกำไรให้ดีขึ้น
ทริสฯคาดว่าระดับหนี้สินของบริษัทจะค่อย ๆดีขึ้นในช่วงปี 2569-2571 โดยได้รับแรงหนุนจากการเติบโตของกำไรตามที่คาดการณ์ไว้ อัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อ EBITDA คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.5-4.0 เท่าจากเดิมที่ 4.5 เท่าในปี 2568 ในขณะที่อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินก็จะแข็งแกร่งขึ้นมาอยู่ที่ 20%-24% จากเดิมที่ 18%
อย่างไรก็ตาม ทริสฯคาดว่าข้อจำกัดด้านโครงสร้างเงินทุนของบริษัทจะยังคงอยู่ต่อไปตลอดช่วงประมาณการ โดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนจะยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 84-86% ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการเงินลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงงบลงทุนรายปีที่จำนวนประมาณ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทเพื่อการบูรณาการและขยายโครงข่าย รวมถึงค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปีที่จำนวนประมาณ 1.0-1.3 หมื่นล้านบาท และการจัดหาคลื่นความถี่ใหม่อีกจำนวนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ แนวทางของบริษัทในการคงอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูงที่ไม่น้อยกว่า 70% ของกำไรสุทธิก็มีแนวโน้มที่จะทำให้การเพิ่มขึ้นของส่วนของผู้ถือหุ้นมีจำกัดอีกด้วย
บริษัทจะมีสภาพคล่องอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดย ณสิ้นปี 2568 บริษัทมีเงินสดในมือจำนวน 1.79 หมื่นล้านบาทและมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้จำนวนประมาณ 1.04 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ บริษัทจะมีเงินทุนจากการดำเนินงานที่จำนวนเกือบ 9.2 หมื่นล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ในขณะที่ในเดือนก.พ.2569 บริษัทยังได้รับวงเงินสินเชื่อเพิ่มเติมอีกจำนวน 2 หมื่นล้านบาทเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางด้านสภาพคล่อง
เงินทุนดังกล่าวจะถูกจัดสรรไปเป็นค่าใช้จ่ายลงทุนและใช้ชำระคืนหนี้หุ้นกู้และหนี้สินระยะยาวที่จะครบกำหนด โดยภาระผูกพันในอีก 12 เดือนข้างหน้า ประกอบด้วยหุ้นกู้และหนี้สินระยะยาวจำนวนประมาณ 6.6 หมื่นล้านบาท หนี้สินตามสัญญาเช่าจำนวน 1.74 หมื่นล้านบาท และหนี้เงินกู้ระยะสั้นอีกจำนวน 1.6 พันล้านบาท นอกจากนี้ ยังรวมถึงเงินลงทุนจำนวนประมาณ 3.2 หมื่นล้านบาท และการจ่ายชำระค่าใบอนุญาตจำนวน 1 หมื่นล้านบาทในปี 2569 ด้วย
บริษัทยังคงพึ่งพาการออกหุ้นกู้เป็นหลักซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 81% ของหนี้สินทั้งหมด ณสิ้นปี2568 ทริสฯคาดว่าหนี้สินที่จะครบกำหนดส่วนใหญ่นั้นบริษัทจะต้องทำการรีไฟแนนซ์ และเมื่อพิจารณาจากสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งขึ้นและผลการดำเนินงานที่คาดว่าจะดีขึ้นของบริษัทแล้ว ทริสเรทติ้งก็มองว่าบริษัทจะสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงในการรีไฟแนนซ์ได้
ณ สิ้นปี2568 บริษัทมีหนี้สินรวมซึ่งไม่รวมหนี้สินตามสัญญาเช่าและภาระหนี้จากค่าใบอนุญาตคลื่นความถี่จำนวนทั้งสิ้น 3.26 แสนล้านบาท โดยมีหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนในสัดส่วนประมาณ 11% ของหนี้สินรวม
