‘ไทยประกันชีวิต’แบรนด์ประกันชีวิตสัญชาติไทยเบอร์ 1 หุ้นเมกะเทรนด์ กำไรปี 64 ออลไทม์ไฮ

HoonSmart.com>>บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) (“ไทยประกันชีวิต” หรือ “บริษัทฯ”) บริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของไทยที่ก่อตั้งโดยคนไทยและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เมื่อพิจารณาจากรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวมจากข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทยสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2563 และ 2564 และสำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565 ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตเสนอขายหุ้นสามัญต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) 

 

นอกจากบริษัทฯ จะมีเบี้ยประกันภัยรับรวมเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศแล้ว ยังเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่อยู่ในใจของคนไทย ด้วยความแข็งแกร่งแบบครบเครื่อง รวมถึงกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่แตกต่าง ส่งผลให้กำไรสุทธิของไทยประกันชีวิตสูงสุดเป็นประวัติการณ์จำนวน 8,394 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งการที่จะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของการระดมทุนของไทยประกันชีวิตในครั้งนี้ คือ เพื่อนำไปลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation) และการทำการตลาด เสริมสร้างความแข็งแกร่งของช่องทางจัดจำหน่ายผ่านทางพันธมิตร และเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเงินทุนเพื่อให้พร้อมต่อการเติบโตอย่างในอนาคต

ไทยประกันชีวิตมีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง สามารถทำกำไรได้ในทุกๆ วงจรธุรกิจ ด้วยภาพลักษณ์แบรนด์ของความเป็น “คู่คิด เพื่อทุกชีวิต รู้รอบ รอบรู้ คนดี มุ่งมั่นทำดี และ มองไกลและทุ่มเท” กลยุทธ์ทางธุรกิจมุ่งเน้นไปในสามประเด็นหลัก ได้แก่ 1.การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล 2.การรักษาความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาด ด้วยการเติบโตอย่างยั่งยืน และ 3.การยกระดับประสบการณ์และความภักดีของลูกค้า ภายใต้จุดเด่นของบริษัทฯ 6 ด้าน ได้แก่

1. แบรนด์ “ไทยประกันชีวิต” มีความน่าเชื่อถือและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง จากความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ผ่านโฆษณาหลายชุดที่สร้างความประทับใจ จนแบรนด์ไทยประกันชีวิตได้รับรางวัลมากมายทั้งจากในประเทศและระดับสากล โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563 Nielsen ได้จัดอันดับให้คุณภาพแบรนด์ของบริษัทฯ อยู่ในอันดับที่สองของอุตสาหกรรมประกันชีวิต เมื่อพิจารณาจากความชื่นชอบของแบรนด์ และความเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการของแบรนด์ ซึ่งสะท้อนว่า “ไทยประกันชีวิต” เป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ได้รับความนิยม และลูกค้ามีแนวโน้มที่จะแนะนำต่อ

2. ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและครบวงจร ทั้งการคุ้มครองชีวิต การออม การลงทุน และการวางแผนมรดก รวมถึงสัญญาเพิ่มเติม เช่น ประกันสุขภาพ ประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล ซึ่งออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ครอบคลุมทั้งประกันชีวิตประเภทบุคคลและประเภทกลุ่ม โดยบริษัทฯ เป็นผู้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้บริษัทฯ มีรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวมคิดเป็น 12.9% ของอุตสาหกรรมประกันชีวิต (สำหรับรอบระยะเวลา 3 เดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2565) ซึ่งนโยบายของไทยประกันชีวิตยังมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีนวัตกรรม มีการเติบโตสูงและมูลค่าสูง เพื่อสร้างกำไรอย่างมั่นคง

3. บริษัทฯ มีเครือข่ายตัวแทนประกันชีวิตมืออาชีพ โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 จำนวนตัวแทนประกันชีวิตทั้งหมดของบริษัทฯ มีมากกว่า 64,000 ราย ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นตัวแทนประกันชีวิตครอบคลุมในพื้นที่ต่างจังหวัดมากกว่า 49,000 ราย อีกทั้งยังมีสาขาและศูนย์บริการ 264 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวยากที่จะสร้างได้ในระยะเวลาอันสั้น

4. ช่องทางการขายผ่านพันธมิตรและอื่น ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว เป็นจุดเชื่อมต่อกับลูกค้าทั่วประเทศไทย โดยบริษัทฯ มีความยืดหยุ่นที่จะเข้าเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินหลากหลายแห่ง ทั้งในรูปแบบการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แต่เพียงผู้เดียว (Exclusive) และแบบทั่วไป (Non-exclusive) ซึ่งช่วยให้บริษัทฯ มีความคล่องตัวในการเลือกพันธมิตรที่ดีที่สุด และสามารถมุ่งเน้นไปยังกลุ่มลูกค้าที่แตกต่างกันได้ ตลอดจนบริษัทฯ มีช่องทางจัดจำหน่ายอื่น ๆ อาทิ การขายทางโทรศัพท์ หรือ E-Commerce นอกจากนั้นยังมีแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ทำให้สามารถเชื่อมต่อการดูแลกับลูกค้าอย่าง “แอปพลิเคชัน ไทยประกันชีวิต” ที่มียอดดาวน์โหลดถึง 465,627 ครั้ง และมีจำนวนผู้ใช้ที่ลงทะเบียน 311,033 ราย (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565) นอกจากสร้างประสบการณ์แบบครบวงจรให้กับลูกค้าแล้ว ยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ

5. สถานะการเงินที่แข็งแกร่ง ได้รับการจัดอันดับจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดับสากล ฟิทช์ เรทติ้งส์ ในเดือนเมษายน 2565 โดยบริษัทฯ ได้รับเรทติ้งระดับ A- (ระดับสากล) และ AAA (tha) (ระดับประเทศไทย) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงทางการเงินของบริษัทฯ

6. คณะผู้บริหารที่มีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน นำทัพโดย “ไชย ไชยวรรณ” กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารทั้งคนไทย และต่างชาติที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในแต่ละสาขา และมีบริษัท Meiji Yasuda Life Insurance จำกัด (MY) หนึ่งในบริษัทประกันชีวิตรายใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น เข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นเชิงกลยุทธ์ ในสัดส่วน 15% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้ว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน นำศักยภาพด้านเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยให้บริษัทฯ เปลี่ยนผ่านสู่องค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงกลยุทธ์และด้านดิจิทัล นอกจากนี้ MY ยังช่วยให้ไทยประกันชีวิตเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มตลาดใหม่ๆ โดยอาศัยความสัมพันธ์ทางธุรกิจระดับโลกของ MY โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบริษัทสัญชาติญี่ปุ่น เช่น การขยายตลาดองค์กรญี่ปุ่น (Japanese Worksite Marketing) เป็นต้น

“ธุรกิจประกันชีวิตเป็นการรับประกันระยะยาวแก่ลูกค้า ความมั่นคงทางการเงินถือเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่งที่ลูกค้าใช้ในการตัดสินใจ โดยบริษัทฯ ยังเป็นหนึ่งในบริษัทประกันชีวิตชั้นนำในตลาดประเทศไทยอีกด้วย”นายไชยกล่าว

ไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ความแข็งแกร่งของบริษัทฯ มาจากประสิทธิภาพในการดำเนินงาน รวมถึงการกำกับดูแลกิจการ และการบริหารความเสี่ยงที่ดี แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในปี 2562-2564 บริษัทฯ ก็ยังคงมีกำไรสุทธิ และสามารถสร้างสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (ออลไทม์ไฮ) ที่ 8,394 ล้านบาทในปี 2564 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจำนวน 7,692 ล้านบาทในปี 2563 และ 6,777 ล้านบาทในปี 2562 ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสม (CAGR) 11.29% ต่อปี และสำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 และ 2565 กำไรสุทธิของบริษัทฯ มีจำนวนเท่ากับ 3,307.97 ล้านบาท และ 3,793.28 ล้านบาท ตามลำดับ

โดยบริษัทฯ มีกำไรที่ดีขึ้นจากการให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานลดลง และอัตรากำไรจากการดำเนินงานในปี 2562-2564 มีจำนวนเท่ากับ 9.28% 10.50% และ 11.94% ตามลำดับ และสำหรับรอบระยะเวลาสามเดือนสิ้นสุดวันที่ 31 มีนาคม 2564 และ 2565 อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฯ มีจำนวนเท่ากับ 22.50% และ 24.65% ตามลำดับ

พอร์ตลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ดี

บริษัทฯ โชว์ความสำเร็จในการเพิ่มอัตราผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน จากการปรับใช้กลยุทธ์การลงทุน และจะยังคงเดินหน้าเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุน ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯ ลงทุนอยู่ในตราสารหนี้ เงินให้กู้ยืม เงินฝากประจำ และเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 87.21% ของสินทรัพย์ทางการเงินเพื่อการลงทุนของบริษัทฯ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวเป็นพันธบัตรรัฐบาล 41.28% และหุ้นกู้เอกชน 29.92% โดยหุ้นกู้เอกชนส่วนใหญ่ที่ลงทุนได้รับการจัดอันดับเครดิตที่ A- ขึ้นไป และบริษัทฯ ยังลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะกลางและระยะยาว เพื่อลดความแตกต่างของระยะเวลาครบกำหนดของสินทรัพย์และหนี้สิน ซึ่งจะเห็นได้ว่าความแตกต่างของระยะเวลาครบกำหนดระหว่างสินทรัพย์ต่อหนี้สิน (Duration Gap) ลดลงมาอยู่ที่ 0.16 ปี ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 เทียบกับ 3.21 ปี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562

ที่สำคัญ เงินลงทุนในตราสารหนี้นั้น บริหารจัดการโดยบุคลากรของบริษัทฯ เอง ซึ่งมีประสบการณ์ในด้านการลงทุนมายาวนานไม่ต่ำกว่า 15 ปี

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีการลงทุนในต่างประเทศด้วย โดยอาศัยสัญญาแลกเปลี่ยนเงินต้นและดอกเบี้ยต่างสกุลเงิน (Cross Currency Swaps) และสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดย ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 49.75% ของพอร์ตตราสารทุนของบริษัทฯ ได้รับการบริหารจัดการโดยผู้บริหารจัดการกองทุนภายนอกทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บริษัทฯ ติดตามความผันผวนของหุ้นอย่างใกล้ชิดและปรับกลยุทธ์การลงทุน ทุก ๆ 2 สัปดาห์ เช่น ในช่วงเริ่มต้นของการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บริษัทฯ ได้ลดและจัดสรรพอร์ตการลงทุนในตราสารทุน เพื่อจัดการความเสี่ยง ส่งผลให้สถานะเงินทุนของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนความเพียงพอของเงินกองทุนอยู่ที่ 360.57% ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่สูงกว่าข้อกำหนดขั้นต่ำปัจจุบันของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่กำหนดไว้ที่ 140% เป็นอย่างมาก

นอกจากการขับเคลื่อนธุรกิจให้เข้มแข็งแล้ว บริษัทฯ ยังมุ่งเน้นการเติบโตอย่างยั่งยืน ต้องการเป็นทุกคำตอบของการประกันชีวิต หรือ Life Solutions Provider โดยมุ่งมั่นที่จะทำให้ลูกค้ามีสุขภาพที่ดี มีชีวิตที่ยืนยาว ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและมั่นคงกับเงินออมที่มีอยู่ พร้อมตระหนักถึงความสำคัญต่อความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าของธุรกิจ รวมทั้งความสำคัญในการได้รับการพิจารณาว่าเป็นองค์กรที่คำนึงถึงการบริหารงานด้วยหลักธรรมาภิบาล สิ่งแวดล้อม และสังคม ตามแนวทาง ESG เพื่อให้บริษัทฯ และสังคมไทยเติบโตอย่างยั่งยืนควบคู่กัน ภายใต้แนวคิดที่ว่า “ถ้าสังคมอยู่ได้ บริษัทก็อยู่ได้”

ธุรกิจประกันชีวิตยังโตอีกไกล

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอุตสาหกรรมประกันชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีบริษัทประกันชีวิตจำนวน 21 ราย ส่วนแบ่งทางการตลาดส่วนใหญ่มาจากบริษัทประกันชีวิต 5 แห่ง (รวมถึงไทยประกันชีวิต) ซึ่งมีเบี้ยประกันภัยรับรวมคิดเป็นสัดส่วน 74.6% ของรายได้เบี้ยประกันภัยรับรวมของอุตสาหกรรมในปี 2563 เชื่อว่าตลาดประกันชีวิตในประเทศไทยยังคงมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากประเทศไทยมีสัดส่วนของค่าเบี้ยประกันชีวิตต่อ GDP (Insurance Penetration Rate) ที่ค่อนข้างต่ำ รวมถึงการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอีกด้วย

ไทยประกันชีวิต หรือ TLI นอกจากจะมีประวัติการดำเนินงานมายาวนานกว่า 80 ปี ยังเสริมด้วยจุดแข็งครบเครื่อง สนับสนุนให้กำไรเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน…

#หุ้นไทยประกันชีวิต #หุ้นTLI #TLI_IPO #หุ้นที่เคียงข้างคนไทย

หมายเหตุ: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเผยแพร่ในประเทศไทยเท่านั้น และไม่ถือเป็นการเสนอขายหลักทรัพย์ ห้ามมิให้มีการทำซ้ำ ส่งต่อ หรือเผยแพร่เอกสารฉบับนี้โดยไม่ได้รับอนุญาต