HoonSmart.com>> บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ตั้งเป้าดัชนีสิ้นปี 64 ระดับ 1,600 จุด เน้นกลุ่มปิโตรเคมี-แบงก์-อสังหาริมทรัพย์-ไฟแนนซ์ คาดไตรมาส 1 ดัชนีแกว่งขึ้น ช่วงนี้ชู 4 หุ้นเด่น SCC-LH-TMB-SINGER ส่วนบล.โนมูระพัฒนสิน เตือนภาพสั้นต่างชาติเริ่มขายหุ้นเอเชีย -2,728 ล้านเหรียญ ครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ ปีหน้าเล่น 7 ธีมเน้นคุณภาพ ไม่ใช่วัฎจักร คลังเล็งปรับเป้า GDP ปีหน้าโตไม่ถึง 4.5% ธปท.ยันแบงก์-ประกันแกร่ง หุ้นวันแรกของสัปดาห์ ดัชนีพักฐาน -6.54 จุด สถาบันทิ้งนำ 3,503 ล้านบาท ต่างชาติขาย 2,962 ล้านบาท กลุ่มขนส่งทางอากาศ-ทะเลปรับตัวขึ้น RCL เด่น

นายวิจิตร อารยะพิศิษฐ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์เป้าหมายดัชนีตลาดหลักทรัพย์สิ้นปี 64 ที่ 1,600 จุด เน้นกลุ่มปิโตรเคมี, ธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์ และไฟแนนซ์ ส่วนหุ้นเด่นในไตรมาสนี้ เลือก SCC ราคาเป้าหมาย 430 บาท LH เป้าหมาย 9.50 บาท TMB เป้าหมาย 1.40 บาทและ SINGER เป้าหมาย 21 บาท
สำหรับแนวโน้มไตรมาส 1/64 คาดแกว่งขึ้น ขานรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ ด้วยแรงขับเคลื่อนจากนโยบายการคลัง กระตุ้นการบริโภค หนุนความเชื่อมั่นต่อการลงทุนของภาคเอกชนมากยิ่งขึ้น ภาคส่งออกที่มีแนวโน้มขยายตัวตามการฟื้นตัวของประเทศคู่ค้าสำคัญ ผสานการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับต่ำช่วยผ่อนคลายเรื่องต้นทุน ด้วยปัจจัยบวกเหล่านี้จะเป็นส่วนที่ช่วยปรับประมาณการกำไรของบริษัทจดทะเบียนขึ้นในช่วงถัดไป หนุนกระแสเงินทุนต่างชาติยังมีโอกาสไหลเข้าตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง
บล.โนมูระ พัฒนสินเตือนภาพระยะสั้น เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา (7-11 ธ.ค.2563) ต่างชาติขายสุทธิในเอเชียรวม -2,728 ล้านเหรียญ ครั้งแรกในรอบ 6 สัปดาห์ (ไม่นับเม็ดเงิน MSCI Rebalance) ซึ่งตลาดหุ้นไทยปิดทำการหลายวัน จับตาว่าเงินที่ไหลเข้าในไทยจะสะดุดตามภูมิภาคหรือไม่
อย่างไรก็ตามตลาดยังมีจิตวิทยาเชิงบวกจากการฉีดวัคซีนต้านโรคโควิด-19 ในสหรัฐ แต่ปัจจัยสำคัญ คือมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเฟส 4 ซึ่งวันนี้วุฒิสภาเตรียมเปิดเผยรายละเอียดร่างวงเงิน 9.8 แสนล้านเหรียญ ยังมีความเสี่ยงที่สภาผู้แทนราษฎรจะไม่รับร่างดังกล่าว ส่วนประเด็น Brexit ทั้ง UK และ EU ยืนยันที่จะเจรจากันต่อ เป็นจิตวิทยาบวกเล็กๆจากฝั่งยุโรป
สำหรับการลงทุนในปี 2564 เบื้องต้นเน้น 7 ธีม ได้แก่ 1.กลุ่มที่เกี่ยวข้องกับพลังงานสีเขียว 2.คอมมูนิตี้ขั้นกลางปลายเด่น อาทิ TOP, SCGP, IVL, VNT 3.กลุ่มอาหาร CPF, TU, GFPT, XO 4.หุ้นพื้นฐานดีกระแสเงินสดสูง เช่น OSP, INTUCH, ADVANC, BBL, TISCO 5.เซมิคอนดักเตอร์ KCE, HANA, DELTA, SMT 6.อุปโภคบริโภค CRC, CPALL และ7หุ้นที่ P/E ต่ำ13 เท่า กำไรเด่น GFPT, SNC, HTC, XO, SPALI, AP
ด้านน.ส.กุลยา ตันติเตมิท รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังเตรียมปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP)ในปี 2564 ใหม่ โดยมีแนวโน้มปรับลดลงจากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัวที่ 4.5% เพราะฐานที่สูง ในปีนี้คงจะไม่ลดลงมากถึง -7.7% หลังจากดีขึ้นเกินคาดในไตรมาส 3 ที่ผ่านมา
ด้านตลาดหุ้นหลังจากหยุดยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่วันที่ 10 ธ.ค.ที่ผ่านมา เปิดการซื้อขายวันแรก (14 ธ.ค.) ดัชนีแกว่งผันผวนสูงเกือบ 20 จุด โดยเปิดบวก และขึ้นไปสูงสุด 1,495.18 จุด เพิ่มขึ้น 12.51 จุด ก่อนที่ไหลลงไปติดลบ 11 จุด แตะต่ำสุด 1,471.56 จุด และปิดที่ระดับ 1,476.13 จุด -6.54 จุด หรือ -0.44% มูลค่าการซื้อขาย 107,352.26 ล้านบาท เกิดจากสถาบันไทยขาย 3,503.55 ล้านบาท ตามด้วยต่างชาติขายสุทธิ 2,962.72 ล้านบาท ด้านนักลงทุนไทยซื้อสุทธิ 6,112.44 ล้านบาทและบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 353.83 ล้านบาท ส่วนตลาดตราสารหนี้ กลุ่มบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ซื้อสุทธิ 17,617 ล้านบาท บริษัทประกันภัย ซื้อสุทธิ 2,590 ล้านบาท ต่างชาติขายเล็กน้อย 734 ล้านบาท
ตลาดที่ปรับตัวลงเกิดจากแรงขายหุ้นขนาดใหญ่ทั้งพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคารพาณิชย์ ขณะที่ยังมีแรงซื้อหุ้นอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มขนส่งทางอากาศ และทางทะเล นำโดย RCL ราคาปิดที่ 12.30 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท หรือ+13.89% บล.กสิกรไทย แนะ”ซื้อ” ให้ราคาพื้นฐาน 15 บาท คาดผลตอบแทนที่ดีกว่าตลาดในช่วงครึ่งแรกของปี 2564 จากกำไรที่แข็งแกร่งในไตรมาส 4/2563 และปี 2564 ค่าระวางที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากแรงกดดันด้าน supply และการส่งออกที่ฟื้นตัว
นายรณดล นุ่มนนท์ รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้แจ้งธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งให้จัดส่งข้อมูลภายในสิ้นปีนี้ เกี่ยวกับการช่วยเหลือลูกหนี้ผ่านมาตรการต่างๆ รวมถึงการปรับโครงสร้างหนี้ หลังหมดมาตรการพักหนี้เป็นการทั่วไปเมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา เพื่อประเมินและนำมาพิจารณาแผนการว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ซึ่งต้องการให้แบงก์เร่งปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้เร็ว จะช่วยให้ลูกหนี้กลับมาจัดชั้นเป็นลูกหนี้ปกติได้เร็วขึ้น
ด้านธปท.เปิดเผยผลการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน (กนส.) เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2563 ที่ประชุมฯ เห็นว่าระบบการเงินไทยโดยรวมยังมีเสถียรภาพ โดยธนาคารพาณิชย์ และธุรกิจประกันภัยมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง ขณะที่ตลาดการเงินมีเสถียรภาพและสามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติ ส่วนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแม้ว่าดีกว่าคาด แต่ยังต้องใช้เวลาและมีความไม่แน่นอน ทั้งจากความเสี่ยงของการระบาดของโควิด-19 ในประเทศระลอกสอง
นายวศิน ไสยวรรณ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) เปิดเผยว่า แนวโน้มการให้สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่นปี 2563 มีโอกาสเติบโตมากกว่าเป้าหมายที่คาดว่าจะทรงตัวจากปีก่อน หลังจากในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมาสินเชื่อดังกล่าวเติบโต 4-5% ลูกค้าได้ยื่นขอใช้สินเชื่อเข้ามาค่อนข้างมาก เพื่อมุ่งรักษาสภาพคล่องทางการเงิน หลังภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ขณะเดียวกันสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลต่อความกังวลของนักลงทุน ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจรายใหญ่ชะลอการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้และตราสารทุน หันมาขอใช้วงเงินสินเชื่อแทน

