ทริสลดเครดิต KSL เป็น ‘A-‘กำไรลดลง-อุตสาหกรรมน้ำตาลฟื้นช้า

HoonSmart.com>>ทริสปรับลดเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ของบริษัทน้ำตาลขอนแก่น จาก A  เป็น  A-  สะท้อนผลดำเนินงานลดลงอย่างต่อเนื่อง  คาดอุตสาหกรรมน้ำตาลจะค่อยๆฟื้นตัวตั้งแต่ปีบัญชี 2563 เป็นต้นไป   โรงงานน้ำตาลในต่างประเทศยังขาดทุน บริษัทกำลังขายที่กัมพูชา  ลาวยังต่ำกว่าจุดคุมทุน ภาระหนี้เพิ่มขึ้น ได้ธุรกิจเกี่ยวเนื่อง ไฟฟ้า-ปุ๋ยมาช่วยธุรกิจหลัก

บริษัททริสเรทติ้งลดอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันของ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น (KSL) เป็นระดับ “A-” จากเดิมที่ระดับ “A” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” สะท้อนถึงผลประกอบการที่ลดลงอย่างต่อเนื่องและอุตสาหกรรมน้ำตาลที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด

บริษัทฯ มีประสบการณ์ที่ยาวนานในอุตสาหกรรมน้ำตาลและการขยายกิจการไปสู่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจน้ำตาล แต่อันดับเครดิตถูกลดทอนบางส่วนจากราคาน้ำตาลที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงความผันผวนของปริมาณผลผลิตอ้อย และความเสี่ยงจากการดำเนินธุรกิจอ้อยและน้ำตาลในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) และประเทศกัมพูชา

ผลการดำเนินงานในปีบัญชี 2561 ต่ำกว่าการคาดการณ์ของทริสฯ เนื่องจากราคาน้ำตาลที่ลดลงอย่างมากจากผลผลิตส่วนเกินของอ้อยทั่วโลก ส่งผลทำให้กำไรของบริษัทลดลง โดยอัตรากำไรจากการดำเนินงานซึ่งวัดจากอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 13.8% ในปีบัญชี 2561 เมื่อเทียบกับระดับ 10.5% ในปีบัญชี 2560 แต่ต่ำกว่าที่ทริสฯคาดการณ์ไว้ที่ระดับ 17.8% ทั้งนี้ กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 2,890 ล้านบาทในปีบัญชี 2561 ซึ่งต่ำกว่าประมาณการของทริสที่ระดับ 3,400 ล้านบาท

ในปีบัญชี 2563 การบริโภคน้ำตาลทั่วโลกมีแนวโน้มที่จะลดลงต่ำกว่าปริมาณผลผลิต ซึ่งจะยังคงเป็นปัจจัยด้านลบต่อราคาน้ำตาลทั่วโลก แต่ทริสคาดว่าวัฏจักรขาลงในอุตสาหกรรมน้ำตาลจะค่อย ๆ ฟื้นตัวตั้งแต่ปีบัญชี 2563 เป็นต้นไป หลังจากราคาตกต่ำมา 3 ปีช่วยทำให้ปริมาณการผลิตอ้อยและน้ำตาลส่วนเกินลดลง มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำตาลทรายจะอยู่ที่ระดับราคาเฉลี่ย 14.0-16.0 เซนต์ต่อปอนด์เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ย 6 เดือนในปีบัญชี 2562 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.5 เซนต์ต่อปอนด์ ดังนั้น ทริสเรทติ้งจึงคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทน่าจะค่อย ๆ ฟื้นตัว มาอยู่ที่ระดับ 15-16% ในปีบัญชี 2562-2565

บริษัทดำเนินธุรกิจโรงงานน้ำตาลใน (สปป. ลาว) และประเทศกัมพูชามาตั้งแต่ปีบัญชี 2553 โดยมีเงินลงทุนทั้งสิ้นประมาณ 1,600 ล้านบาท ณ เดือนต.ค. 2561 และมีการด้อยค่าของเงินลงทุนทั้งสิ้น 1,400 ล้านบาท ดังนั้น มูลค่าทางบัญชีของเงินลงทุนของบริษัทย่อยในทั้ง 2 ประเทศจึงลดลงเหลือ 200 ล้านบาท บริษัทมีสัดส่วนรายได้ที่มาจาก สปป. ลาว และกัมพูชาน้อยกว่า 5% ของรายได้รวม ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างขั้นตอนการขายเงินลงทุนในกัมพูชา ส่วนปริมาณน้ำตาลที่ผลิตได้ใน สปป. ลาว นั้นก็ยังคงต่ำกว่าจุดคุ้มทุนในปีการผลิต 2561/2562 รวม 2 ประเทศผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ 21 ล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปีบัญชี 2562 ทริสฯคาดว่าการดำเนินธุรกิจน้ำตาลใน สปป. ลาว และกัมพูชาของบริษัทจะยังคงเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ

ขณะเดียวกัน ภาระหนี้รวมของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 2.36 หมื่นล้านบาท ณ เดือนต.ค. 2561 จาก 2.18 หมื่นล้านบาท ณ เดือนต.ค. 2560 ระยะเวลาเก็บสินค้าคงเหลือเพิ่มขึ้นเป็น 97 วันในปีบัญชี 2561 เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยที่ 77 วันในช่วงปีบัญชี 2559-2560 สาเหตุมาจากการมีสินค้าคงเหลือจากสัญญาขายน้ำตาลที่ยังไม่ได้ส่งมอบที่เพิ่มขึ้นในปีการผลิต 2560/2561 ดังนั้น บริษัทจึงยังคงมีความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้าม แผนการลงทุนมีแนวโน้มจะลดลง คาดว่าค่าใช้จ่ายลงทุน จะอยู่ที่ระดับ 400-900 ล้านบาทต่อปีในช่วงปีบัญชี 2562-2565 ส่วนใหญ่ใช้ในการขยายกำลังการผลิตและซ่อมบำรุงประจำปี ดังนั้น ทริสจึงคาดว่าอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุน จะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 45% ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า เมื่อเทียบกับระดับ 60.9% ในช่วง 6 เดือนแรกของปีบัญชี 2562 และระดับ 55.9% ในช่วงปีบัญชี 2561 อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินรวมจะดีขึ้น ส่วนอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายนั้นคาดว่าจะอยู่ในระดับประมาณ 3-4 เท่าในช่วงปีบัญชี 2562-2565

บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดในแง่ของผลผลิตน้ำตาลที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 สัดส่วนประมาณ 7-8% คณะผู้บริหารมีประสบการณ์ในธุรกิจน้ำตาลมายาวนานมากกว่า 70 ปี ลูกค้าหลักของบริษัท ได้แก่ กลุ่มผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความน่าเชื่อถือของบริการและคุณภาพของสินค้าเนื่องจากสินค้าของลูกค้าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการเฉพาะ ดังนั้น บริษัทจึงสามารถจำหน่ายสินค้าในราคาสูงได้ตามคุณภาพของสินค้าที่ผลิต นอกจากนี้บริษัทขยายกิจการไปยังธุรกิจปลายน้ำ เกี่ยวเนื่องกับน้ำตาลมานานมากกว่า 10 ปีแล้ว
คาดว่ารายได้จากธุรกิจพลังงานและธุรกิจปุ๋ยคิดเป็นประมาณ 7-10% ของรายได้รวม ในขณะที่สัดส่วนการลงทุนในการผลิตเอทานอลผ่านการถือหุ้น 40% ใน บริษัท บีบีจีไอ ภายใต้สมมติฐานของทริส คาดว่าบริษัทจะได้รับส่วนแบ่งกำไรจากการลงทุนในบริษัทบีบีจีไอปีละประมาณ 90-120 ล้านบาทในช่วงปีบัญชี 2562-2565 และในช่วง 12 เดือนข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดหวังว่าสภาพคล่องของบริษัทจะยังคงเพียงพอ ณ เดือนเม.ย. 2562 บริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดจำนวน 134 ล้านบาท และมีวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกใช้อยู่จำนวน 1.57 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระอยู่ที่ 0.9-4.9 พันล้านบาทต่อปีในปีบัญชี 2562-2565

สมมติฐานกรณีพื้นฐาน รายได้รวม จะลดลง 5-8% ต่อปีในช่วงปีบัญชี 2562-2563 และจะค่อย ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นราว ๆ 6-9% ต่อปีในระหว่างปีบัญชี 2564-2565 อัตรากำไรขั้นต้น เพิ่มขึ้นเป็น 20% ต่อปีและอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้ของบริษัทจะอยู่ที่ระดับประมาณ 16% ต่อปีในระหว่างปีบัญชี 2562-2565 ส่วนค่าใช้จ่ายลงทุนทั้งหมดประมาณ 900 ล้านบาทในปีบัญชี 2562 และ 400 ล้านบาทในระหว่างปีบัญชี 2563-2565

แนวโน้มอันดับเครดิต
แนวโน้มอันดับเครดิต “คงที่” สะท้อนถึงการคาดการณ์ของทริสว่าบริษัทจะสามารถรักษาความสามารถในการแข่งขันในอุตสาหกรรมน้ำตาลเอาไว้ได้ ในขณะที่ระบบแบ่งปันผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมน้ำตาลไทยและรายได้จากธุรกิจไฟฟ้าจะช่วยลดความผันผวนในธุรกิจผลิตน้ำตาลให้แก่บริษัทได้