บจ.นิยมแต่งงานมากขึ้น

“ORI-ฟัลครัม”นัดเปิดตัว 23 พ.ค. ASIAN ร่วมทุนอินเตอร์ฟาร์มา รุกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยงพรีเมี่ยม บุกตลาดคอนซูเมอร์ครั้งแรกของบริษัท เพิ่มมาร์จิ้น VGI เลือกเคอรี่ เอ็กซ์เพรส เป็นพันธมิตรหนึ่งเดียวให้บริการจัดส่งพัสดุด่วนบนBTS

ในปี 2561 เราจะเห็นปรากฎการณ์ ผู้ประกอบการขนาดกลางหันมาจับคู่กันทำธุรกิจมากขึ้น ทั้งในรูปแบบของบริษัทจดทะเบียน(บจ.)กับบจ.ด้วยกัน หรือบจ.กับบริษัทนอกตลาดหลักทรัพย์ และบจ.ร่วมธุรกิจกับบริษัทต่างประเทศ เป็นเพราะเห็นความสำเร็จของบริษัทหลายแห่ง ที่สามารถผสมผสานจุดแข็งของทั้งสองฝ่ายได้ดี ลดความเสี่ยงทางธุรกิจ และบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จนทำให้ธุรกิจเติบใหญ่มีกำไรมากขึ้นอย่างชัดเจน

ในอุตสาหกรรมพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ก่อนหน้านี้ กลุ่มบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ร่วมพัฒนาโครงการและทำการตลาดกับบริษัทแสนสิริ(SIRI) บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ (ANAN) ประกาศร่วมลงทุนกับกลุ่มมิตซุย ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่น ในการพัฒนาโครงการในประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 ซึ่งถือว่าเป็นพันธมิตรที่ดีมาก เห็นได้จากการร่วมลงทุนพัฒนาโครงการมากมาย จนผลักดันรายได้ทะลุ 10,000 ล้านบาทและเติบโตขึ้นทุกปี

ในส่วนบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI)เริ่มต่อยอดธุรกิจให้ใหญ่ยิ่งขึ้น หลังจากใช้เงินจำนวน 4,000 ล้านบาท ซื้อหุ้นทั้งหมด ของบริษัท พราวด์ เรสซิเดนซ์ เปิดโอกาสขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดคอนโดมีเนียมระดับบน และขายหุ้นเพิ่มทุน 5% มูลค่าเฉียด 1,000 ล้านบาทให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทพราวด์ฯซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถขยายฐานลูกค้าใหม่ๆและต่างประเทศมากขึ้น

ลูกค้ารายใหญ่หนึ่งในนั้น คือกลุ่มทุน ฟัลครัม โกลบอล แคปิตอล ฮ่องกง ควักเงินกว่า 3,200 ล้านบาท ซื้อห้องชุดโครงการ พาร์ค 24 ของบริษัท พราวด์เรสซิเดนซ์ กว่า 400 ยูนิต เพื่อนำไปเสนอขายให้กับกลุ่มนักลงทุนต่างชาติที่สนใจซื้อพร้อมแพ็คเก็จเช่าคืนจากผู้ซื้อระยะเวลา 10 ปี พร้อมการันตีผลตอบแทนใน 2 ปีแรก ห้องชุดขนาด 1 ห้องนอน 5% 2 ห้องนอน 6%

ในวันที่ 23 พ.ค. นี้ทั้งสองฝ่ายจะมีพัฒนาการทางธุรกิจอีกก้าวหนึ่ง บริษัท ออริจิ้น ฯ จะจัดแถลงข่าวใหญ่ “ออริจิ้น-ฟัลครัม เปิดแผนรุกตลาดต่างประเทศ”

ที่ผ่านมากลุ่มทุน ฟัลครัม ฯประกาศนโยบายชัดเจนว่า สนใจลงทุนอสังหาฯในไทย เนื่องจากมีศักยภาพสูง มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาจำนวนมากและราคาอสังหาฯยังถูกกว่าหลายประเทศ สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี

ทางด้านธุรกิจอาหาร บริษัท ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ ASIAN หนึ่งในผู้นำผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่เยือกแข็ง ทูน่าประป๋อง โดยนายสมศักดิ์ อมรรัตนชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ห้องเย็นเอเชี่ยน ซีฟู้ด ประกาศร่วมทุนกับบริษัท บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จัดตั้งบริษัท อินเตอร์ เพ็ททรินา เพื่อผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบรนด์ “MARIA” ผลิตและจำหน่ายอาหารสุนัขและแมวพรีเมียมเจาะลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง

“ASIAN รุกธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ของบริษัทเองและรุกตลาดคอนซูเมอร์ครั้งแรก และจะรุกมากขึ้น หลังจากปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ปี2563 ที่มีเป้าหมายรายได้ 1.5 หมื่นล้านบาท โดยสินค้ามีมาร์จิ้นที่ดีขึ้น แบรนด์ MARAIA ตั้งเป้ายอดขายในประเทศ 40 ล้านบาทปีนี้ และในปี 2562 จะมียอดขายเติบโตแตะ 100 ล้านบาท “นายสมศักด์กล่าว

การร่วมทุนครั้งนี้ บริษัทถือหุ้น 40% จะอาศัยความเชี่ยวชาญจากการเป็นผู้รับจ้างผลิตอาหารสัตว์ (โออีเอ็ม)ให้แบรนด์ระดับโลกมาปรับใช้ ส่วนอินเตอร์ฟาร์มา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนบำบัด และเวชสำอางในคน นวัตกรรมผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับสัตว์เลี้ยง จะเป็นผู้จัดจำหน่ายและกระจายสินค้า รวมถึงทำการตลาดในประเทศ ในทางกลับกันบริษัทจะปรับมาถือหุ้นใหญ่ 60% ในบริษัทที่จะจัดตั้งขึ้นมาเพื่อขยายตลาดต่างประเทศในปลายปีนี้ด้วย

สำหรับธุรกิจสื่อ บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย(VGI)ที่ใช้กลยุทธ์ซื้อกิจการ และร่วมทุนกับบริษัทที่สื่อมาหลายแห่ง ล่าสุดตัดสินใจร่วมลงทุนในบริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย)หรือ KERRY จำนวน 23% คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 5,900.61 ล้านบาท ซึ่งทางผู้ขายหุ้นเคอรี่ฯจะนำเงินมาซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัทจำนวน 121,578,525 หุ้น ในราคาหุ้นละ 7.28 บาท รวมมูลค่า 885 ล้านบาท ภายใต้ข้อตกลง KERRY เป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพียงหนึ่งเดียวของบริษัทฯ ในด้านบริการจัดส่งพัสดุด่วนที่ให้บริการในระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (รถไฟฟ้าBTS )

ทั้งนี้บริษัทจะทดลองส่งตัวอย่างสินค้าของลูกค้าพ่วงกับบริการส่งพัสดุของ KERRY หากผลตอบรับของตลาดออกมาในทิศทางที่ดี KERRY ทำสัญญาระยะยาวกับบริษัทฯ สำหรับการส่งตัวอย่างสินค้าลูกค้าของบริษัทฯ พ่วงกับบริการส่งพัสดุของ KERRY และให้ KERRY เลือกใช้ระบบ Rabbit Rewards เป็นโปรแกรมให้สิทธิประโยชน์แต่เพียงผู้เดียวจากผู้ให้บริการ

ผลงานที่ผ่านมา KERRY มีการเติบโตขึ้นทุกปีในช่วง 3 ปี(2558-2560)มีกำไรสุทธิ 134.72 ล้านบาท 307.93 ล้านบาท 733 ล้านบาท ตามลำดับ