Finnomena มองโอกาสทยอยสะสม “หุ้นสหรัฐ-เทค-ญี่ปุ่น” ชี้ Blue Wave ฉุดหุ้นเทคโลกผันผวนระยะสั้น

HoonSmart.com>> Finnomena Funds เผยมุมมองลงทุน หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตดีกว่าคาด พลิกชนะตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ตลาดกังวลนโยบายหยุดโครงการ Data Center อาจกระทบลงทุน AI Infrastructure ฉุดหุ้นเทคทั่วโลกผันผวนระยะสั้น มองยังเป็นโอกาส “ทยอยสะสม” คงมุมมองบวก “หุ้นสหรัฐฯ-หุ้นเทคโนโลยี-หุ้นญี่ปุ่น” รับความต้องการใช้ AI ที่สูง ชู 6 กองทุนเด่น

ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน (Investment Strategist) Finnomena Funds เปิดเผยมุมมองการลงทุน (ณ 4 พ.ย.69) หลังผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตดีกว่าคาด พลิกชนะตำแหน่งผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ตลาดกังวลนโยบายหยุดโครงการ Data Center อาจกระทบลงทุน AI Infrastructure กระทบหุ้นเทคทั่วโลกผันผวนระยะสั้น โดยยังมีมุมมองเชิงบวก ต่อหุ้นสหรัฐฯ-หุ้นเทคโนโลยี-หุ้นญี่ปุ่น จากความต้องการใช้ AI ที่สูง แต่ความเสี่ยงด้านการลงทุน Data Center อาจสร้างความผันผวนในระยะสั้น

สำหรับมุมมองการลงทุนในสหรัฐฯ และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี Finnomena Funds มองว่าการที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลง เกิดจากตลาดรับรู้ความไม่แน่นอนในการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง Data Center และยังไม่ทราบอย่างแน่ชัดว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่ของแต่ละรัฐจะดำเนินนโยบายอะไรบ้างและมีผลกระทบต่อการก่อสร้าง Data Center มากหรือน้อยเพียงใด โดยมองว่าถ้าหากมีความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวมากขึ้น ตลาดอาจมีโอกาสฟื้นตัวได้

นอกจากนี้ ความเสี่ยงดังกล่าวเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทาน (Supply) ของ AI infrastructure แต่ในฝั่งของ Demand ยังคงมีข้อมูลว่ามีการใช้งาน AI ที่เพิ่มสูงขึ้น สังเกตได้จากราคาค่าเช่า GPU ที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการจ้างงานที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่เพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และ data center ยังคงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ America’s AI Action Plan ที่ประกาศใช้ในปี 2025 ที่ผ่านมา โดยมีหนึ่งในเป้าหมายหลักคือเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI โดยการเร่งความเร็วในการขออนุมัติสร้าง Data Center และโปรเจกต์ด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง

“เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจากความต้องการใช้งาน AI ที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น แต่ปัจจัยความเสี่ยงด้านการก่อสร้าง Data Center ภายในสหรัฐฯ อาจสร้างความผันผวนได้ในระยะสั้น”Finnomena Funds ระบุ

พร้อมคำแนะนำปรับลด Rating หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจาก Strong Buy เป็นการทยอยสะสมกองทุนหุ้นเทคโนโลยี K-GTECH และ LHSUPERAI รวมถึงกองทุนหุ้นโลกที่มีสัดส่วนหุ้นเทคโนโลยีสูงอย่าง K-GNEXT-A(A) สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีเป็นหลัก แต่ต้องการกระจายการลงทุนไปยัง Sector อื่นพร้อมกัน

ขณะที่หุ้นสหรัฐฯ ยังคงมุมมองแนะนำทยอยสะสมกองทุน KF-SP500M โดยปัจจัยความเสี่ยงที่ต้องติดตามหลังจากนี้ คือการดำเนินนโยบายของผู้ว่าการรัฐคนใหม่ในรัฐที่มีการก่อสร้าง Data Center ในปริมาณมาก เช่น Texas และ Georgia รวมถึงการประกาศงบของ CoreWeave ในวันอังคารที่ 10 พ.ย.69 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ AI / Data Center Supply Chain

ส่วนหุ้นญี่ปุ่น มองว่าปัจจัยพื้นฐานของหุ้นญี่ปุ่นยังไม่เปลี่ยนแปลง ความต้องการใช้งาน AI ยังเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และญี่ปุ่นยังเป็นหนึ่งใน Supply Chain หลักของ AI infrastructure ทั้งในกลุ่ม Semiconductor Equipment, Memory และวัสดุ ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังเป็นบวก โดยเฉพาะทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ ที่ช่วยหนุน Net Interest Margin ของกลุ่มธนาคาร รวมถึงการปฏิรูป Corporate Governance และการซื้อหุ้นคืนที่ยังให้การสนับสนุนตลาด

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเป็นความเสี่ยงในฝั่งอุปทานของ AI infrastructure ในสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าผู้ว่าการรัฐคนใหม่จะดำเนินนโยบายอย่างไรและกระทบการก่อสร้าง Data Center มากน้อยเพียงใด ประกอบกับหุ้นญี่ปุ่นมีความอ่อนไหวสูงต่อ Sentiment ของหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ จึงอาจเผชิญความผันผวนในระยะสั้น

“เรมีคำแนะนำปรับลด Rating หุ้นญี่ปุ่นจาก Strong Buy เป็นการทยอยสะสม โดยยังคงมุมมองเชิงบวกจากปัจจัยพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการใช้งาน AI หรือปัจจัยเชิงโครงสร้างภายในประเทศ แต่ลดน้ำหนักลงเพื่อสะท้อนความผันผวนของหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี”Finnomena Funds ระบุ

พร้อมแนะนำทยอยสะสมกองทุน KT-JAPANALL-A ซึ่งมีน้ำหนักในกลุ่มธนาคารค่อนข้างสูง และได้ประโยชน์โดยตรงจากทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ BOJ และสำหรับนักลงทุนที่ต้องการทยอยสะสมหุ้นญี่ปุ่นใน AI Supply Chain ในระดับราคาที่ปรับตัวลงมา และรับความผันผวนได้สูง สามารถพิจารณากองทุน TOP11JPN ซึ่งลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ 11 บริษัทแบบ Equal Weight โดยเน้นลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีราว 25%

(Source: CNN, Al Jazeera, CNBC, Bloomberg, Reuters, The Washington Post, Fortune, The Hill, Foreign Policy & Trading Economics as of 24 /07/2026)

 
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–