“กสิกรไทย”มั่นใจ Q4 โตต่อเนื่อง ปี’70 ลุนสินเชื่อ 7 อุตสาหกรรมใหม่

HoonSmart.com>>ธนาคารกสิกรไทย มั่นใจไตรมาส 4 รายได้โตต่อเนื่อง ตั้งสำรองรักษากรอบ 140-160% ค่าธรรมเนียมโตแตะกรอบบนของเป้าหมาย ดัน ROE ไม่ต่ำกว่า 2 หลัก เฝ้าระวังภัยไซเบอร์ 24 ชั่วโมง ปี’70 เร่งขยายสินเชื่อลูกค้าเก่าทุกกลุ่ม-ขยายฐานลูกค้าใหม่ 7 กลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ยันซัพพลายเชนทุกระดับ-มั่นใจปล่อยกู้ธุรกิจสีเขียวแตะ 5 แสนล้านบาทปี’73 ลั่นซุ่มฝึกมือสินทรัพย์ดิจิทัล ไล่เก็บตั๋วทุกธุรกิจ รอหน่วยงานกำกับไฟเขียวพร้อมลุย ภายใต้กรอบคุณภาพ กำไรยั่งยืน รักษาประโยชน์ร่วม ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน สังคม

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) พร้อมด้วย ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ และ นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย ร่วมแถลงข่าว ว่า ทิศทางธุรกิจโค้งสุดท้ายปี 2569 มุ่งเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพ พร้อมปรับตัวรับความท้าทายรอบด้าน ทั้งการบริหารความเสี่ยงด้านภูมิอากาศ การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และการขับเคลื่อนนโยบายที่ตอบโจทย์ผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน

ทั้งนี้ มั่นใจว่าไตรมาส 4 จะสามารถประคับประคองการเติบโตของรายได้ให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้า โดยตัวเลขการตั้งสำรองฯ ยังคงอยู่ในระดับที่เหมาะสมตามกรอบที่วางไว้ 140%-160% ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมคาดว่าจะเติบโตอยู่ในระดับบนของเป้าหมายที่วางไว้ โดย 9 เดือนที่ผ่านมาเติบโตแล้วถึง 16% แม้จะมีปัจจัยท้าทายต่างๆ แต่ธนาคารยังคงทำได้ตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้

ด้านการบริหารอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ธนาคารยังคงมีเป้าหมายระยะยาวที่จะผลักดันให้กลับสู่ระดับไม่ต่ำกว่า 10% หรือ Double Digit แม้ว่าทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะค่อยเป็นค่อยไป โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้ารายเดิมอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ผ่านความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ในกลุ่ม Supply Chain เพื่อขยายฐานสินเชื่อและบริการทางการเงินให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

ส่วนการรับมือน้ำท่วมที่ผ่านมาและในช่วงที่เหลือของปี จะเน้นการกระจายตัวของสินเชื่อ และเน้นการใช้ข้อมูลจากหลายแหล่งทั้งข้อมูลภายในและข้อมูลจากภายนอก เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ เพื่อไม่ให้หลักทรัพย์ที่มีหลักประกันกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งมากเกินไป ด้วยการนำแผนที่ของ GISDA และข้อมูลเชิงพื้นที่ ข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย มาวิเคราะห์ทำเลที่ตั้งของธุรกิจและหลักประกันมาบูรณาการร่วมกับแผนงานของธนาคาร เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยง ประเมินผลกระทบต่อธุรกิจ และมูลค่าหลักประกันอย่างรัดกุม เพื่อประเมินความเสียหายล่วงหน้าและกำหนดมาตรการช่วยเหลือลูกค้าได้ทันท่วงที เพื่อให้มั่นใจว่าการเติบโตจะเป็นไปอย่างมีคุณภาพ และสะท้อนความรับผิดชอบในการดำเนินธุรกิจต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพราะไม่สามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยสินเชื่อพื้นที่น้ำท่วมได้ ควบคู่ไปกับการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และการสร้างผลกำไรให้เติบโต

สำหรับ การเติบโตในส่วนที่เป็นธุรกิจแนวใหม่ หรือ new S-Curve ธนาคารยังคงเดินหน้าพัฒนาช่องทางดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ด้วยการผสานธุรกิจทุกบริษัทย่อยเข้ากับธุรกิจหลัก เพื่อสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่ง ทั้งด้านการนำบริการดิจิทัลและสินเชื่อผ่านช่องทางใหม่ๆมาตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่หลากหลายให้ตรงได้มากขึ้น แน่นอนว่าต้องอิงไปกับ 7 อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นวาระแห่งชาติที่ไทยต้องการส่งเสริม ที่มีผลกระทบในวงกว้างผ่านซัพพลายเชนในประเทศทุกระดับ

ในขณะที่ ยูนิตธุรกิจที่ธนาคารยังไม่ถนัด จะเน้นความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ เพื่อแลกร่วมกันพัฒนา เช่น LINE BK ซึ่งได้ผ่านการขาดทุน จนประสบความสำเร็จและมีกำไรแล้ว นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ โดยมีศูนย์ปฏิบัติการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าในการใช้บริการทางการเงินดิจิทัลในยุคที่เทคโนโลยีมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2570 มีแนวโน้มที่ดีขึ้นจากแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจและมาตรการภาครัฐ โดยตัวเลข GDP มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นจากปีปัจจุบันที่มองไว้ประมาณ 2.0% หากโมเมนตัมการร่วมมือระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐยังคงดำเนินต่อไปในทิศทางที่ขับเคลื่อนประเทศได้ ในส่วนของเป้าหมายการเติบโตสินเชื่อ ปี 2570 คาดว่าจะสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันกับภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ด้านการเตรียมความพร้อมรับสินทรัพย์ดิจิทัล ที่ตลาดการเงินดิจิทัลทั่วโลกกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความตื่นตัวของนักลงทุนที่ยังคงจับตาดูจังหวะเวลาและความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดอย่างใกล้ชิด ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินหลักยังคงมุ่งเน้นการขับเคลื่อนธุรกิจหลักของตนเอง และไม่มีนโยบายถือครองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุนในระยะนี้

สำหรับแนวโน้มของเหรียญสเตเบิลคอยส์ (Stablecoins) ผู้เชี่ยวชาญในตลาดต่างมองว่ามีโอกาสเติบโตสูงตามทิศทางของตลาดฝั่งตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ความชัดเจนและการสนับสนุนจากหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยยังคงต้องรอติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของนวัตกรรมทางการเงินที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทย เตรียมความพร้อมอยู่แล้ว ผ่านบริษัทลูกอย่าง Orbix ถือว่ามีตั๋วพร้อมที่จะลงไปเล่น รอเพียงความชัดเจนของทางการเท่านั้น

น.ส.ขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวถึง ความสำเร็จจากการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ 3+1 & P และกลยุทธ์ลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในช่วงที่ผ่านมา เป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและการเติบโตอย่างมีคุณภาพของธนาคาร พร้อมรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง โดย

ครองอันดับ 1 ด้านการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล ด้วยส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30% และมีผู้ใช้งาน K PLUS กว่า 24 ล้านราย

ครองอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% รวมทั้งรักษาความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง โดยมีจำนวนลูกค้า Wealth เพิ่มขึ้น 16% และ

ครองอันดับ 1 ด้านสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) ด้วยส่วนแบ่งตลาด 22.6% ตลอดจนผู้นำด้านการจัดจำหน่ายตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond Underwriting) และ

ครองอันดับ 1 ด้านคะแนนความพึงพอใจ (NPS: Net Promoter Score) ทั้งโมบายแบงก์กิ้ง และลูกค้าผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ K-Strategy (ยุทธศาสตร์ 3+1 & P) ประกอบด้วย การยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพด้านสินเชื่อ การขยายธุรกิจรายได้ค่าธรรมเนียม ผ่านการให้บริการด้าน Wealth และการชำระเงิน การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับช่องทางต่างๆ การสร้างแหล่งรายได้ใหม่ในระยะกลางและระยะยาว การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน

ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธนาคารมุ่งผสานศักยภาพของบุคลากร เข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างตรงจุด ปลอดภัย และสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง

ในการจ้างงานของประเทศไทย กว่า 70% มาจากการจ้างงานโดยธุรกิจผู้ประกอบการ ความเข้าใจธุรกิจของลูกค้าอย่างรอบด้าน พร้อมนำเสนอโซลูชันที่ครอบคลุมทั้งบริการทางการเงินและบริการที่มากกว่าการเงิน ตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของแต่ละธุรกิจ ตั้งแต่โซลูชันการชำระเงินแบบครบวงจร โซลูชันเฉพาะอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจและการพัฒนาองค์ความรู้ผ่านหลักสูตรต่างๆ อาทิ K SME Care ที่ดำเนินการต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ 27

นอกจากนี้ ธนาคารได้ยกระดับธุรกิจ Wealth สู่การเป็น “Lifelong Wealth Partnership” ที่ดูแลลูกค้าทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต ตั้งแต่การสร้าง ปกป้อง ไปจนถึงการส่งต่อความมั่งคั่ง โดยมีฐานลูกค้า Wealth ขยายตัว 16% และสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการกองทุนรวม (Mutual Fund AUM) เพิ่มขึ้น 8%

พร้อมเดินหน้ายกระดับประสบการณ์ลูกค้า ผ่านการผสานศักยภาพของบุคลากรเข้ากับเทคโนโลยี ข้อมูล และ AI เพื่อส่งมอบบริการที่ตอบโจทย์ได้ตรงความต้องการ อีกทั้งให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นในยุคการชำระเงินดิจิทัลด้วยการยกระดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านดิจิทัลแบงก์กิง พัฒนาฟีเจอร์ K PLUS ให้ตอบโจทย์ การใช้งานที่สะดวก รู้ใจ และปลอดภัย โดยยังคงอันดับ 1 ด้านการชำระเงินผ่านช่องทางดิจิทัล และเป็นโมบายแบงก์กิงที่มีจำนวนผู้ใช้งานสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งของไทย

ธนาคารมองว่า AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างนวัตกรรมบริการรูปแบบใหม่ ขณะที่ความไว้วางใจ ความเข้าใจลูกค้า และความสัมพันธ์ระหว่างคน ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการให้บริการทางการเงินในอนาคต

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น แม้การเติบโตยังไม่ทั่วถึงและยังเผชิญความไม่แน่นอนจากปัจจัยทั้งในและต่างประเทศ โดยทิศทางค่าเงินบาทและนโยบายการเงินยังได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลก

อัตราดอกเบี้ยมีแนวโน้มอยู่ในระดับที่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางในบางภาคส่วน อย่างไรก็ตาม ปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา คือ วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมดิจิทัล อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ศูนย์ข้อมูล (Data Center) และพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะต่อไป

ตั้งแต่ต้นปี สินเชื่อธุรกิจลูกค้าบรรษัท ขยายตัวประมาณ 7% เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโตสินเชื่อธนาคาร โดยธนาคารมุ่งสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจอย่างมีคุณภาพ คัดเลือกโอกาสทางธุรกิจที่เหมาะสมกับความเสี่ยงและให้ผลตอบแทนอย่างยั่งยืน

ควบคู่กับการดูแลคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารพอร์ตสินเชื่ออย่างมีวินัย มุ่งเน้นอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายภาครัฐ ธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และโอกาสด้านความยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจ Data Center ซึ่งสามารถสร้างโอกาสต่อเนื่องไปยัง Ecosystem ที่เกี่ยวข้อง เช่น นิคมอุตสาหกรรม ธุรกิจก่อสร้าง อุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบทำความเย็น และ Network Connectivity ซึ่งธนาคารพร้อมสนับสนุนด้วยโซลูชันทางการเงิน นวัตกรรมการชำระเงิน และบริการธุรกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการภาคธุรกิจตรงจุดครบวงจร เชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เสริมศักยภาพการแข่งขันและสนับสนุนให้ลูกค้าก้าวผ่านความท้าทายและเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเชิงรุกอย่างรอบด้านและมีวินัยเพื่อรักษาความมั่นคงของธนาคารและสนับสนุนลูกค้าให้สามารถรับมือกับความไม่แน่นอน ทั้งด้านเครดิตที่มุ่งการเติบโตอย่างมีคุณภาพ คัดเลือกลูกค้าที่มีศักยภาพ ติดตามสัญญาณความเสี่ยงผ่านระบบ Early Warning Signals และให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างทันท่วงที

ด้านการป้องกันภัยทุจริตทางดิจิทัลและบัญชีม้า เดินหน้ายกระดับระบบตรวจจับธุรกรรมผิดปกติเพื่อป้องกันลูกค้าจากการตกเป็นเหยื่อ เพิ่มความรวดเร็วในการจัดการบัญชีม้า และสร้างความตระหนักรู้ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับการกำกับดูแลและการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ ทั้งการป้องกันการฟอกเงิน (AML) การตรวจสอบข้อมูลลูกค้า การร่วมมือกับทางการในการจัดการทุนเทา และการปฏิบัติตามเกณฑ์การบริหารจัดการความเสี่ยงของธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสด ทั้งการฝากเงินสด การถอนเงินสด และการแลกเงิน (มูลค่าตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป) ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมรองรับกฎเกณฑ์ใหม่

ธนาคารยังให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงด้านตลาดและสภาพคล่อง รวมทั้งการทดสอบภาวะวิกฤตและการเตรียมแผนรองรับ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน ความต่อเนื่องในการให้บริการ และความมั่นคงในระยะยาว

เสริมแกร่งตอบโจทย์ทุกจังหวะชีวิตลูกค้าบุคคล ต่อยอดผู้นำดิจิทัล และการเงินเพื่อความยั่งยืน

นายรุ่งเรือง สุขเกิดกิจพิบูลย์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ท่ามกลางการแข่งขันในภาคการเงินที่เข้มข้นต่อเนื่อง และการเกิดขึ้นของ Virtual Bank ซึ่งเพิ่มทางเลือกและยกระดับประสบการณ์ทางการเงินให้แก่ลูกค้า ธนาคารมุ่งสร้างความแตกต่างด้วยความเข้าใจความต้องการของกลุ่มลูกค้าบุคคลอย่างลึกซึ้ง และการนำเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตอย่างเหมาะสม พร้อมยกระดับการดูแลลูกค้าผ่านบริการที่เชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ ผสานความแข็งแกร่งด้านดิจิทัลเข้ากับประสบการณ์การให้บริการที่ราบรื่นและตรงใจ ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงินของลูกค้าในระยะยาว ด้วยโซลูชันทางการเงินที่รองรับทุกช่วงวัย ทำธุรกรรมและการใช้จ่ายเป็นเรื่องง่าย

พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่สอดคล้องไลฟ์สไตล์และความต้องการเฉพาะบุคคล ตลอดจนการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและมีคุณภาพ รักษาและต่อยอดความสัมพันธ์กับลูกค้าปัจจุบันที่มีศักยภาพ และปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาบัตรเครดิตให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายตรงจุดยิ่งขึ้น คัดสรรสิทธิประโยชน์และวางแผนการตลาดให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม เน้นการใช้จ่ายที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน

สามารถรักษาความเป็นผู้นำในตลาดบัตรเดรดิตอันดับ 1 ด้านยอดใช้จ่ายผ่านบัตร ด้วยส่วนแบ่งตลาด 19% การเติบโตสินเชื่อบ้านในกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพควบคู่กับการยกระดับประสิทธิภาพการขายและบริการ

รวมถึงสามารถแจ้งความประสงค์ขอสินเชื่อบ้านผ่านช่องทาง K PLUS ที่สะดวกและรวดเร็ว และหากมีบัญชีเงินเดือนกับธนาคารจะสามารถทราบผลสินเชื่อบ้านเบื้องต้นภายใน 15 นาที การขยายโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อผ่าน LINE BK เพื่อให้ลูกค้ากลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินสามารถเข้าถึงสินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดจนการให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างตรงจุดตามแนวทางมาตรการภาครัฐและธนาคาร โดยคำนึงถึงประโยชน์ของลูกค้าเป็นสำคัญ

อีกทั้ง ธนาคารยังได้ขยายสินเชื่อ ESG เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ โดยธนาคารมองว่าความยั่งยืน (Sustainability) ไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ทั้งการเข้าถึงตลาด แหล่งเงินทุน และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ท่ามกลางกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มข้นขึ้น

ธนาคารมุ่งเป็นพันธมิตรสนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero อย่างครบวงจร ทั้งการสนับสนุนทางการเงิน การให้คำปรึกษา ตลอดจน Carbon Accounting Solutions ผ่าน KClimate 1.5 ควบคู่กับการเสริมสร้างองค์ความรู้และพัฒนาผู้นำด้านความยั่งยืนผ่านหลักสูตรอบรมผู้บริหารระดับสูงด้านความยั่งยืน (Net Zero CEO) เพื่อช่วยให้ลูกค้าปรับตัว คว้าโอกาสใหม่ ยกระดับศักยภาพธุรกิจ และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบันธนาคารมีสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Finance and Investment) สะสมกว่า 2.53 แสนล้านบาท และมุ่งสู่เป้าหมาย 4–5 แสนล้านบาทภายในปี 2573

นอกจากนี้ ธนาคารยังมุ่งสร้างความสัมพันธ์กับทั้งลูกค้าไทยและธุรกิจท้องถิ่นที่มีศักยภาพ และเชื่อมโยงตลาดต่างๆ ให้เป็น Regional Financial Ecosystem โดยธนาคารมีบทบาทเป็น Regional Growth Partner ที่สนับสนุนลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจในไทยจนขยายสู่ภูมิภาค พร้อมสร้างฐานลูกค้าท้องถิ่นที่แข็งแกร่งบนหลักการเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีความสามารถในการทำกำไร และบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

ผู้บริหารธนาคารกสิกรไทย ยืนยันว่า ธนาคารมุ่งมั่นรักษาความแข็งแกร่งทางการเงิน ดำเนินธุรกิจอย่างมีวินัย สร้างผลตอบแทนที่มั่นคง และต่อยอดความเป็นผู้นำในธุรกิจที่มีศักยภาพ ควบคู่กับการยกระดับขีดความสามารถทั้งด้านดิจิทัล เทคโนโลยี และบุคลากร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความคล่องตัว และความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการสร้างคุณค่าที่มีความหมายแก่ลูกค้า ผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม พร้อมขับเคลื่อนการเติบโตไปข้างหน้าด้วยกันอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน