HoonSmart.com>>หุ้นไทยเก่ง ดัชนี SET ปิดลดลงเพียง 4.10 จุด ดีกว่าตลาดเกาหลีใต้ที่ร่วง 5% ไต้หวันทรุด 3% ไทยไม่หวั่นแรงขายกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ โครงสร้างตลาดมีหุ้นหลากหลายธุรกิจ เพิ่มทางเลือกนักลงทุนหาโอกาสทำกำไร จากบอนด์ยีลด์และราคาน้ำมันดิบลดลง ลุยซื้อไฟฟ้า-นอนแบงก์-ค้าปลีก บล.เอเซียพลัสเตือนหุ้นขาลง ต่างชาติขายชอร์ต 7 วันติด รวม 78,975 สัญญา
วันที่ 5 พ.ย.2569 ดัชนี SET ฟื้นแรงท้ายตลาด จากที่ร่วงลงไปต่ำสุด 14.88 จุด ขึ้นมาปิดที่ 1,497.99 จุด ลดลง 4.10 จุดหรือ -0.27% ด้วยมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น 86,950.24 ล้านบาท
ตลาดฟื้นตัวจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบัน 1,027.45 ล้านบาท สวนทางกับพอร์ตบล.ขาย 1,058.92 ล้านบาท ส่วนต่างชาติซื้อเพียง 39.27 ล้านบาท
ตลาดหุ้นไทยร่วงลงแรง -14.88 จุด ก่อนพลิกฟื้นขึ้นมาปรับตัวลงน้อยกว่าหลายตลาดในภูมิภาค เช่น เกาหลีใต้ทรุด 5% เพราะหุ้นกระจุกตัวในธุรกิจเทคโนโลยี ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีหุ้นที่ทำธุรกิจหลากหลาย นักลงทุนสลับเข้าซื้อหุ้นที่มีรายได้ในประเทศ ที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบและบอนด์ยีลด์ลดลงแทน เช่น ไฟฟ้า นอนแบงก์ และค้าปลีก แม้ว่าราคาน้ำมันดิบจะปรับตัวลงมากระทบกับหุ้นพลังงานก็ตาม
“ตลาดหุ้นฟื้นในภาคบ่าย นักลงทุนลุยซื้อหุ้นใหญ่ ส่งผลให้ราคาหุ้น GULF ปรับตัวขึ้นจากระดับ 61 บาท กระโดดขึ้นปิด 62.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.50 บาท +2.46%รวมถึงหุ้นปิโตรเคมีที่ทรุดลงหนัก ก็ฟื้นตัว”
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ตามตลาดต่างประเทศ กดดัน DELTA ราคาปิดที่ 187 บาท ร่วง 8 บาท หรือ4.10%
ด้านบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในแนวโน้มขาลง โดยดัชนี SET ปรับลดลงจากบริเวณ 1,640 จุดในเดือนก.ค. มาปิดที่ 1,502.09 จุด เมื่อวันที่ 4 พ.ย.หรือลดลงประมาณ 8.4% ขณะที่ข้อมูลการซื้อขาย TFEX ระหว่างวันที่ 27 ต.ค.-4 พ.ย. พบว่านักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิต่อเนื่องรวม 78,975 สัญญา สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่มีสถานะซื้อสุทธิ 63,652 สัญญา ประกอบกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 668,600 สัญญา สะท้อนการเปิดสถานะขายใหม่และความเสี่ยงที่ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีประมาณ 24.8% และกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อีก 26.9% รวมกันประมาณ 52% ของตลาด ส่งผลให้ดัชนี SET อ่อนไหวต่อการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันโลกและความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะประเด็นความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของบริษัทเทคโนโลยีที่ยังเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายลงทุนจำนวนมาก
ด้านตลาดต่างประเทศ รายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มส่งผลต่อมุมมองการลงทุน หลังตลาดคาดหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจผ่อนคลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับลดลงประมาณ 8.6% มาอยู่ต่ำกว่า 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยปัจจัยดังกล่าวอาจสนับสนุนการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี ไปยังธุรกิจที่มีต้นทุนลดลงและหุ้นที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำค้นหาหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองโลก ผ่าน 3 ธีม ได้แก่ Anti-Commodity เน้นธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบลดลง เช่น BGRIM, GULF, GPSC, BTG, THAI และ GLOBAL
ขณะที่ Anti-Yield เน้นหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลง ช่วยผ่อนคลายต้นทุนทางการเงิน ได้แก่ SAWAD, MTC และ LH
ส่วน Defensive เน้นธุรกิจที่มีรายได้และแนวโน้มกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL ซึ่งมีโอกาสได้รับความสนใจจากการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดโดยรวม
