HoonSmart.com>>บล.เอเซียพลัสเตือนหุ้นไทยเสี่ยง !ต่างชาติชอร์ต TFEX 7 วันติดต่ รวม 78,975 สัญญา จับตา 1,500 เอาไม่อยู่ โครงสร้างตลาด กลุ่มเทคโนโลยีมีน้ำหนัก 24.8% กลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อีก 26.9% รวม ประมาณ 52%เจอราคาน้ำมันร่วง ความกังวลหุ้น AI กดดันดัชนี ชู 3 ธีม ราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์ลง AMATA-BGRIM-SAWAD เด่น
สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในแนวโน้มขาลง โดยดัชนี SET ปรับลดลงจากบริเวณ 1,640 จุดในเดือนก.ค. มาปิดที่ 1,502.09 จุด เมื่อวันที่ 4 พ.ย.หรือลดลงประมาณ 8.4% ขณะที่ข้อมูลการซื้อขาย TFEX ระหว่างวันที่ 27 ต.ค.-4 พ.ย. พบว่านักลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิต่อเนื่องรวม 78,975 สัญญา สวนทางกับนักลงทุนรายย่อยที่มีสถานะซื้อสุทธิ 63,652 สัญญา ประกอบกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest) ที่เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 668,600 สัญญา สะท้อนการเปิดสถานะขายใหม่และความเสี่ยงที่ตลาดอาจเผชิญแรงกดดันต่อเนื่อง
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งมาจากโครงสร้างตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีน้ำหนักหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีประมาณ 24.8% และกลุ่มพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์อีก 26.9% รวมกันประมาณ 52% ของตลาด ส่งผลให้ดัชนี SET อ่อนไหวต่อการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันโลกและความกังวลเกี่ยวกับการลงทุนด้าน AI โดยเฉพาะประเด็นความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของบริษัทเทคโนโลยีที่ยังเผชิญแรงกดดันจากรายจ่ายลงทุนจำนวนมาก
ด้านตลาดต่างประเทศ รายงานระบุว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มส่งผลต่อมุมมองการลงทุน หลังตลาดคาดหวังว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจผ่อนคลายลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ปรับลดลงประมาณ 8.6% มาอยู่ต่ำกว่า 95 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ มีทิศทางอ่อนตัวลง โดยปัจจัยดังกล่าวอาจสนับสนุนการหมุนเวียนเงินลงทุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยี ไปยังธุรกิจที่มีต้นทุนลดลงและหุ้นที่มีรายได้ค่อนข้างมั่นคง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำค้นหาหุ้นที่มีโอกาสได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยเศรษฐกิจและการเมืองโลก ผ่าน 3 ธีม ได้แก่ Anti-Commodity เน้นธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบลดลง เช่น BGRIM, GULF, GPSC, BTG, THAI และ GLOBAL
ขณะที่ Anti-Yield เน้นหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จาก Bond Yield ที่ปรับลดลง ช่วยผ่อนคลายต้นทุนทางการเงิน ได้แก่ SAWAD, MTC และ LH
ส่วน Defensive เน้นธุรกิจที่มีรายได้และแนวโน้มกำไรค่อนข้างสม่ำเสมอ เช่น BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL ซึ่งมีโอกาสได้รับความสนใจจากการหมุนเวียนเงินลงทุนเข้าสู่หุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าตลาดโดยรวม
“หุ้นเด่นวันนี้ ได้แก่ AMATA, BGRIM และ SAWAD โดย BGRIM มีโอกาสได้รับประโยชน์จากต้นทุนพลังงานที่ปรับลดลง ขณะที่ SAWAD อาจได้รับปัจจัยสนับสนุนจากทิศทางบอนด์ยีลด์ที่อ่อนตัว ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนเงินทุน ส่วน AMATA เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่สายงานวิจัยคัดเลือกเป็นหุ้นเด่นประจำวัน โดยแนะนำให้นักลงทุนพิจารณาจังหวะสะสมหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานและโอกาสเติบโตเฉพาะตัว ท่ามกลางความผันผวนของตลาด แม้ตลาดหุ้นไทยยังมีความเสี่ยงจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติ แต่การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และทิศทางเงินลงทุนระหว่างกลุ่มอุตสาหกรรม อาจสร้างโอกาสการลงทุนในหุ้นบางกลุ่ม โดยนักลงทุนควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและคัดเลือกหุ้นอย่างระมัดระวัง พร้อมติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองโลกอย่างใกล้ชิด”บล.เอเซียพลัสระบุ
