รายงานพิเศษ: กรุงเทพประกันชีวิต เบี้ยปีแรก 8 เดือนโต 5% เปิดตัว”ห่วงรัก สุดคุ้ม”มัด 3 คุ้มครอง-จ่ายล่วงหน้า 30%

HoonSmart.com>>กรุงเทพประกันชีวิต เปิดผลงาน 8 เดือนแรกของปีเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจชะลอตัว กวาดเบี้ยปีแรกโต 5% เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “ห่วงรัก สุดคุ้ม” ชูจุดเด่นรวมความคุ้มครองชีวิต 25 โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุไว้ในกรมธรรม์เดียว ราคาจับต้องได้ ดึงผลโยชน์ล่วงหน้าจ่ายทันที 30% ลดความกังวลเจ็บจากการทำงาน ภายใต้กลยุทธ์ “BLA GoodLife Keeper” ขยายการดูแล ยืดความคุ้มครอง รับมือเศรษฐกิจผันผวนรองรับสังคมสูงวัย

นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต (BLA) เปิดเผย ผลงาน 8 เดือนแรกของปีตามสถิติของสมาคมประกันชีวิตไทย ว่า เบี้ยประกันภัยรับปีแรกที่รวมเบี้ยประกันภัยชำระครั้งเดียวของทั้งอุตสาหกรรมมีการเติบโตอยู่ที่ 0.7% ขณะที่ บริษัทฯสามารถทำผลงานเติบโตได้ 5% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมอย่างชัดเจน

​สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้รับกระแสตอบรับและความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภค คือ เกนเฟิส เซฟวิ่ง & เฟล็กซี่ แคร์ ซึ่งเสนอขายผ่านช่องทางธนาคารกรุงเทพ และสร้างยอดขายเติบโตโดดเด่นเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นแบบประกันสะสมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ผสานความคุ้มครองและการดูแลสุขภาพเข้าด้วยกัน มีระยะเวลาคุ้มครอง 12 ปี ชำระเบี้ยประกันภัย 6 ปี มอบผลประโยชน์ชั้นแรกเป็นเงินคืนรายปี และมอบผลประโยชน์ชั้นที่สองเป็นวงเงินยืดหยุ่นเพื่อการเสริมสร้างสุขภาวะ (Well-being) ในสัดส่วน 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย โดยผู้เอาประกันภัยสามารถนำวงเงินดังกล่าวไปใช้ในการดูแลและรักษาสุขภาพ หรือการรับบริการด้านความงาม ณ สถานพยาบาลต่างๆ ได้ตลอดระยะเวลาสัญญา และหากไม่มีการใช้วงเงินส่วนนี้ ผู้เอาประกันภัยจะได้รับเงินสมนาคุณเพิ่มเติมอีก 20% เมื่อกรมธรรม์ครบกำหนดสัญญา รวมทั้งยังมีนวัตกรรมความคุ้มครอง And Care เข้ามาช่วยเสริมด้านการดูแลสุขภาพเชิงรุกอีกด้วย

​ในด้านกลยุทธ์การจัดการพอร์ตการลงทุน ท่ามกลางภาวะการชะลอตัวของเศรษฐกิจ กรุงเทพประกันชีวิตได้เพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนในหุ้นกู้เอกชน โดยปรับลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นกู้ลง และหันมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งครอบคลุมพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้สัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐขยับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 56.1% ของพอร์ตการลงทุนรวม

ขณะเดียวกัน ตลาดหุ้นไทยในช่วงที่ผ่านมามีการปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มูลค่าพอร์ตการลงทุนในหุ้นของบริษัทเติบโตขึ้นตามราคาตลาดที่สูงขึ้น โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 11% ของพอร์ตการลงทุนรวม ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในการบริหารและปรับเปลี่ยนตัวหุ้นในพอร์ตการลงทุนให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) บริษัทคาดการณ์ว่าผลตอบแทนน่าจะไม่น้อยกว่าระดับปัจจุบันที่ทำได้ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม บริษัทขอสงวนสิทธิ์ในการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับตัวเลขสัดส่วนการขยายกรอบการลงทุนในหุ้นเพิ่มเติม

เจาะลึก”ห่วงรัก สุดคุ้ม”

 

นายโชน กล่าวว่า ล่าสุด บริษัทฯได้ออกสินค้านวัตกรรม “ห่วงรัก สุดคุ้ม” รวมความคุ้มครองชีวิต 25 โรคร้ายแรง และอุบัติเหตุไว้ในกรมธรรม์ฉบับเดียว ในราคาที่จับต้องได้ โดยไม่ต้องซื้อสัญญาเพิ่มเติมหลายฉบับมาประกอบกัน ชำระเบี้ย 20 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี เปิดรับประกันภัยตั้งแต่อายุแรกเกิดจนถึง 70 ปี ทุนประกันภัยเริ่มต้น 100,000 บาท ถึง 5,000,000 บาท

สามารถเลือกจ่ายเบี้ยประกันรายปี ,ราย 6 เดือน,3 เดือน และรายเดือน หากซื้อทุนประกันภัยหรือความคุ้มครองตั้งแต่ 500,000 บาทขึ้นไปจะได้รับส่วนลดเบี้ยประกันพิเศษ ซึ่งแบบประกันดังกล่าวสามารถนำไปใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ตามเกณฑ์ของกรมสรรพากร

ห่วงรัก สุดคุ้ม ออกแบบมาเพื่อเจาะตลาดกลุ่มคนทำงานและผู้ประกอบอาชีพอิสระ โดยการออกแบบมาตอบโจทย์พฤติกรรมและความต้องการทางการเงินของกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว ด้วย 3 ความคุ้มครอง ประกอบด้วย

1.ความคุ้มครองชีวิต

2.คุ้มครอง 25 โรคร้ายแรง โดยลูกค้าไม่ต้องรอให้ครบสัญญา หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงจะได้รับเงินก้อนที่เป็นผลประโยชน์ล่วงหน้าทันที 30% ของทุนประกันภัย โดยที่ความคุ้มครองชีวิตยังคงอยู่ และ

3.ความคุ้มครอง อุบัติเหตุ 2 ต่อ ประกอบด้วย ต่อที่ 1 มอบเงินชดเชยเพิ่ม 50% ของทุนประกันภัย กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือสายตาจากอุบัติเหตุ ต่อที่ 2 มอบเงินชดเชยเพิ่ม 5% ของทุนประกันภัย กรณีประสบอุบัติเหตุกระดูกหัก หรือ ไฟไหม้

“เป็นการเพิ่มความคุ้มครองโดยที่ไม่มีการคิดเบี้ยประกันภัยเพิ่มเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าสูงสุด”นายโชน กล่าว

​นายโชน กล่าวว่า หัวใจหลักในการตั้งราคาเบี้ยประกันและความคุ้มครอง จึงคำนึงถึงภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน และความเสี่ยงภัยของผู้บริโภค ที่ไม่ได้เกิดจากการเสียชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรง ซึ่งโดยปกติหากเป็นการซื้อสัญญาความคุ้มครองชีวิตแยกต่างหากจากความคุ้มครองโรคร้ายแรง จะทำให้ผู้เอาประกันภัยต้องมีภาระค่าเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า

“​เพื่อแก้ไขปัญหาภาระเบี้ยประกันภัยดังกล่าว กรุงเทพประกันชีวิตจึงได้พัฒนานวัตกรรมโครงสร้างกรมธรรม์ที่เน้นความคุ้มค่า โดยกำหนดให้ความคุ้มครองโรคร้ายแรงดึงมาจากวงเงินความคุ้มครองชีวิตเดิมแต่ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขให้จ่ายผลประโยชน์ได้เร็วยิ่งขึ้น จากรูปแบบเดิมที่ผู้เอาประกันภัยต้องรอรับเงินสินไหมทดแทน 100% ในช่วงสิ้นสุดชีวิต ยกตัวอย่าง เมื่ออายุครบ 78 ปี ตรวจพบเป็นโรคร้ายแรง จะมีการจ่ายผลประโยชน์ล่วงหน้าทันที 30% ของทุนประกันชีวิต และเมื่อผู้เอาประกันภัยมีชีวิตต่อจนกระทั่งเสียชีวิต จึงจะได้รับเงินสินไหมทดแทนส่วนที่เหลืออีก 70% ซึ่งเป็นแบบประกันแรกของบริษัทที่มีการจ่ายผลประโยชน์แบบนี้”นายโชน กล่าว

นายโชน กล่าวว่า ​การออกแบบโครงสร้างกรมธรรม์ในลักษณะนี้ เป็นการนำเสนอผลประโยชน์ให้แก่ผู้เอาประกันภัยได้เร็วขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน โดยไม่สร้างภาระค่าเบี้ยประกันภัยที่ซ้ำซ้อนหรือสูงเกินความจำเป็นในปัจจุบัน นับเป็นรูปแบบนวัตกรรมทางผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่ช่วยให้ระดับราคาเบี้ยประกันภัยลงมาอยู่ในระดับที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ง่ายและได้แพ็กเกจความคุ้มครองที่ครบถ้วนในฉบับเดียว

ยกตัวอย่าง กรณีลูกค้าเพศชาย อายุ 40 ปี เลือกทุนประกันภัยหรือความคุ้มครองชีวิต 1,000,000 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยต่อปีจะอยู่ที่ 32,000 บาท จ่ายเบี้ย 20 ปี รวมเป็นเงิน 640,000 บาท

 

ลูกค้ารายนี้จะได้รับความคุ้มครองชีวิตเริ่มต้นทุนที 1,000,000 บาทตั้งแต่วันแรก และหากเกิดอุบัติเหตุจนสูญเสียอวัยวะหรือสายตา ร่วมกับมีอาการกระดูกหัก ในช่วงระหว่างสัญญา 20 ปีแรกของการชำระเบี้ย ผลประโยชน์ร่วมสูงสุดของกรมธรรม์ฉบับนี้จะมอบให้กับลูกค้ารวมแล้วประมาณ 1,550,000 บาท

“กรมธรรม์ ห่วงรัก สุดคุ้ม ออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างความกังวลหลักของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มคนทำงาน และผู้มีอาชีพอิสระ ที่ต้องการบริหารความเสี่ยงทางการเงินแต่มีเงินเก็บจำกัด หรือกังวลว่าเบี้ยประกันจะแพงเกินไป จะช่วยแก้ปัญหาความกังวลเรื่องอุบัติเหตุจากการทำงาน ในราคาที่จับต้องได้ และได้รับเงินชดเชยทันทีเพมื่อเกิดเหตุโดยไม่ต้องรอจนสิ้นสุดสัญญา”นายโชน กล่าว

นายโชน กล่าวว่า เพื่อรองรับสังคมสูงวัย หรือ ภาวะการมีชีวิตที่ยืนยาว (Longevity) ที่ประชาชนหันมาใส่ใจดูแลเรื่องสุขภาพมากขึ้น กรุงเทพประกันชีวิต จึงได้สร้างจุดเด่นและความแตกต่างผ่านแนวคิด “BLA GoodLife Keeper” ตอบโจทย์การดำเนินชีวิตออกเป็น 4 มิติสำคัญ ได้แก่ กายฟิต เงินพร้อม ใจสมดุล และความสัมพันธ์ดี เพื่อมุ่งเน้นการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้บริโภคอย่างครอบคลุม

การขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าวดำเนินการผ่าน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การส่งมอบบริการและสิทธิประโยชน์ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิต และการให้บริการผ่านปัจจัยด้านมนุษย์ โดยตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาทางการเงินในฐานะพันธมิตรผู้ดูแลชีวิต

ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ จริงจัง และต่อเนื่อง ทั้งการขยายขอบเขตบริการและสิทธิประโยชน์ การปรับปรุงและขยายความคุ้มครองของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่ไปกับการสื่อสารตรงสู่ประชาชนในหลากหลายรูปแบบผ่านการจัดสัมมนาทั่วประเทศ เนื่องจากบริษัทมองว่าการสร้างความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดีเป็นสิ่งที่จะดำรงอยู่ยาวนานคู่กับสังคมไทย

​นายโชน กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลผลงานวิจัยพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคไทย พบว่า คนไทยต้องเผชิญกับช่วงท้ายของชีวิตที่มีภาวะสุขภาพไม่สมบูรณ์ยาวนานถึง 11 ปี จากอายุเฉลี่ย 78 ปี โดยช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีหยุดอยู่ที่อายุประมาณ 67 ปี ภายใต้แนวคิด BLA GoodLife Keeper จะเข้ามาอาสาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยแบ่งเบาและลดภาระในช่วงเวลาการรักษาตัวช่วงดังกล่าว

 

มุ่งเน้นการขยายช่วงเวลาของการมีสุขภาพดีในระยะ 67 ปีแรกให้ยาวนานยิ่งขึ้น พร้อมทั้งช่วยบรรเทาความยากลำบากในช่วง 11 ปีสุดท้าย ผ่านการดำเนินงานใน 4 มิติหลัก ดังนี้

​1.กายฟิต การดูแลสุขภาพกายในปัจจุบันจะช่วยยืดระยะเวลาของการมีสุขภาพดีในช่วง 67 ปีแรกให้ยาวนานขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ความยากลำบากในช่วง 11 ปีสุดท้ายลดน้อยลง

2.เงินพร้อม การเตรียมความพร้อมทางการเงินจะช่วยเพิ่มความพร้อมในการใช้ชีวิตหลังการเกษียณ ทำให้ความเสี่ยงภัยด้านต่างๆ ได้รับการบรรเทาอย่างทันท่วงทีทั้งต่อตนเองและครอบครัว

3.ใจสมดุล การสร้างสมดุลทางจิตใจช่วยสร้างกำลังใจและความสุขจากภายใน ซึ่งเป็นทางเลือกและแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคมีความพร้อมในการรับมือและปรับตัวต่อความท้าทายต่าง ๆ ส่งผลให้ช่วง 11 ปีสุดท้ายเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากยิ่งขึ้น

4.ความสัมพันธ์ดี การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างอย่างต่อเนื่อง แม้ในยามที่ชีวิตและภารกิจการทำงานมีความวุ่นวาย ผ่านการให้เวลาและการสื่อสารที่มีคุณภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนการสะสมต้นทุนความสัมพันธ์สำหรับอนาคต เพื่อให้ผู้สูงวัยได้รับการดูแลและกำลังใจจากครอบครัวอย่างใกล้ชิดแม้ในยามที่สุขภาพเจ็บป่วย

​กรุงเทพประกันชีวิต มีความยินดีในการทำหน้าที่ดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยสร้างคุณค่าให้แก่ตัวองค์กรผ่านการพัฒนาพันธมิตร สิทธิประโยชน์ และผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับบทบาทของบุคลากรและตัวแทนประกันชีวิตในพื้นที่ให้มีคุณค่าต่อสังคมมากยิ่งขึ้นด้วย

“ในวันนี้เพื่อช่วยให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราก้าวสู่ทิศทางใหม่ของการเป็น BLA GoodLife Keepper:Keep Life Good,for Longer หรือ ชีวิตดี มีได้ยาวๆ โดยขยายการดูแลจากเดิมที่เน้นปกป้องทางการเงิน ไปสู่การปกป้องขั้นกว่า หรือ Protective Care+ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อเสริมให้คนไทยมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพ ครอบคลุมทั้ง การดูแลเชิงรุกเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพ การดูแลป้องกันก่อนเกิดโรค และการฟื้นฟูเพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติอย่างรวดเร็ว พร้อมเพิ่มบริการ GoodLife Care Check-in เพื่อทบทวนแผนชีวิตสม่ำเสมอกับตัวแทนประกันชีวิต”นายโชน กล่าว

นายโชน กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทได้ส่งต่อความคุ้มครองที่หลากหลาย และสร้างความสมดุลด้านจิตใต ผ่านกรมรรม์ใหม่ๆ ใน 2 แนวทาง คือ

ยืดความคุ้มครอง เช่น บีแอลเอ ลองไลฟ์แคร์ ประกันโรคร้ายแรงที่เปลี่ยนจากแบบ เจอ-จ่าย-จบ เป็น เจอ จ่าย ไม่จบ ให้ความคุ้มครอง 8 โรคร้ายแรงทางสมองและโรคที่กระทบต่อการดำรงชีวิตระยะยาว เช่น โรคสมองเสื่อมชนิดอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โดยจ่ายเงินชดเชยต่อเนื่อง 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปี นานสูงสุดถึงอายุ 99 ปี และ

ขยายความคุ้มครอง ตอบสนองความต้องการที่ซับซ้อนขึ้นจากการมีอายุที่ยืนยาวขึ้น เช่น เกนเฟิส เซฟวิ่ง & เฟล็กซี่ แคร์ มอบผลประโยชน์เพิ่มเติมด้านสุขภาวะ หรือ Well-Being 10% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยทุกปี

บีแอลเอ เซฟวิ่ง แอนด์ แคร์ 168 ที่รับเงินชดเชยเพิ่มอีก 12% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปีหากป่วยด้วยโรคร้ายแรง และรับเงินก้อนหากเจ็บป่วยระยะสุดท้าย และ

ประกันบำนาญ บีแอลเอ เพนชั่น แอนด์ แคร์ 888 ส่งมอบเงินบำนาญก้อนแรก 30% ของจำนวนเงินเอาประกันภัย เมื่ออายุ 60 ปี และรับเพิ่มอีกปีละ 8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยจนถึงอายุ 88 ปี และหากป่วยด้วยโรคร้ายแรง รับเพิ่มอีก 8% ของจำนวนเงินเอาประกันภัยต่อปีตั้งแต่ปีแรก

นายโชน กล่าวย้ำว่า บริษัทฯมุ่งมั่นสร้างความแตกต่างในยุคเศรษฐกิจท้าทาย ชูวิสัยทัศน์ “Life Care Partner” ยืนหยัดเคียงข้างสังคมไทยครบ 75 ปี มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตเหนืออุตสาหกรรมด้วยการพัฒนาบทบาทตัวแทนสู่การเป็น “Life Care Partner” พร้อมเดินหน้าขยายเครือข่ายพันธมิตรและพัฒนาบริการเสริมรอบด้าน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุกมิติท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ

“เราได้ริเริ่มสื่อสารการปรับบทบาทตัวแทนและที่ปรึกษาทางการเงินสู่การเป็น Life Care Partner หรือ ตัวแทนแห่งความใส่ใจ ตั้งแต่ช่วงงาน Agency Kick Off ในเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยหลักสูตรการอบรมเข้มข้นได้ทยอยเริ่มต้นอย่างต่อเนื่องในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ มีนาคม และเมษายน ซึ่งช่วงเวลาในการวัดผลสำคัญอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงกรกฎาคม ผลลัพธ์จากการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนผ่านอัตราการซื้อซ้ำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีตัวแทนที่ผ่านหลักสูตรระดับแรก (ตัวแทนแห่งความใส่ใจ) สูงถึง 65% ของตัวแทน Active และมีตัวแทนที่ผ่านหลักสูตรเข้มข้นขั้นสูง (Advanced Skill ในฐานะ Life Care Partner) แล้วถึง 32% ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าตัวแทนของบริษัทมีความพร้อมในการส่งมอบคุณค่าและการดูแลลูกค้าในระยะยาวอย่างแท้จริง”นายโชน กล่าว

นายโชน กล่าวว่า ในด้านผลิตภัณฑ์และการให้บริการ ไม่ได้จำกัดเป้าหมายเพียงแค่ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่ง แต่มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น แบบประกันคุ้มครองกลุ่มโรคร้ายแรง (BLA Long Life Care) ออกแบบมาเพื่อรองรับการจ่ายผลประโยชน์กรณีเกิดโรคร้ายแรงทางสมองอย่างต่อเนื่อง (เช่น ระยะเวลา 10 ปี หรือยาวนานจนถึงอายุ 99 ปี หรือจนกว่าจะเสียชีวิต) รวมถึงกลุ่มโรคร้ายแรงครอบคลุมวงกว้างสูงสุดถึง 25 โรคร้ายแรง โดยที่ความคุ้มครองในส่วนของอุบัติเหตุและการเสียชีวิตยังคงมีผลคุ้มครองต่อเนื่องไม่มีการยกเลิก

ช่องทางการจัดจำหน่ายที่หลากหลาย ทั้งการเสนอขายผ่านช่องทางธนาคารกรุงเทพและช่องทางตัวแทนประกันชีวิต ตลอดจนแบบประกันเสริมอื่น ๆ ที่ออกแบบมาเพื่ออุดช่องว่างทางการเงินและความคุ้มครองของประชาชน

สำหรับ ทิศทางและกลยุทธ์รับมือความท้าทายในช่วงที่เหลือของปี ซึ่งเป็นปีที่บริษัทก้าวสู่ปีที่ 75 ของการดำเนินงาน มุ่งมั่นที่จะเติบโตเคียงคู่กับสังคมไทยไปในทุกสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ โดยเน้นการสร้างความแตกต่างผ่าน “ความใส่ใจและความใกล้ชิดกับลูกค้า” ในฐานะเพื่อนที่ปรึกษาที่เข้าใจความต้องการอย่างแท้จริง ซึ่งแนวทางดังกล่าวถือเป็นดีเอ็นเอสำคัญที่จะสร้างความไว้วางใจ และช่วยผลักดันให้บริษัทสามารถเติบโตได้สูงกว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมประกันชีวิตในภาพรวม

ชูระบบนิเวศ “BLA Well-Being Ecosystem” เติมเต็มคุณภาพชีวิตรอบด้าน

 

น.ส.อรนาฎ นชะพงษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์การตลาดและบริหารจัดการลูกค้า กรุงเทพประกันชีวิต เปิดเผยถึงวิสัยทัศน์ว่า มุ่งสร้างคุณภาพชีวิตที่ยืนยาวอย่างสมดุล พร้อมเปิดตัวบริการเสริมและสิทธิประโยชน์ใหม่ที่ครอบคลุมทั้งการดูแลเชิงลุก การป้องกัน และการฟื้นฟูสุขภาพแบบองค์รวม เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของลูกค้ายุคใหม่ผ่านแอปพลิเคชัน BLA Happy Life

สำหรับจุดเริ่มต้นและบริการดูแลลูกค้ายุคใหม่ เริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นที่จะดูแลให้ทุกการเจ็บป่วยของลูกค้าดำเนินไปอย่างราบรื่นที่สุด ผ่านบริการหลากหลายรูปแบบภายใต้แนวคิด BLA Every Care ประกอบด้วย

บริการรถรับส่งโรงพยาบาล (Driving Home) บริการรับส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ครอบครัว ซึ่งมีอัตราผู้รับสิทธิ์บริการนี้เพิ่มสูงขึ้นถึง 38.7%

บริการรถรับส่งสถานพยาบาล (Telecare / Fast Track Discharge & Medic Vault): อำนวยความสะดวกในการเดินทางและการจัดการด้านการแพทย์

ยกระดับความแข็งแกร่งด้วยระบบนิเวศ Well-Being Ecosystem ซึ่งบริษัทได้เดินหน้ายกระดับการดำเนินงานให้มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทั้งไลฟ์สไตล์และคุณภาพชีวิตที่ดีใน 4 มิติสำคัญ กายฟิต เงินพร้อม ใจสมดุล และความสัมพันธ์ดี ผ่านการดูแลเชิงรุก การป้องกัน และการฟื้นฟู โดยแบ่งบริการออกเป็น

1. การดูแลเชิงป้องกัน (Preventive Care) มีบริการโปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงลึก โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาล และศูนย์เวลเนส ในการพัฒนาโปรแกรมตรวจคัดกรองความเสี่ยงก่อนเกิดโรค เช่น การตรวจมวลกล้ามเนื้อ, ฮอร์โมนความเครียด, โภชนาการ และสารต้านอนุมูลอิสระ

เปิดทางเลือกในการเสริมวิตามิน ให้ลูกสามารถเลือกรับบริการวิตามินหรือการตรวจสุขภาพตามมาตรฐาน เช่น อัลตร้าซาวด์ ได้ตามความต้องการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ

บริการ My Wellness Care มีบริการเสริมให้คำปรึกษาด้านปัญหาความเครียดและความสำคัญของสุขภาพจิตใจ

2. การฟื้นฟูสุขภาพ (Rehabilitation) ที่มีบริการกายภาพบำบัดเฉพาะทาง โดยศึกษาและออกแบบบริการกายภาพบำบัดเป็นซีรีส์ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย อาทิ โปรแกรมวดจุดปวดเจ็บ, โปรแกรมนวดเปิดท่อน้ำนม ซึ่งเป็นบริการยอดนิยมสำหรับคุณแม่หลังคลอด, กายภาพบำบัดออกกำลังกายในน้ำ และบริการกายภาพบำบัดสำหรับออฟฟิศซินโดรมรวมถึงหลังการผ่าตัด

3. สิทธิประโยชน์ด้านไลฟ์สไตล์และโภชนาการ มีสิทธิประโยชน์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ประจำวันด้วยสิทธิพิเศษในหมวดหมู่ร้านอาหาร คาเฟ่ กาแฟ ไอศกรีม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

สิทธิประโยชน์ด้านการช้อปปิ้ง ครอบคลุมการใช้บริการในซูเปอร์มาร์เก็ต ซึ่งกลุ่มผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะช่วงอายุ 30-39 ปี และกลุ่มผู้ชาย ที่กลับมาใช้บริการซ้ำสูงถึง 3-4 ครั้งในกลุ่มสิทธิพิเศษที่ได้รับ

กิจกรรมและเสียงตอบรับจากผู้ใช้บริการ

กิจกรรม Happy Learning Season 3 จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ณ ยูนิลีเวอร์ ฟาร์ม โดยผสานแนวคิดชีวิตดี 4 ด้าน เข้ากับวิถีพอเพียงตามรอยพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9 ภายใต้แนวคิด Leader Class, Simple Joy, Big Ranger ซึ่งได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าสูงถึง 100%

แอปพลิเคชัน BLA Happy Life หลังจากยกเครื่องและเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมด้วยยอดผู้ใช้งานที่เป็น Active User เพิ่มขึ้นถึง 37.1% และกลุ่มผู้ใช้งานใหม่เพิ่มขึ้น 65% คะแนนเรตติ้งบน App Store สูงถึง 4.8 ดาว พร้อมคะแนนความพึงพอใจสูงสุด (CSAT) ถึง 96% และคะแนนความพร้อมในการบอกต่อ (NPS) เพิ่มขึ้นถึง 28.4%

“การพัฒนาระบบนิเวศสุขภาพและการผสานบริการดูแลผู้ป่วยครบวงจรของกรุงเทพประกันชีวิตสะท้อนถึงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์สังคมยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง การันตีด้วยความพึงพอใจและอัตราการกลับมาใช้บริการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอกย้ำความมุ่งมั่นในการดูแลชีวิตให้ดีขึ้นจากตัวตนของผู้เอาประกันภัยอย่างยั่งยืน”น.ส.อรนาฎ กล่าว

รายงานโดย: วารุณี อินวันนา