HoonSmart.com >>CGSI : กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ไตรมาส 3/69 น่าจะมีกำไรปกติเติบโตทั้ง yoy และ qoq จากการฟื้นตัวที่ขยายออกไป นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ AI ยังแนะนำ “Overweight”

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่น (ประเทศไทย) หรือ CGSI คาดว่า กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทยจะมีผลประกอบการแข็งแกร่งขึ้นในไตรมาส 3/69 จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและ Operating leverage ที่ดีขึ้น โดยประมาณการว่ากำไรปกติจะเติบโต 39-873% yoy และ 33-105% qoq ซึ่งกำไรที่เติบโต qoq จะนำโดย KCE, DELTA, CCET และ HANA ส่วนรายได้คาดว่าจะเติบโต 9-24% qoq
ทั้งนี้ แม้ว่าการฟื้นตัวของอุปสงค์จะขยายไปยังกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์แบบอนาล็อก (Analog) และแผ่นวงจรพิมพ์ (PCB) แต่มองว่าอุปสงค์ของสินค้าปลายทางที่ไม่เกี่ยวข้องกับ AI (non-AI) ยังคงอ่อนตัว ขณะที่ความต้องการชิ้นส่วนจำนวนมากจากอุตสาหกรรม AI กำลังส่งผลให้อุปทานในตลาดโลกตึงตัวและดันราคาให้สูงขึ้น
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ เชื่อว่า อัตราการเติบโตของกำไร DELTA กำลังฟื้นตัว เนื่องจาก การผลิตผลิตภัณฑ์กลุ่ม Power electronics กลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว หลังสามารถหาทางออกในการแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของอุปทานเซมิคอนดักเตอร์ โดยประมาณการว่า DELTA จะมีรายได้เติบโต 42% yoy และ 16% qoq เป็น 7.57 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/69
รวมทั้งมีอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นจาก 26.8% ในไตรมาส 2/69 เป็น 29.0% จากส่วนผสมผลิตภัณฑ์ที่ดีขึ้นและต้นทุนชิ้นส่วนที่ลดลง
นอกจากนี้ ยังคาดว่าอัตราส่วน SG&A/รายได้จะลดลงจาก 17.4% เหลือ 16.0% ด้วยสัดส่วนรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่ฝ่าย R&D ของบริษัทพัฒนาขึ้นเอง จึงทำให้ DELTA มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ 8.9 พันล้านบาท (+39% yoy, +61% qoq) ในไตรมาส 3/69
ส่วนในไตรมาส 4/69 คาดว่า DELTA จะมียอดขายเติบโตสูงขึ้น โดยมีปัจจัยหนุนจากอุปสงค์ตามฤดูกาล การเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงาน และปัญหาคอขวดด้านอุปทานที่เริ่มคลี่คลาย ซึ่งจะทำให้การผลิตกลับสู่ภาวะปกติได้เร็วขึ้น
ส่วน KCE คาดว่า จะมีกำไรปกติ 495 ล้านบาท (+70% yoy, +105% qoq) ในไตรมาส 3/69 จากรายได้ 4.3 พันล้านบาท (+25% yoy, +20% qoq) โดยมีปัจจัยหนุนจากปริมาณขาย PCB ที่เพิ่มขึ้น ราคาขายที่สูงขึ้น และความต้องการลามิเนตที่แข็งแกร่ง ขณะที่เราตั้งสมมติฐาน GPM อยู่ที่ 22.5% (เทียบกับ 18.9% ในไตรมาส 2/69) จากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นและ Operating leverage ที่ดีขึ้น
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 4/69 คาดว่าปริมาณขาย PCB และราคาขายเฉลี่ย (ASP) จะเพิ่มขึ้นอีก 3% qoq แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น เนื่องจากอุปทานยังคงตึงตัวและบริษัทน่าจะสามารถส่งผ่านต้นทุนได้เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม GPM ในไตรมาส 4/69 น่าจะอ่อนตัวลง เพราะผลดีจากราคาที่สูงขึ้นเริ่มลดลง และต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวขึ้นไปก่อนหน้านี้น่าจะเริ่มสะท้อนในต้นทุนขาย
ขณะที่ในกลุ่มผู้ให้บริการ EMS (Electronics Manufacturing Services) และ OSAT (Outsourced Semiconductor Assembly and Test) เชื่อว่า CCET ยังมีแนวโน้มทำรายได้แข็งแกร่งจากธุรกิจประกอบ server และ storage โดยคาดว่าบริษัทจะมีรายได้เติบโต 20% yoy และ 24% qoq เป็น 4.33 หมื่นล้านบาทในไตรมาส 3/69 และมี GPM ทรงตัวที่ 5.3% ขณะที่ Operating leverage ที่ดีขึ้นจะช่วยหนุนให้กำไรปกติเพิ่มขึ้นเป็น 1.09 พันล้านบาท (+106% yoy, +45% qoq)
ส่วน HANA มองว่าความต้องการชิปอนาล็อกที่เพิ่มขึ้น การขาดทุนจากธุรกิจอื่นที่ลดลง และรายได้จากผลิตภัณฑ์ใหม่ (AI Cooling และ Optical-related PCBA) จะช่วยหนุนผลกำไรในไตรมาส 3/69 จึงทำประมาณการรายได้อยู่ที่ 5.83 พันล้านบาท (+10% yoy, +9% qoq) และกำไรปกติอยู่ที่ 371 ล้านบาท (+873% yoy, +33% qoq) ในไตรมาส 3/69 รวมทั้งคาดว่า GPM จะเพิ่มขึ้นเป็น 12.0% จาก 10.7% ในไตรมาส 2/69
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ยังคงให้น้ำหนักการลงทุน “Overweight” กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยเลือก DELTA เป็นหุ้น Top Pick เพราะบริษัทมีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI มีความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้น และยอดขายมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นในไตรมาส 4/69
นอกจากนี้ มองว่า HANA และ CCET อาจมี upside เพิ่มเติมจากกำไรที่คาดว่าจะเติบโตสูงขึ้นและโอกาสเติบโตเชิงโครงสร้าง ขณะเดียวกัน แม้คาดว่า KCE จะมีกำไรฟื้นตัวแข็งแกร่งในปี 69-71 แต่การประเมินมูลค่าในปัจจุบันน่าจะสะท้อนการเติบโตของกำไรส่วนใหญ่แล้ว จึงทำให้มี upside จำกัด
สำหรับกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ มองว่าปัจจัยที่จะหนุนการประเมินมูลค่าของกลุ่มนี้ ได้แก่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่งกว่าคาด การฟื้นตัวของอุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์ในวงกว้าง ต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลง และปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนที่คลี่คลายลง
ส่วน downside risk มาจากการชะลอการลงทุนใน AI โครงการของลูกค้าที่ล่าช้า ต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การขาดแคลนอุปทาน อุปสงค์ในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์ที่อ่อนตัวกว่าคาด รวมถึงการแข็งค่าของเงินบาท
