HoonSmart.com>>นักลงทุนโล่งอก! “ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป”(TISCO) เป็นเจ้าฝูงประกาศกำไรไตรมาส 3/69 โต 4.3% เป็น 1,804.70 ล้านบาท นอกจากธุรกิจหลักเติบโตแล้ว ยังตั้งสำรองหนี้ลดลง ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมัน-บอนด์ยีลด์สูง น้ำท่วมหลายพื้นที่ คาดลดแรงกดดันธนาคารพาณิชย์อื่น เรื่องตั้งสำรองฯ กำไรไม่ปรับตัวลงมากอย่างที่กังวล บล.ฟินันเซีย ไซรัสแนะนำ BBL-KTB
บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ประกาศไตรมาสที่ 3/2569 กำไรสุทธิ 1,804.70 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 2.25 บาท เพิ่มขึ้น 4.3% จากที่มีกำไรสุทธิ 1,730.22 ล้านบาทหรือ 2.16 บาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน รวม 9 เดือนปีนี้กำไรทั้งสิ้น 5,302.18 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 6.62 บาท ดีขึ้น 5.7%จากที่มีกำไรสุทธิ 5,017.12 ล้านบาท หรือ 6.27 บาทต่อหุ้น
TISCO ชี้แจงว่าสาเหตุที่ทำให้กำไรไตรมาสที่ 3 ดีขึ้น เนื่องจากตั้งสำรองหนี้ลดลง ค่าใช้จ่ายสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต (ECL) อยู่ที่ 1.0% ของสินเชื่อเฉลี่ย สอดคล้องกับคุณภาพสินทรัพย์ที่สามารถควบคุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROAE) อยู่ที่ 16.4% ส่วนธุรกิจหลัก รายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 6.2% จากต้นทุนเงินฝากที่ลดลง ค่าธรรมเนียมฟื้นตัวจากธุรกิจตลาดทุนที่ขยายตัวตามปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ แม้ว่าสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ที่ สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Risk) จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ก็ตาม
บล.บัวหลวง รายงานว่ากำไร TISCO ออกมาตามที่คาด คุณภาพสินทรัพย์ยังดีต่อเนื่องจากไตรมาสที่ 2 NPLs ธุรกิจจำนำทะเบียนรถค่อนข้างทรงตัว ประเมินว่ายังสามารถบริหารจัดการได้ ส่วนไตรมาสที่ 4 คาดจะมีกำไรสุทธิ 1,800 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% YoY และทรงตัว QoQ โดยรวมทั้งปีนี้ กำไรเติบโต 5% และปีหน้าโต 3% ประเมินว่าราคาหุ้นได้สะท้อนปัจจัยบวกไปแล้ว และมูลค่าแพงกว่ากลุ่มธนาคารมาก จึงยังแนะนำขาย
น.ส.จิตรา อมรธรรม รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า กำไรของ TISCO ออกมาตามคาด แต่น่าสนใจที่มีการตั้งสำรองหนี้ลดลง ท่ามกลางสถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงยิดเยื้อ แต่หนี้เสียกลับไม่น่ากังวล ส่งผลดีต่อภาพรวมของธนาคารพาณิชย์ คาดว่าธนาคารแต่ละแห่งน่าจะไม่เพิ่มการตั้งสำรองหนี้หรืออาจจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ลดลง จึงมีแรงซื้อกลับหุ้นธนาคาร จากที่ขายออกมามากก่อนหน้านี้ เพราะกังวลถึงกำไรจะออกไม่ดี
” เรายังคงแนะนำซื้อ KTB และ BBL ให้ราคาเป้าหมาย 47.30 บาท และ 240 บาทตามลำดับ”
สำหรับ BBL ราคายังปรับตัวขึ้นน้อยเมื่อเทียบกับธนาคารหลายแห่ง ทำให้ราคาซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าหุ้นทางบัญชี(บุ๊กแวลู) 1 เท่า ขณะที่ KTB ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี จากภาครัฐมีการขยายการลงทุน และยังมีรายได้จากค่าธรรมเนียมในการให้บริการผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง
ราคาหุ้น TISCO ปิดที่ 124 บาท ลดลง 0.50 บาท BBL ปิดที่ 185 บาท เพิ่มขึ้น 1บาท และ KTB ปิดที่ 42.75 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท สำหรับการซื้อขายหุ้นครึ่งวันที่ 14 ต.ค.2569
