ดาวโจนส์ปิดบวก 195 จุด จับตาผลประกอบการธนาคาร

HoonSmart.com>> ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวก 195 จุด ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สาม สวนทาง S&P 500 และ Nasdaq ลดลง นักลงทุนจับตาผลประกอบการ Q3 ของแบงก์ใหญ่ รายงานข้อมูลเศรษฐกิจและสถานการณ์ตะวันออกกลาง “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับเพิ่มขึ้น ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดบวก

ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average) วันที่ 12 ตุลาคม 2569 ปิดบวกเล็กน้อยที่ 51,580.55 จุดเพิ่มขึ้น 195.6 จุด หรือ 0.38% เป็นการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สาม ขณะที่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq Composite ปิดตลาดในแดนลบ เนื่องจากนักลงทุนเตรียมพร้อมรับการเปิดเผยผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของธนาคารรายใหญ่ในวันอังคาร รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจที่จะมีการรายงานในสัปดาห์นี้และจับตาสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดพลังงาน

ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,807.24 จุด ลดลง 4.3 จุด, -0.06%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 30,66.697 จุด ลดลง 218.45 จุด, -0.71%

ดัชนี Dow ปรับตัวขึ้นโดยได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้น 2% ของหุ้น Salesforce หลังจากที่ Bank of America ปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนสำหรับหุ้นขึ้นถึงสองระดับ

ดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงโดยได้รับแรงกดดันจากการร่วงลง 3.9% ของหุ้น Micron Technology ซึ่งเป็นผลมาจากนักลงทุนประเมินสถานการณ์การแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจากบริษัท CXMT ของจีน หลังจากที่บริษัทรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงสร้างชิปแบบใหม่

ราคาน้ำมันล่วงหน้าพุ่งสูงขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีสนามบินนานาชาติริยาดอย่างรุนแรงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา กลบโอกาสที่จะมีปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ชื่นชมการส่งออกดีเซลของรัสเซีย และพูดถึงการหยุดยิงระหว่างรัสเซียและยูเครนในเรื่องเป้าหมายด้านพลังงาน

ทรัมป์ยังกล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า กำลังพิจารณาที่จะเข้าร่วมกับซาอุดีอาระเบียในการต่อสู้กับกลุ่มฮูตีที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานในเยเมน ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดที่อาจเพิ่มสูงขึ้นในภูมิภาค

นักลงทุนต่างหวังว่าช่วงการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 จะช่วยหนุนให้ตลาดหุ้นฝ่าสถานการณ์ความวุ่นวายในตะวันออกกลางไปได้ โดยคาดการณ์กันว่าผลประกอบการที่จะทยอยประกาศออกมานั้นจะแข็งแกร่ง ข้อมูลจาก John Butters แห่ง FactSet ระบุว่า ผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะเติบโต 29.6% ซึ่งนับเป็นไตรมาสที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ดัชนีหุ้นนี้มีอัตราการเติบโตของผลกำไรสูงกว่า 25% โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของการก่อสร้างศูนย์ข้อมูล (Data Center) เพื่อรองรับเทคโนโลยี AI

ด้านข้อมูลจาก LSEG IBES ระบุว่า นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าผลประกอบการของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะพุ่งขึ้น 30.6% ในไตรมาสที่ 3

ธนาคารรายใหญ่ของสหรัฐฯ อาทิ Goldman Sachs , Citigroup และ JPMorgan Chase มีกำหนดรายงานผลประกอบการในช่วงเช้าวันอังคาร

นอกจากนี้ ในสัปดาห์นี้ยังมีการเปิดเผยข้อมูลอัตราเงินเฟ้อทั้งในฝั่งผู้บริโภคและผู้ผลิตของสหรัฐฯ ประจำเดือนกันยายน รวมถึงข้อมูลยอดค้าปลีกอีกด้วย แม้ตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ จะปิดทำการเมื่อวันจันทร์เนื่องในวันโคลัมบัส (Columbus Day) แต่นักลงทุนในตลาดหุ้นยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่ได้รับแรงหนุนจากราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น หนุนกลุ่มพลังงานทำผลงานได้โดดเด่นที่สุดในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักของดัชนี S&P 500 โดยปรับตัวขึ้น 1.5% ส่วนกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความผันผวนต่ำ ก็ปรับตัวขึ้นกว่า 1% เช่นเดียวกับดัชนีกลุ่มบริการด้านการสื่อสารของ S&P 500 ที่ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นกว่า 3% ของหุ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Meta

ในทางกลับกัน กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด โดยลดลง 0.9% และ 0.7% ตามลำดับ ทั้งนี้ การอ่อนตัวลงของกลุ่มเทคโนโลยีเห็นได้ชัดในหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป โดยดัชนี Philadelphia Semiconductorปิดตลาดลดลง 2.7% หลังจากที่ร่วงลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์

ในกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย หุ้น Chipotle Mexican Grill ลดลง 3.8% หลังจาก Starbucks ออกมาปฏิเสธข่าวmujว่าจะเข้าซื้อกิจการร้านอาหารเม็กซิกันแห่งนี้ ในขณะที่หุ้น Starbucks ปิดตลาดปรับขึ้น 1.7%

หุ้น Microsoft ปิดตลาดบวก 1.1% ส่งผลให้มูลค่าตามราคาตลาด (Market Cap) พุ่งทะลุระดับ 4 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในรอบปี หลังจากบริษัทประกาศแผนการนำชิป AI ที่พัฒนาขึ้นเองมาใช้งานในวงกว้าง

หุ้น Salesforce ปรับขึ้น 2% หลังจาก BofA Global Research ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นดังกล่าวจากระดับ “Underperform” เป็น “Buy” นอกจากนี้ หุ้นของ eBay ยังปรับขึ้น 2% หลังจาก Morgan Stanley ใส่หุ้นไว้ในรายชื่อหุ้นแนะนำอันดับต้นๆ

ขณะเดียวกัน เบธ แฮมแมค ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สาขาคลีฟแลนด์ กล่าวว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ ควรปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินไปสู่ทิศทางที่เข้มงวดขึ้น “ค่อนข้างรวดเร็ว” เพื่อรับมือกับปัญหาเงินเฟ้อ โดยมองว่าได้ลุกลามเป็นวงกว้างและเริ่มส่งผลกระทบต่อแผนการกำหนดราคาของภาคธุรกิจแล้ว

ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME บ่งชี้ว่า บรรดาเทรดเดอร์ประเมินโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ไว้ที่เกือบ 22% เพิ่มขึ้นจากระดับ 17.7% เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตลาดหุ้นยุโรปเปิดฉากสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวสำคัญด้วยการปิดบวก แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคารช่วยชดเชยผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นได้

ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สอง

ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 635.65 จุด เพิ่มขึ้น 4.1 จุด, +0.65%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,656.28 จุด เพิ่มขึ้น 104.23 จุด ,+0.99%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,832.88 จุด เพิ่มขึ้น 29.55 จุด, +0.38%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,277.68 จุด เพิ่มขึ้น 190.41 จุด, +0.76%

ในสัปดาห์นี้นักลงทุนจะหันมาให้ความสำคัญกับผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก หลังจากที่ได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางเศรษฐกิจในภาพรวม เช่น ราคาน้ำมันดิบและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์

ผลประกอบการที่แข็งแกร่งอาจช่วยคลายความกังวลจากสถานการณ์ตึงเครียดระลอกใหม่ในตะวันออกกลางได้ อย่างไรก็ตาม LVMH ของฝรั่งเศสรายงานตัวเลขการเติบโตของยอดขายแบบออร์แกนิก (organic sales growth) ในไตรมาสที่ 3 ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ซบเซาในกลุ่มสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนัง ราคาหุ้นของบริษัทปรับขึ้น 1.18% ก่อนการเปิดเผยรายงาน ขณะที่ดัชนีกลุ่มสินค้าหรู บวก 0.95%

ASML ผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และ EQT บริษัทด้านการลงทุน มีกำหนดจะรายงานผลประกอบการในช่วงหลังของสัปดาห์นี้

ดัชนี IBEX ของสเปน ซึ่งมีหุ้นกลุ่มธนาคารเป็นส่วนใหญ่ พุ่งขึ้น 1.33% มากที่สุดในบรรดา

ดัชนีกลุ่มประเทศในภูมิภาค ขณะที่ดัชนีกลุ่มธนาคาร ในดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้น 1.5%

เดวิด มอร์ริสัน นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก Trade Nation กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาสที่สาม โดยเฉพาะจากบริษัทเซมิคอนดักเตอร์และผู้ได้รับประโยชน์จาก AI อื่นๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดทิศทางของตลาดในระยะสั้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนลดลงในวันจันทร์ ช่วยหนุนความเชื่อมั่นในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนยังคงอยู่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายปี สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยจะยังคงสูงต่อไปอีกนาน

ข้อมูลที่รวบรวมโดย LSEG ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในการประชุมเดือนตุลาคม ขณะเดียวกันก็คาดการณ์ว่าอาจมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25%ในเดือนธันวาคม

ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 2.06% ปิดที่ 93.74 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 1.84% ปิดที่ 106.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–