คอลัมน์ความจริงความคิด : ส่งแม่ไปดูแล หรือ จับแม่ขัง

โดย….สาธิต บวรสันติสุทธิ์, CFP นักวางแผนการเงิน

สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าว “ลูกส่งแม่ไปศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ” ดังจนกลบข่าวน้ำท่วมไปเลย กรณีข่าวที่ออกมาจนเป็นกระแส ก็คือ สภาพของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ จ.กาญจนบุรี ซึ่งพบกรงเหล็กครอบเตียงและพื้นที่ที่มีการล็อก และมีผู้หญิงรายหนึ่งให้ข้อมูลว่าเธอถูกลูกชายและลูกสะใภ้พาไปอยู่โดยไม่สมัครใจเป็นเวลานานกว่า 2 ปีนั้น กรณีข่าวดังกล่าว กระแสสังคมตัดสินไปทางเดียวกันหมดเลย คือ ลูกอกตัญญูจับแม่ขังเพื่อหวังทรัพย์

แต่ในกรณีนี้หากเราถอยออกมาเป็นผู้ดู ไม่ใช่ผู้ตัดสิน เป็นกรณีที่ควรแยกวิเคราะห์เป็น 2 ระดับ คือ “จิตวิทยาของครอบครัวที่ตัดสินใจส่งแม่ไป” กับ “จิตวิทยาของระบบการดูแลที่อาจนำไปสู่การกัก/ควบคุม” ทั้งนี้ ข้อกล่าวหาของแต่ละฝ่ายยังต้องรอการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ไม่ควรสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดจากข่าวเพียงอย่างเดียว
 

1. สิ่งที่เกิดขึ้นในข่าวมีประเด็นอะไรบ้าง
เจ้าหน้าที่พบว่าศูนย์มีผู้พักประมาณ 100 คน และมีผู้ที่อาจมีภาวะทางจิตเวชหรือประวัติจิตเวชจำนวนมาก ขณะที่ขอบข่ายการอนุญาตเดิมมีข้อจำกัดแตกต่างจากการให้บริการจริง เจ้าหน้าที่จึงกำลังประเมินทั้งด้านสุขภาพและการดำเนินการตามกฎหมาย

ส่วนกรณีผู้หญิงที่ร้องเรียน มีการกล่าวอ้างว่าเธอถูกนำไปอยู่โดยไม่สมัครใจและอยู่เป็นเวลานานกว่า 2 ปี ขณะที่ภาพข่าวแสดงให้เห็นการติดตั้งโครงเหล็กและกรงบริเวณเตียงบางเตียง
ดังนั้น “ส่งแม่ไปศูนย์ดูแล” กับ “จับแม่ขัง” ไม่ควรใช้เป็นเรื่องเดียวกันทางจิตวิทยา เพราะแรงจูงใจและกลไกทางจิตแตกต่างกันมาก
 

2. ทำไมลูกบางคนจึงตัดสินใจ “ส่งแม่ไปอยู่ศูนย์”
งานวิจัยพบว่า การตัดสินใจนำผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้มีภาวะสมองเสื่อมหรือพึ่งพิงสูง ไปอยู่สถานดูแล เป็นการตัดสินใจที่มีความขัดแย้งทางอารมณ์สูงมาก
Systematic review ของ Teng และคณะ ซึ่งรวม 42 งานวิจัย ผู้สูงอายุ 123 คน และผู้ดูแลในครอบครัว 705 คน จาก 12 ประเทศ พบประเด็นสำคัญ 5 กลุ่ม ได้แก่

    • ความปลอดภัยของผู้สูงอายุ
    • ผู้ดูแลถึง “จุดแตกหัก” จากภาระที่เกินกำลัง
    • ครอบครัวขาดความช่วยเหลือ
    • ความรู้สึกผิดว่ากำลัง “ทอดทิ้ง”
    • ต้องการความมั่นใจว่าผู้สูงอายุได้รับการดูแลที่ดี

จึงเป็นไปได้ว่า ลูกไม่ได้คิดว่า “ฉันไม่รักแม่” แต่คิดว่า “ฉันดูแลแม่ต่อไม่ไหวแล้ว”

นี่เป็นความแตกต่างทางจิตวิทยาที่สำคัญมาก
 

3. จิตวิทยาที่น่าสนใจที่สุด: Caregiver Burden
เรียกว่า Caregiver Burden หรือ ภาระทางกายและจิตใจของผู้ดูแล เมื่อผู้สูงอายุต้องการการดูแลมากขึ้น เช่น
เดินไม่ได้ หลงลืม ก้าวร้าว นอนไม่หลับ ต้องป้อนอาหาร ต้องพาเข้าห้องน้ำ มีพฤติกรรมควบคุมยาก ต้องเฝ้าตลอด 24 ชั่วโมง ฯลฯ ผู้ดูแลอาจเข้าสู่ภาวะ “ฉันรักแม่ แต่ฉันไม่มีความสามารถในการดูแลแม่อีกต่อไป”

งานวิจัย systematic review พบว่าปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงการทำร้ายหรือดูแลผู้สูงอายุไม่เหมาะสม ได้แก่ ปัญหาทางจิตใจของผู้ดูแล ความรู้เกี่ยวกับโรค ภาระการดูแล จำนวนคนที่ต้องดูแล แรงสนับสนุนทางสังคม และระดับการพึ่งพิงของผู้สูงอายุ
 

4. แต่ทำไมจาก “ส่งไปดูแล” ถึงกลายเป็น “การกักขัง” ได้?
ตรงนี้น่าสนใจมากในเชิงจิตวิทยาจาก ความปลอดภัย (Safety) สู่ การควบคุม (Control) เริ่มต้นจากความคิดว่า “กลัวแม่ล้ม” แล้วกลายเป็น “ต้องป้องกันไม่ให้แม่ลุก” จากนั้น “ถ้าลุกแล้วอาจหนี” สุดท้าย “งั้นล็อกไว้เลย ปลอดภัยที่สุด” นี่เรียกว่า Control Escalation คือจากการจัดการความเสี่ยง ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการควบคุมบุคคล (อันนี้สอดคล้องกับที่เจ้าของศูนย์กล่าวถึงเหตุผลการทำกรงเหล็กครอบเตียง และการมีกรงพร้อมลวดหนามรอบอาคาร)

งานวิจัยเกี่ยวกับการควบคุมกักขังใน nursing home พบว่าผู้ที่มี cognitive impairment รุนแรง (ภาวะการรู้คิดบกพร่อง คือ ภาวะที่สมองมีความสามารถลดลงในการทำงานด้านการคิด การจำ การใช้ภาษา การตัดสินใจ หรือการรับรู้สิ่งรอบตัว ซึ่งมีความรุนแรงมากกว่าการหลงลืมตามวัยปกติ แต่ยังไม่ถึงขั้นเป็นโรคสมองเสื่อม (Dementia) โดยที่ผู้มีภาวะนี้ยังสามารถใช้ชีวิตประจำวันและช่วยเหลือตัวเองได้ดี) มีความสามารถในการเคลื่อนไหวต่ำ เคยล้มหรือมีพฤติกรรมกระสับกระส่าย มีโอกาสถูกควบคุมมากกว่า แต่การใช้การควบคุมเองก็สัมพันธ์กับผลเสีย เช่น ความสามารถในการเคลื่อนไหวลดลง แผลกดทับ การกลั้นปัสสาวะ/อุจจาระ และผลเสียทางจิตใจ
 

5. อีกกลไกหนึ่งคือ “Normalization of Deviance” ความชินชาต่อสิ่งผิดปกติ
นี่เป็นแนวคิดที่ผมมองว่านำมาอธิบายกรณีนี้ได้ดี คือ สิ่งที่ผิดปกติในวันแรก ค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนรู้สึกว่า “ปกติ” เมื่อทำซ้ำบ่อย ๆ ตัวอย่างเช่น เราอาจเห็น รถยนต์จอดคร่อมทางรถไฟทุกๆวัน ทั้งที่รู้กันทุกคนว่าผิดกฎหมาย และเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุมาก แต่เมื่อเห็นทุกวัน ก็เลยชิน จนมองข้ามอันตรายที่อาจเกิดขึ้นไป สุดท้ายเมื่อเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้น ก็จะมาหาคนผิดกัน

กรณีนี้ก็เช่นกัน

    วันแรก: เจ้าของศูนย์อาจคิด “เอากรงครอบเตียงได้จริงหรือ?”
    ผ่านไปสักพัก: “ถ้าไม่ครอบ เดี๋ยวคนไข้ตกเตียง”
    จนสุดท้าย “การขัง คือ วิธีดูแลที่ถูกต้อง”

นี่เป็น psychological drift (กระบวนการที่ความคิด ความรู้สึก มาตรฐานทางศีลธรรม หรือตัวตนของมนุษย์ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงและเบี่ยงเบนไปจากเดิมทีละน้อยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัว เกิดขึ้นจากแรงกดดันรอบตัว ความเคยชิน หรือสภาวะแวดล้อมที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเกณฑ์ในใจเราไปทีละนิดจนกลายเป็นเรื่องปกติ) จากความห่วงใย เป็น การควบคุม สุดท้ายเป็นเรื่องปกติ
และนี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการกำกับดูแลจากบุคคลภายนอกเช่น ภาครัฐ กรณีนี้ คือ สบส “กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ” จึงสำคัญมาก
 
 

6. แล้วทำไมลูกอาจยอมให้แม่อยู่แบบนั้นเป็นเวลานาน?
ตรงนี้มีมุมเชิงจิตวิทยา ที่น่าสนใจหลายตัว

    • Outsourcing Bias (แนวโน้มทางจิตวิทยาหรือกลยุทธ์ที่บุคคลหรือองค์กรตัดสินใจส่งมอบงาน ความรับผิดชอบ หรือการตัดสินใจบางอย่างไปให้บุคคลภายนอก (Outsource) โดยเชื่ออย่างล่วงรู้หรือคาดหวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่า หรือช่วยลดความเสี่ยงได้มากกว่าการลงมือทำด้วยตนเอง ทั้งที่ในความเป็นจริงอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป) เมื่อครอบครัวส่งผู้สูงอายุไปให้ “ผู้เชี่ยวชาญ” ดูแล อาจเกิดความรู้สึกว่า “เขาน่าจะรู้ดีกว่าเรา” จึงลดการตรวจสอบด้วยตนเอง
    • Authority Bias (แนวโน้มที่มนุษย์เรามักจะเชื่อถือ ให้ความสำคัญ หรือคล้อยตามความคิดเห็นและการตัดสินใจของบุคคลที่มีอำนาจ ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ที่มีตำแหน่งสูงกว่า โดยปราศจากการตรวจสอบหรือวิเคราะห์เหตุผลอย่างรอบคอบ) เมื่อศูนย์มีบุคลากรที่มีประสบการณ์หรืออ้างความเชี่ยวชาญ ครอบครัวอาจเชื่อคำอธิบายง่ายขึ้น เช่น “ต้องล็อกไว้เพราะผู้ป่วยอันตรายต่อตัวเอง” โดยไม่ถามต่อว่า “มีวิธีอื่นไหม?”
    • Diffusion of Responsibility (การกระจายความรับผิดชอบ คือ ปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่บุคคลรู้สึกรับผิดชอบต่อการกระทำ หรือรู้สึกว่าตนเองต้องเข้าไปช่วยเหลือในสถานการณ์ต่าง ๆ น้อยลง เมื่ออยู่ท่ามกลางกลุ่มคนจำนวนมาก เพราะทุกคนต่างคิดว่าจะมีคนอื่นรับหน้าที่นั้นแทนแล้ว) เมื่อมีผู้รับผิดชอบหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นลูก, ศูนย์, ผู้ดูแล, แพทย์, เจ้าหน้าที่, ฯลฯ ความรับผิดชอบอาจกระจายจนไม่มีใครรู้สึกว่า “ฉันเป็นคนตัดสินใจเรื่องนี้”
    • Confirmation Bias หรืออคติยืนยันความเชื่อ คือ แนวโน้มทางความคิดที่ทำให้คนเราเลือกค้นหา ตีความ จดจำ และให้ความสำคัญกับข้อมูลที่สนับสนุนความเชื่อหรือความคิดเดิมของตนเอง มากกว่าจะมองหาความจริงทั้งหมด ในขณะเดียวกันก็จะเพิกเฉย ละเลย หรือมองข้ามหลักฐานที่ขัดแย้งกับความคิดของตัวเองไปโดยไม่รู้ตัวถ้าลูกเชื่ออยู่ก่อนว่า “แม่ดูแลยากมาก” เมื่อเห็นแม่ถูกควบคุมก็อาจตีความว่า “เห็นไหม เราถึงต้องเอามาไว้ที่นี่” แทนที่จะตั้งคำถามว่า “ทำไมจึงต้องใช้วิธีนี้?”

 

7. ประเด็นที่ลึกกว่านั้น: “ความกตัญญู” ทำให้การตัดสินใจยิ่งยาก
งานวิจัยในครอบครัวชาวจีน/เอเชียพบว่า filial piety หรือค่านิยมความกตัญญูต่อพ่อแม่ มีบทบาทต่อความขัดแย้งในการตัดสินใจนำผู้สูงอายุไป nursing home รวมถึงทรัพยากรทางการเงิน ความเห็นไม่ตรงกันในครอบครัว และความไม่ไว้วางใจคุณภาพสถานดูแล จึงเกิดความขัดแย้งในความคิด คือ “ยิ่งรักแม่ ยิ่งรู้สึกผิดที่จะส่งแม่ไป” แต่ในเวลาเดียวกัน “ยิ่งดูแลไม่ไหว ยิ่งจำเป็นต้องหาคนช่วย”

ผลคือเกิด Cognitive Dissonance (สภาวะอึดอัดใจ ไม่สบายใจ หรือขัดแย้งภายในจิตใจ ที่เกิดขึ้นเมื่อบุคคลมีความคิด ความเชื่อ ค่านิยม หรือการกระทำที่ “ไม่ตรงกันหรือไม่สอดคล้องกัน”) ระหว่าง “ฉันเป็นลูกที่ดี” VS “ฉันกำลังส่งแม่ไปอยู่ที่อื่น” จิตใจจึงพยายามลดความขัดแย้งด้วยการบอกตัวเองว่า “ที่นี่ดีที่สุดสำหรับแม่” ซึ่งอาจเป็นเหตุผลที่ถูกต้องก็ได้ แต่ต้องมีการพิสูจน์รองรับ ไม่ใช่เพียงความสบายใจของผู้ส่ง เช่น ลูกควรตรวจสอบศูนย์ก่อนนำแม่ไปส่ง และคอยเยี่ยมเยียนสอบถามความเป็นอยู่ของแม่จากศูนย์และตัวแม่เอง
 

8. ความรู้สึกผิดหลังส่งแม่ไปก็เป็นเรื่องที่มีหลักฐานวิจัย
มีงานวิจัยพบว่าความรู้สึกผิดหลังนำสมาชิกครอบครัวไปอยู่ศูนย์ดูแลเป็นเรื่องที่พบได้จริง การศึกษาหนึ่งพบว่าผู้ดูแลจำนวนมากรู้สึกผิดเกี่ยวกับ การตัดสินใจส่งไป ระยะเวลาที่ไปเยี่ยม คุณภาพการดูแล ความรู้สึกว่าตนเองทอดทิ้งคนที่รัก
และความรู้สึกผิดอาจเกิดขึ้นแม้การย้ายไปสถานดูแลจะเป็นสิ่งที่ “จำเป็น” แล้วก็ตาม
ดังนั้น “ส่งแม่ไปศูนย์” ไม่ได้แปลว่าเป็นลูกที่ไม่ดีโดยอัตโนมัติแต่ต้องดูว่าส่งเพราะต้องการการดูแลที่เหมาะสม หรือส่งเพื่อกำจัดภาระออกจากชีวิต?

9. แล้ว “การขัง” แตกต่างจาก “การดูแล” อย่างไร?

นี่คือเส้นแบ่งทางจริยธรรมที่สำคัญมาก

การดูแล ควรเป็นเรื่องของ
• ประเมินความเสี่ยง
• ใช้วิธีจำกัดน้อยที่สุด
• มีเหตุผลทางการแพทย์/ความปลอดภัย
• ประเมินเป็นรายบุคคล
• ทบทวนเป็นระยะ
• เคารพศักดิ์ศรีและการให้อิสระ

แต่ถ้าเป็น การกักเพื่อความสะดวก จะเป็นเรื่อง
• ลดภาระเจ้าหน้าที่
• ป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรบกวน
• ไม่ต้องเฝ้า
• ทำเหมือนกันทุกคน
• ไม่มีการประเมินเฉพาะบุคคล
• ไม่มีการทบทวน

ซึ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ ที่ศูนย์ดูแลอาจเริ่มต้น จาก การดูแล “protective restraint” สุดท้ายเป็นการกักเพื่อความสะดวก “institutional control” และนี่เป็นจุดที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง

สรุปสุดท้าย มันเป็นเรื่องง่ายมากที่จะตัดสินใครซักคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ยากมากที่จะตัดสินได้ถูกต้อง สิ่งที่เราเห็นอาจไม่ใช่ทั้งหมด และ อาจไม่ใช่สิ่งที่เป็นจริง

“ความจริง กับ ความคิด อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกัน”
 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–