MFC ชี้หุ้นโลก Q4/69 ผันผวนสูง จับตาเฟด-น้ำมัน-เลือกตั้งสหรัฐฯ ชูหุ้นญี่ปุ่นเด่น

HoonSmart.com>>บลจ.เอ็มเอฟซี มองแนวโน้ม Q4/69 ตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนสูง เผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ย เงินเฟ้อ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แนะกระจายความเสี่ยง ทยอยสะสมสินทรัพย์พื้นฐานแกร่งช่วงตลาดปรับฐาน ชู “ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” เด่น คงน้ำหนักหุ้นไทย-สหรัฐฯ-จีน-อินเดียระดับ “Neutral” แนะถือทองคำ 5-10% เพื่อป้องกันความเสี่ยง พร้อมคัดกองทุนเด่นจัดพอร์ตลงทุน


 

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) เปิดมุมมองการลงทุนไตรมาส 4/2569 โดยประเมินว่าตลาดการเงินโลกกำลังเข้าสู่ช่วงทดสอบสำคัญ ท่ามกลางความไม่แน่นอนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ ราคาพลังงาน และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งอาจทำให้ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงผันผวนสูงตามปัจจัยข่าวรายสัปดาห์ กลยุทธ์หลักจึงเน้นกระจายความเสี่ยง และทยอยสะสมสินทรัพย์ที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งเมื่อราคาปรับฐาน

ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) หลังปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% เมื่อวันที่ 16 ก.ย. พร้อมส่งสัญญาณผ่าน Dot Plot ถึงโอกาสปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นแตะ 5.34% เมื่อวันที่ 2 ต.ค. ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐฯ เดือน ก.ย. ที่เพิ่มขึ้นเพียง 29,000 ตำแหน่ง และอัตราว่างงานขยับขึ้นเป็น 4.2% สะท้อนความเปราะบางของตลาดแรงงาน ทำให้ตลาดลดความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมปลายเดือน ต.ค. ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ยังคงยืนเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน เป็นอีกปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อและต้นทุนภาคธุรกิจ

ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดหุ้นโลก แต่ความสนใจของนักลงทุนเริ่มเปลี่ยนจากการเติบโตของเม็ดเงินลงทุนไปสู่ความสามารถในการสร้างรายได้และกระแสเงินสดจริง โดยผลประกอบการของ Nvidia รวมถึงพัฒนาการด้านกำไรของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความยั่งยืนของการลงทุน AI ท่ามกลางต้นทุนเงินทุนที่อยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ยังต้องจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในวันที่ 3 พ.ย. ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายการคลังและการค้าของรัฐบาล ขณะที่ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีสัญญาณทรงตัวดีขึ้นจากการขยายข้อตกลงพักรบทางการค้า แต่ยังต้องติดตามผลการเจรจาและมาตรการทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศอย่างใกล้ชิด

หุ้นญี่ปุ่นเด่นสุด ชูโอกาสลงทุนระยะสั้น-ยาว

สำหรับตลาดหุ้นรายภูมิภาค MFC ให้น้ำหนักตลาดหุ้นญี่ปุ่นในระดับ Overweight ทั้งระยะสั้น 0-3 เดือน และระยะยาว 6-12 เดือน โดยมองว่ามีปัจจัยสนับสนุนจากความต้องการลงทุนด้าน AI การใช้จ่ายลงทุนของภาคธุรกิจ และการปฏิรูปตลาดทุนของตลาดหลักทรัพย์โตเกียว (TSE) ที่มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรเงินทุนและมูลค่ากิจการ รวมถึงนโยบายสนับสนุนอุตสาหกรรม AI และเซมิคอนดักเตอร์ในระยะยาว

ทั้งนี้ ดัชนี TOPIX มีค่า Forward P/E ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569 อยู่ที่ 16.17 เท่า หรือสูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 6 ปีประมาณ 0.5 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดย MFC ประเมินว่าตลาดมีโอกาสเคลื่อนไหว Sideways และทยอยปรับขึ้นเป็นรายกลุ่ม หากกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตได้เพียงพอชดเชยต้นทุนเงินทุน อย่างไรก็ตาม ต้องระวังความเสี่ยงจากธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าคาด เงินเยนผันผวน และต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

ส่วนตลาดหุ้นสหรัฐฯ MFC ให้น้ำหนัก Neutral ทั้งระยะสั้นและระยะยาว แม้ความผันผวนในเดือน ก.ย. ช่วยลดความร้อนแรงของตลาด และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มเติบโต แต่แนะนำเลือกลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถสร้างกระแสเงินสดจริง ฐานะการเงินแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มทำกำไรได้ตามเป้าหมาย โดยเน้นหุ้นขนาดใหญ่ในกลุ่ม Magnificent 7 และธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าการลงทุนตามกระแสการเติบโตเพียงอย่างเดียว

สำหรับตลาดหุ้นยุโรป MFC ให้น้ำหนัก Neutral ในระยะสั้น และ Underweight ในระยะยาว แม้เศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนมีสัญญาณฟื้นตัวจากการใช้จ่ายภาครัฐของเยอรมนี รวมถึงหุ้นกลุ่มพลังงาน เทคโนโลยี และธนาคาร แต่ระดับมูลค่าหุ้นกลับมาใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสูง นโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังตึงตัว และความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้น ทำให้โอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มมีจำกัด

ด้านตลาดหุ้นจีน MFC ให้น้ำหนัก Neutral ทั้งระยะสั้นและระยะยาว หลังตลาด A-share ปรับฐานจากแรงขายหุ้นกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก ทำให้ระดับมูลค่าหุ้นกลับมาใกล้ค่าเฉลี่ย ขณะที่ภาครัฐเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบเจาะจง และความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหรัฐฯ มีเสถียรภาพมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ภาคอสังหาริมทรัพย์ และแนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียน โดยดัชนี CSI 300 มีค่า Forward P/E ที่ 12.4 เท่า ใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี แต่ประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ยังมีแนวโน้มถูกปรับลด

ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดีย MFC ยังคงให้น้ำหนัก Neutral ทั้งระยะสั้นและระยะยาว จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เงินดอลลาร์แข็งค่า กระแสเงินทุนต่างชาติที่ขายสุทธิ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น

หุ้นไทย Sideways จับตากำไร-ฟันด์โฟชว์

สำหรับตลาดหุ้นไทย MFC ประเมินว่ามีแนวโน้มเคลื่อนไหว Sideways โดยมีโอกาสฟื้นตัวเป็นรายกลุ่ม จากแรงสนับสนุนของมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ “ไทยช่วยไทย พลัส (เพิ่มเติม)” ในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย. และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ซึ่งช่วยรองรับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ปัจจัยสนับสนุนตลาดยังรวมถึงการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การใช้จ่ายภาครัฐ และโอกาสฟื้นตัวของรายได้จากภาคท่องเที่ยว อย่างไรก็ตาม ผลบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะยั่งยืนเพียงใด ขึ้นอยู่กับยอดขายและกำไรของบริษัทจดทะเบียน ตลอดจนความสามารถในการรักษาอัตรากำไรท่ามกลางต้นทุนที่สูงขึ้น

ด้านความเสี่ยงต้องติดตามราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ ความผันผวนของดอกเบี้ยโลกและค่าเงินบาท มาตรการกีดกันทางการค้า รวมถึงกำลังซื้อและคุณภาพสินเชื่อที่ยังเปราะบาง โดยต้องประเมินความคืบหน้าของโครงการลงทุนและการดำเนินงานจริงก่อนพิจารณาผลกระทบต่อรายได้ของบริษัทจดทะเบียน

ทั้งนี้ ข้อมูลกระแสเงินทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 1 ม.ค.-30 ก.ย. 2569 พบว่ามียอดซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย 25,110.20 ล้านบาท ขณะที่ระดับมูลค่าตลาดเริ่มมีความน่าสนใจ โดยดัชนี SET Index มีค่า Forward P/E ณ วันที่ 25 ก.ย. 2569 อยู่ที่ 13.79 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 0.8 S.D. อย่างไรก็ตาม MFC ยังคงมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยเป็น Neutral ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

“ตราสารหนี้” เน้นล็อกผลตอบแทน “ทองคำ” คงสัดส่วน 5-10%

สำหรับสินทรัพย์ประเภทอื่น MFC แนะนำให้พิจารณาตราสารหนี้ต่างประเทศเป็นเครื่องมือกระจายความเสี่ยง โดยมองว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงและผันผวนตามทิศทางเงินเฟ้อและนโยบายการเงิน จึงเป็นโอกาสทยอยลงทุนเพื่อรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย (Carry Yield) ในระดับที่น่าสนใจ และเพิ่มโอกาสรับกำไรจากส่วนต่างราคาในระยะยาว

ด้านทองคำ แม้ระยะสั้นถูกกดดันจากเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า แต่ความต้องการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกยังเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญ MFC จึงแนะนำคงสัดส่วนทองคำประมาณ 5-10% ของพอร์ต เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและป้องกันความผันผวนของตลาด

ส่วนน้ำมันมีแนวโน้มเคลื่อนไหว Sideways ในไตรมาส 4/2569 โดยภาวะอุปทานตึงตัวและความเสี่ยงในตะวันออกกลางยังช่วยพยุงราคา ขณะที่กองทุนอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก (Global REITs) อาจเผชิญความผันผวนจากอัตราดอกเบี้ยและ Bond Yield ที่สูงขึ้น แม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่งและระดับราคาเริ่มน่าสนใจ

สำหรับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ในเอเชีย ทั้ง S-REITs และ THAI-REITs ยังคงมีจุดเด่นด้านการรับกระแสเงินสดจากเงินปันผล โดยมีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยอยู่ในระดับน่าสนใจ และ Yield Spread ยังกว้าง ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยไทยที่อยู่ในระดับต่ำ จึงเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระแสเงินสดและกระจายการลงทุนในพอร์ต

“MFC มองว่าการลงทุนในไตรมาส 4/2569 ควรให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงและการคัดเลือกสินทรัพย์มากกว่าการเพิ่มความเสี่ยงเพื่อไล่ตามผลตอบแทน โดยเน้นลงทุนในสินทรัพย์ที่มีพื้นฐานรองรับ พร้อมทยอยสะสมเมื่อราคาอ่อนตัว และกระจายพอร์ตให้เหมาะสมกับเป้าหมายและความเสี่ยงที่ยอมรับได้”