HoonSmart.com>>ดัชนีดาวโจนส์ปิดบวกเล็กน้อย 51 จุด S&P 500 และ Nasdaq ปรับตัวลง ราคาน้ำมันดิบพุ่ง 3-4% สร้างความกังวลเงินเฟ้อ หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง สหรัฐฯ ลดกำลังผลิต หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ร่วง ฟาก ”ตลาดหุ้นยุโรป“ ปิดลบ
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ( Dow Jones Industrial Average) วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ปิดบวกเล็กน้อย แต่ดัชนี S&P 500 และดัชนี Nasdaq ปรับตัวลง เนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงและการลดกำลังการผลิตของสหรัฐฯ ซึ่งทำให้กลับมามีความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ประกอบกับการร่วงลงของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,231.64 จุด เพิ่มขึ้น 51.77 จุด, +0.10%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,765.36 จุด ลดลง 36.41 จุด, -0.47%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,193.34 จุด ลดลง 345.35 จุด, -1.25%
ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาไม่ต้องการทำข้อตกลงกับอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้ง ขณะที่มีรายงานว่าสหรัฐฯ กำลังเตรียมการโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ต่อมาทรัมป์ได้กล่าวว่าสหรัฐฯ จะไม่โจมตีอิหร่านก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมที่จะมีขึ้นในช่วงต้นเดือนหน้า ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุด
ราคาน้ำมันดิบ WTI และ Brent สำหรับการส่งมอบเดือนใกล้ที่สุด ปิดตลาดปรับตัวสูงขึ้น 3.6% และ 4.1% ตามลำดับ
ภาวะตึงตัวของอุปทานน้ำมันดิบทั่วโลกในช่วงสงครามอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้นกว่า 60% แล้วในปีนี้ ซึ่งเป็นการซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จึงได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ซึ่งถือเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2023
ขณะนี้ ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ ส่วนโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคมนั้นอยู่ที่ 69.2% จากเครื่องมือ FedWatch ของ CME
คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ กรรมการธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ระบุว่าอาจจำเป็นต้องมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่จังหวะเวลาในการปรับขึ้นนั้นยังมีความ “ยืดหยุ่น”
นอกจากนี้ บรรดาเทรดเดอร์ยังจับตาความเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร หลังจากที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี และ 30 ปี พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปีสัปดาห์นี้ โดยล่าสุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 5.227% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีลดลง มาอยู่ที่ระดับ 5.601% หลังการประมูลขายพันธบัตรอายุ 30 ปีของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ได้รับความสนใจอย่างมากและประสบความสำเร็จด้วยดี
ในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมหลัก 11 กลุ่มของดัชนี S&P 500 หุ้นกลุ่มพลังงาน ปรับตัวขึ้นนำกลุ่มอื่น ในขณะที่หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ซึ่งได้รับแรงกดดันจากหุ้นกลุ่มชิป ปรับตัวลดลงหนักที่สุด
แม้ Samsung Electronics ยักษ์ใหญ่ด้านชิปหน่วยความจำ จะคาดการณ์ผลกำไรรายไตรมาสสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ไม่สามารถช่วยหนุนความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีปรับตัวลดลงหลังจากหนังสือพิมพ์ Financial Times รายงานว่า รายได้ต่อปีของ OpenAI ต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ส่งผลให้หุ้นของยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์อย่าง Nvidia และ Advanced Micro Devices ต่างปรับตัวลดลงเกือบ 3% และเกือบ 4% ตามลำดับ
เมื่อวันพุธที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal รายงานว่า Broadcom กำลังเตรียมวงเงินสินเชื่อมูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์ให้กับ OpenAI ในขณะที่ Oracle ก็กำลังมองหาแหล่งเงินทุนในวงเงินที่ไม่ระบุจำนวนเช่นกัน จุดชนวนความกังวลว่าการที่บริษัทเทคโนโลยีระดมทุนด้วยการก่อหนี้ก้อนโตอาจทำให้การแข่งขันแย่งชิงเงินทุนในตลาดทวีความรุนแรงขึ้น
ราคาหุ้นของ Broadcom และ Oracle ปรับตัวลดลง 4.4% และ 5.5% ตามลำดับ
เทอร์รี แซนด์เวน หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านหุ้นของ US Bank Wealth Management ในเมืองมินนิอาโพลิส รัฐมินนิโซตา กล่าวว่า ตลาดกำลังเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว (sideways) เพื่อรอดูผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะเริ่มทยอยประกาศในสัปดาห์หน้า ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในอิหร่านที่ยังคงยืดเยื้อส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น
สำหรับความเคลื่อนไหวหุ้นรายตัว Palantir Technologies เป็นหนึ่งในหุ้นเพียงไม่กี่ตัวที่ปิดตลาดในแดนบวก โดยราคาหุ้นปรับตัวขึ้น 2% หลังจากได้รับปรับเพิ่มคำแนะนำการลงทุนจาก Goldman Sachs ซึ่งทางบริษัทมองว่ายังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
หุ้น PepsiCo ปรับตัวขึ้น 3.7% หลังจากที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายนี้ประกาศแผนลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ควบคู่ไปกับการปรับลดคาดการณ์กำไรหลักประจำปีลง
หุ้น Starbucks ลดลงเล็กน้อย 0.4% หลังจากมีรายงานข่าวว่าเชนร้านกาแฟแห่งนี้กำลังพิจารณาเข้าซื้อกิจการ Chipotle Mexican Grill (CMG.N) ซึ่งส่งผลให้ราคาหุ้นของ Chipotle พุ่งขึ้น 6.2%
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบ โดยหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 เดือน ขณะที่แรงเทขายพันธบัตรระลอกใหม่และราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงได้ทำให้มีความกังวลว่าภาวะเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ดัชนี STOXX 600 ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 4 เดือน
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 625.51 จุด ลดลง 4.74 จุด, -0.75%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,441.60 จุด ลดลง 16.90 จุด, -0.16%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,729.69 จุด ลดลง 39.52 จุด, -0.51%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 24,806.97 จุด ลดลง 297.39 จุด, -1.18%
หุ้นกลุ่มธนาคารยุโรปลดลง 2% โดยหุ้นของ Deutsche Bank จากเยอรมนี, Banco Santander จากสเปน, Societe Generale จากฝรั่งเศส และ UniCredit จากอิตาลี ต่างปรับตัวลดลงเป็นวันที่สอง ท่ามกลางสถานการณ์ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในยูโรโซนพุ่งสูงขึ้นเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบล่าสุด
นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Swissquote กล่าวว่า วิกฤตหนี้สินในยูโรโซนที่ทวีความรุนแรงขึ้นกำลังบั่นทอนแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาพลังงานผลักดันให้คาดการณ์อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะเข้ามาช่วยเหลือตลาดได้
ดัชนี CAC 40 ของฝรั่งเศสลดลง 0.5% สู่ระดับต่ำสุดในรอบกว่า 6 เดือน โดยฝรั่งเศสเป็นจุดแห่งความกังวลของนักลงทุน ท่ามกลางความพยายามในการควบคุมตัวเลขขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงเกินกว่า 5% ของ GDP
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนปรับตัวสูงขึ้นมาก เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นยิ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่นักลงทุนยังคงเทขายพันธบัตรของประเทศที่มีหนี้สินจำนวนมาก เช่น ฝรั่งเศสและอิตาลี ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในการกู้ยืมเพิ่มสูงขึ้น
นักวิเคราะห์กล่าวว่า เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงเกินระดับ 100 ดอลลาร์ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับตลาดพันธบัตรในประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในประเทศที่มีภาระหนี้สินสูง สถานการณ์ในฝรั่งเศสยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด และมีแนวโน้มว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อไป เนื่องจากยังไม่สามารถจัดการกับปัญหาทางการคลังได้ ประกอบกับท่าทีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ที่ดูเหมือนจะไม่เต็มใจเข้ามาแทรกแซง
แรงเทขายพันธบัตรในตลาดโลกเป็นวงกว้างจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางต่างๆ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก รวมถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับภาระหนี้สาธารณะ ได้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในหลายประเทศของยูโรโซนพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ
รายงานการประชุมนโยบายการเงินครั้งล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เผยให้เห็นความเห็นที่ต่างกันของเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับความจำเป็นในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่ทางด้านผู้กำหนดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับลดทอนกระแสคาดการณ์เรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะสั้น โดยให้เหตุผลว่าแนวโน้มเงินเฟ้อพื้นฐานบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่ไม่น่ากังวลนัก
หุ้นส่วนใหญ่ในดัชนี STOXX ปรับตัวลดลง มีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานเท่านั้นที่ปรับขึ้น เนื่องจากราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 3%
กลุ่มหุ้นเฮลธ์แคร์ ลดลงมากที่สุดในแง่ของเปอร์เซ็นต์ โดยร่วงลง 2.5%
หุ้น Tesco ในตลาดลอนดอนปรับตัวสูงขึ้น 5.2% หลังจากที่บริษัทค้าปลีกสินค้าอาหารแห่งนี้ปรับเพิ่มกรอบล่างของคาดการณ์ผลกำไรตลอดทั้งปี
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 3.21 ดอลลาร์ หรือ 3.64% ปิดที่ 91.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 4.08 ดอลลาร์ หรือ 4.07% ปิดที่ 104.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

