ตลท.เผยส่วนต่างยีลด์หุ้น-บอนด์ทะลุ 5% Q4 ลุ้นเงินThaiESG เข้า 2 หมื่นล้านบ.

HoonSmart.com >>ตลาดหลักทรัพย์ฯ สรุปภาวะหุ้นไทยเดือน ก.ย. 2569 ลดลง 40 จุดตามภูมิภาค ซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 7 หมื่นล้านบาท พุ่งกว่า 62% ภาพรวม 9 เดือนแรกดัชนีปรับขึ้น 23.8% ราคาต่อกำไรสุทธิต่ำกว่า 13 เท่า ส่วนต่างผลตอบแทนการลงทุนในหุ้นกับพันธบัตรรัฐบาลทะลุ 5% จาก 4.5% ลุ้นเม็ดเงิน Thai ESG ไหลเข้า 1.5-2 หมื่นล้านบาท จับตาผลฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม ประชุมเฟด การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ

นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Index เดือนกันยายน 2569 เคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,600 จุดได้เป็นส่วนใหญ่ ก่อนเผชิญแรงขายช่วงท้ายเดือนปิดที่ 1,559.01 จุด ปรับลดลงราว 2.3% จากเดือนก่อนหน้า หรือลดลงเกือบ 40 จุด เป็นการลดลงกระจายในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม และเป็นการปรับลดลงในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นประเทศเพื่อนบ้านและได้รับผลกระทบน้อยกว่าหลายตลาดในภูมิภาคที่มีการปรับลดลงเช่นเดียวกัน จากความกังวลด้านอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นและกดดันตลาดหุ้นเกิดใหม่ นำไปสู่เงินทุนไหลออก ทำให้ดัชนีในตลาดเกิดใหม่เกือบทั้งหมดปรับตัวลดลง รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ยกเว้นบางกลุ่มที่มีปัจจัยเฉพาะ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ที่ส่งออกได้ดี และปิโตรเคมีที่อยู่ในช่วงวัฏจักรขาขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากมองในไตรมาส 3 กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และธนาคารยังคงเป็นบวก

ขณะที่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปี ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นมา 300 จุด ปรับเพิ่มขึ้น 23.8% จากสิ้นปี 2568 จากแรงส่งของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ พลังงาน ธนาคาร ICT และปิโตรเคมี

นอกจากนี้ การปรับประมาณการกำไรของตลาดหุ้นไทยปรับตัวดีขึ้นประมาณ 20% ซึ่งสอดคล้องกับราคาหุ้นที่ปรับขึ้นมาในสัดส่วนใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าราคาที่เพิ่มขึ้นมาจากคาดการณ์กำไรที่ดีขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการขยายตัวของมูลค่าหุ้นมากเกินไป

หากพิจารณาเฉพาะผลตอบแทนตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปี อยู่ที่ 24% ยังคงอยู่ในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก

ด้านสภาพคล่อง ตลาดหุ้นไทยในเดือนกันยายนมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันประมาณ 70,151 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

ส่วนเงินทุนไหลออกในเดือนกันยายนมีประมาณ 26,328 ล้านบาท

มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai ใน 9 เดือนแรกของปี 2569 อยู่ที่ 69,942 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 62.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  โดยยอดซื้อสะสมของนักลงทุนต่างชาติ 9 เดือนแรก อยู่ที่ 24,856 ล้านบาท มีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายที่ 57.0% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 29.1% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ และบริษัทหลักทรัพย์อยู่ที่ 6.7% และ 7.2% ตามลำดับ

ในเดือนกันยายน 2569 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน mai 1 บริษัท คือ บมจ.ฟร้อนท์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง (FLE)

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) เดือนกันยายน 2569 มีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 546,158 สัญญา เพิ่มขึ้น 17.9% จากเดือนก่อนหน้า ที่สำคัญจากการเพิ่มขึ้นของ SET50 Index Futures และ Single Stock Futures อย่างไรก็ตาม ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวม อยู่ที่ 543,371 สัญญา เพิ่มขึ้น 28.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นไทยเมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาล หรือส่วนต่างผลตอบแทน (Earning Yield Gap) ปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่ระดับมากกว่า 5% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4.5% สะท้อนให้เห็นว่าตลาดหุ้นยังคงมีพื้นที่สำหรับการสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตร

ขณะเดียวกัน การปรับตัวลดลงของดัชนี SET Index ส่งผลให้ระดับราคาต่อกำไรสุทธิ (Forward P/E Ratio) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 13 เท่ากว่า ซึ่งถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้มูลค่าของตลาดหุ้นไทยมีความแข็งแกร่งและดึงดูดใจมากขึ้น

สำหรับปัจจัยสนับสนุนในระยะถัดไป ประกอบด้วย การที่ไทยเตรียมเป็นโฮสต์จัดประชุมร่วมระหว่างกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลกในสัปดาห์หน้า ซึ่งนอกจากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ยังเป็นเวทีสำคัญในการสร้างความสนใจและดึงดูดสายตาของนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมาที่ประเทศไทยอีกครั้ง

ขณะที่ จากการรวบรวมข้อมูลการปรับประมาณการกำไร พบว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับการปรับเพิ่มประมาณการกำไรขึ้นมากกว่า 20% ซึ่งถือเป็นระดับที่สูงเป็นอันดับต้นๆ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน ยืนยันว่าปัจจัยพื้นฐานทางกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังคงแข็งแกร่ง

การฟื้นฟูหลังน้ำท่วม มาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ การต่ออายุโครงการ Co-payment รวมถึงการลงทุนเพิ่มเติมในด้านการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน

รวมถึงช่วงปลายปีซึ่งเป็นช่วงไฮซีซั่นทางเศรษฐกิจ ตลาดคาดหวังผลประกอบการที่ทยอยประกาศออกมา รวมถึงแรงหนุนจากเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนสถาบันผ่านกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG) ซึ่งปีนี้ถือเป็นปีสุดท้ายที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีแบบเดิม
ที่ผ่านมาการเติบโตมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 20,000 – 30,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา AUM เติบโตขึ้นจากสิ้นปีสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 10,000 ล้านบาท

“คาดการณ์ว่าในช่วงสิ้นปีจะมีเม็ดเงินจากนักลงทุนสถาบันไหลเข้ามาอีกราว 15,000 – 20,000 ล้านบาท เพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในช่วงท้ายของปี”นายฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัย กล่าวว่า สำหรับปัจจัยต่างประเทศ แรงขายจากนักลงทุนต่างชาติยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในทิศทางที่สอดคล้องกันทั่วภูมิภาค โดยมีปัจจัยหลักมาจากความผันผวนของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ และราคาน้ำมัน โดยตลาดยังคงต้องติดตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ดี ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มมีสัญญาณทางออกที่ดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยผ่อนคลายแรงกดดันเรื่องราคาน้ำมันในตลาดได้

นอกจากนี้ ในช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ จะมีวาระสำคัญจากปัจจัยต่างประเทศและในประเทศที่เกิดขึ้นพร้อมกัน ทั้งการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซึ่งจากสัญญาณก่อนหน้านี้ หากเงินเฟ้อยังสูงเกินกว่าเป้าหมาย 2% อาจมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในปีนี้ตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย ที่เกิดขึ้นในวันเดียวกันกับการประชุม Fed

ตามด้วยการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน  ซึ่งผลโพลคาดว่าพรรคเดโมแครตอาจจะได้ครองเสียงข้างมากในสภาล่าง ทำให้เกิดคานอำนาจและลดความกังวลเรื่องนโยบายการคลังสุดขั้ว แต่อาจมีการใช้อำนาจบริหารของประธานาธิบดีแทน