HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ทั้งสามดัชนีหลักปิดลบ ดาวโจนส์ลดลง 341 จุด อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง สร้างความกังวลเงินเฟ้อและภาระหนี้สินที่สูง นักลงทุนประเมินรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ ประจำเดือนก.ย. “ราคาน้ำมันดิบ” ปรับลดลง ฟาก “ตลาดหุ้นยุโรป” ปิดลบ
ตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 7 ตุลาคม 2569 ปิดลบ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ระยะยาวกลับมาปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง ซึ่งทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อและภาระหนี้สินที่สูง ขณะที่นักลงทุนประเมินรายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกันยายน
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,179.87 จุด ลดลง 341.41 จุด, -0.66%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,801.77 จุด ลดลง 17.16 จุด, -0.22%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,538.69 จุด ลดลง 61.20 จุด, -0.22%
ดัชนี S&P 500 และ Dow ยุติช่วงขาขึ้นที่ดำเนินมาติดต่อกัน 4 วัน ส่วนดัชนี Nasdaq ปรับตัวลงเป็นครั้งแรกในรอบ 6 วันทำการ
นักลงทุนต่างตื่นตระหนกหลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2002 ที่ระดับ 5.365% ส่วน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี ยังปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2002 ที่ระดับ 5.732% อีกด้วย
อย่างไรก็ตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีปรับตัวลงจากระดับสูงสุดของวัน ภายหลังการประมูลขายพันธบัตรอายุ 10 ปีวงเงิน 39,000 ล้านดอลลาร์โดยกระทรวงการคลังสหรัฐฯ การเคลื่อนไหวของอัตราผลตอบแทน ซึ่งล่าสุดแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ช่วยให้ตลาดหุ้นลดช่วงติดลบลง
ในช่วงบ่าย ได้มีการรายงานการประชุมของเฟดประจำเดือนกันยายน ซึ่งระบุว่าผู้กำหนดนโยบายมองว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้ แม้จะไม่มีการระบุช่วงเวลาที่แน่ชัดก็ตาม ทั้งนี้ ข้อมูล ณ วันพุธบ่งชี้ว่า บรรดาเทรดเดอร์ประเมินโอกาสที่จะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเฟดเดือนตุลาคมซึ่งจะจัดขึ้นในสัปดาห์หน้าไว้ที่ประมาณ 17%
การปรับขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรล่าสุดส่งผลกระทบต่อภาคส่วนสำคัญของตลาด หุ้นกลุ่มธนาคารลดลงเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการปล่อยสินเชื่อ โดยหุ้นของ Goldman Sachs และ Bank of America ต่างปรับลง 1% ขณะที่หุ้นธนาคารอื่นๆ เช่น Wells Fargo, Citigroup และ JPMorgan ก็ปิดตลาดในแดนลบเช่นกัน
ในบรรดา 11 กลุ่มอุตสาหกรรมของดัชนี S&P 500 กลุ่มอุตสาหกรรม ปรับตัวลดลงมากที่สุดในเชิงเปอร์เซ็นต์ ในขณะที่หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์) เป็นกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นนำตลาด
ข้อมูลจากสมาคมนายธนาคารผู้ให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage Bankers Association) ระบุว่า อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบ้านแบบคงที่ระยะเวลา 30 ปีพุ่งสูงขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 3 ปีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามทิศทางขาขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้หุ้นกลุ่มที่อยู่อาศัย และกลุ่มผู้สร้างบ้านลดลง 2.3% และ 2.9% ตามลำดับ
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเผชิญแรงกดดันจากความกังวลว่าต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นจะส่งผลจำกัดต่อการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยราคาหุ้นของ CrowdStrike ลดลงเกือบ 5% ขณะที่หุ้นของ Palo Alto Networks และ Meta Platforms ลดลงมากกว่า 3% และ 2% ตามลำดับ
หุ้น SpaceX ร่วงลง 2.5% หลังจากมีรายงานข่าวว่าบริษัทด้านอวกาศของ Elon Musk กำลังระดมทุนมูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อนำไปใช้ในการจัดซื้อชิปของ Nvidia
นักลงทุนจับตาการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบที่เริ่มต้นในสัปดาห์หน้า โดยจะมีสถาบันการเงินชั้นนำหลายแห่งทยอยเปิดเผยผลประกอบการออกมา โดยจะดูว่าการทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับเทคโนโลยี AI นั้นเริ่มส่งผลออกมาให้เห็นมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวกันก็ยังคงเฝ้าติดตามสัญญาณบ่งชี้ถึงสถานะทางการเงินของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น
ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบอย่างหนัก หลังจากปรับตัวขึ้นติดต่อกันมา 3 วันทำการ โดยการปรับขึ้นของน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ได้บั่นทอนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 630.25 จุด ลดลง 6.38 จุด, -1.00%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,458.50 จุด ลดลง 83.19 จุด , -0.79%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,769.21 จุด ลดลง 95.86 จุด, -1.22%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,104.36 จุด ลดลง 344.83 จุด, -1.35%
ดัชนี STOXX 600 ลดลงส่งผลให้การปรับขึ้นในช่วง 3 วันทำการก่อนหน้าแทบหายไป ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวลงอย่างหนักอีกครั้ง โดยร่วงลง 3.3%
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ปรับตัวลดลงจากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยหุ้น BE Semiconductor Industries ร่วงลง 8.5% หลังจากที่ UBS ปรับลดคำแนะนำหุ้นของผู้ผลิตอุปกรณ์สำหรับผลิตชิปสัญชาติเนเธอร์แลนด์รายนี้ลงสู่ระดับ “ขาย” โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการนำเทคโนโลยีการบรรจุชิปแบบ “ไฮบริด บอนดิ้ง” (hybrid bonding) มาใช้งานจริง
ตลาดหุ้นยุโรปเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากตลาดพันธบัตรทั่วโลกยังคงร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าว่าจะชะลอตัวลง นักลงทุนกำลังเผชิญกับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยุโรปปรับตัวสูงขึ้นเล็กน้อย และส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ของฝรั่งเศสก็กว้างขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ลงของฝรั่งเศสก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีอายุ 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 3.5279% ก่อนจะปิดตลาดโดยแทบไม่เปลี่ยนแปลง
ตลาดจับตารายงานการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประจำเดือนกันยายนและถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟดอย่างใกล้ชิด เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ใหม่ๆ เกี่ยวกับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ คาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนนี้ได้ลดลงหลังจากตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แต่ตลาดก็ยังคงคาดการณ์ว่าจะมีการดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปีนี้และต่อเนื่องไปจนถึงปีหน้า
ตลาดต่างจับตาการรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ซึ่งจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้
ข้อมูลคาดการณ์จาก LSEG ระบุว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 3 ของบริษัทในดัชนี
STOXX 600 มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 19.4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหากไม่รวมภาคพลังงาน คาดว่าผลประกอบการจะเติบโตอยู่ที่ 9.9%
หุ้นกลุ่มยานยนต์ พลิกกลับมาลดลง 0.3% หลังจากที่ปรับตัวขึ้นในช่วงแรก โดยมีรายงานข่าวจากสื่อต่างๆ รวมถึง Bloomberg ระบุว่า สหภาพยุโรปกำลังพิจารณามาตรการจำกัดการนำเข้ารถยนต์ไฮบริดจากจีนเข้ามายังกลุ่มประเทศสมาชิก
ทั้งนี้ นาย Maros Sefcovic กรรมาธิการยุโรปด้านการค้า มีกำหนดเดินทางไปยังกรุงปักกิ่งในวันพุธ เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางในการลดปัญหาการขาดดุลการค้าที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหภาพยุโรปและจีน
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน ลดลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.3% ปิดที่ 88.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคมลดลง 38 เซนต์ หรือ 0.38% ปิดที่ 100.20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
———————————————————————————————————————————————————–

