HoonSmart.com>>ตลาดหุ้นสหรัฐฯวันที่ 6 ต.ค.2569 ปิดบวก ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวลง ซึ่งช่วยคลายความกังวลที่กดดันนักลงทุนในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมไปถึงการปรับตัวขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรายใหญ่ และตลาดหันมาให้ความสนใจกับฤดูกาลรายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 3
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์( Dow Jones Industrial Average) ปิดที่ 51,521.28 จุด เพิ่มขึ้น 253.38 จุด หรือ +0.49%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,818.93 จุด เพิ่มขึ้น 44.98 จุด, +0.58%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 27,599.79 จุด เพิ่มขึ้น 122.48 จุด, +0.45%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 5.27% หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 24 ปี ส่วนอัตราผลตอบแทนรุ่นอายุ 30 ปี ซึ่งอยู่ที่ระดับ 5.64% นั้น ก็อยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2002 เช่นกัน
การปรับตัวสูงขึ้นของตลาดได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิป โดยหุ้น Marvell Technology ทะยานขึ้น 5.8% และ Advanced Micro Devices ปรับตัวขึ้นเกือบ 3% เนื่องจากนักลงทุนมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจของบริษัทเหล่านี้ นอกจากนี้ หุ้นตัวอื่นๆ เช่น Broadcom ก็ปรับตัวสูงขึ้น 3.7% เช่นกัน
กลุ่มเทคโนโลยียังคงแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ Lisa Su ซีอีโอของ AMD ระบุว่าความต้องการด้านการประมวลผลยังคงสูงกว่าปริมาณอุปทาน โดยความเห็นดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่ Foxconn ซึ่งเป็นพันธมิตรของ Nvidia ในไต้หวัน รายงานผลประกอบการที่สดใส ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ที่แข็งแกร่งทั่วโลก
นอกจากนี้ ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศสะท้อนให้เห็นถึงการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยยอดการนำเข้าสินค้าประเภททุนปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.4% ในเดือนสิงหาคม
ราคาน้ำมันปิดตลาดโดยมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวสูงขึ้น 0.26% มาปิดที่ระดับ 100.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับตัวขึ้นเพียง 0.01% มาอยู่ที่ระดับ 89.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
รายงานจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่าตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้น 13.7% เนื่องจากยอดการนำเข้าพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยยอดการนำเข้าขยายตัวทั้งในรายเดือนและรายปีที่ระดับ 4.3% และ 28.4% ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนถึงอุปสงค์ภายในประเทศที่แข็งแกร่งและอาจซ้ำเติมแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ห่วงโซ่อุปทานตึงตัวจากผลกระทบของสงคราม
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME ชี้ว่า ตลาดการเงินกำลังปรับลดการคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งที่สองติดต่อกันในการประชุมนโยบายการเงินเดือนนี้ ลงเหลือ 19.4% จากระดับ 50.9% เมื่อสัปดาห์ก่อน
ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวก โดยได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นในวงกว้างของหุ้นทุกกลุ่มอุตสาหกรรม หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนเริ่มชะลอตัวลง ภายหลังที่พุ่งสูงขึ้นก่อนหน้านี้จากความกังวลด้านนโยบายการคลังและภาวะเงินเฟ้อ
ดัชนี STOXX 600 ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สาม
ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 636.63 จุด เพิ่มขึ้น 3.01 จุด, +0.48%
ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,541.69 จุด เพิ่มขึ้น 43.75 จุด, +0.42%
ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,865.07 จุด เพิ่มขึ้น 30.97 จุด, +0.40%
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 25,449.19 จุด เพิ่มขึ้น 194.98 จุด, +0.77%
หุ้นส่วนใหญ่ปิดตลาดในแดนบวก โดยกลุ่มท่องเที่ยวและสันทนาการ ปรับตัวขึ้น 1.4% และเป็นกลุ่มที่นำการปรับตัวขึ้นของตลาด ส่วนราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง เนื่องจากปริมาณการส่งออกน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้นช่วยบรรเทาความกังวลเกี่ยวกับอุปทานลง
หุ้น Genmab บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพสัญชาติเดนมาร์ก ปรับตัวขึ้น 4.4% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี หลังจากผลการศึกษาในระยะท้ายพบว่า การรักษาแบบผสมผสานที่พัฒนาร่วมกันโดย Genmab และ AbbVie บริษัทผู้ผลิตยาจากสหรัฐฯ สามารถลดความเสี่ยงของการลุกลามของโรคหรือการเสียชีวิตในผู้ป่วยที่เพิ่งได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหนึ่ง
ดัชนีกลุ่มธุรกิจเฮลท์แคร์ ปรับตัวขึ้น 0.6% แต่ถูกจำกัดด้วยราคาหุ้นของ Zealand Pharmaที่ร่วงลง 5.5%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรยูโรโซนปรับตัวลดลง หลังจากที่พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทั้งนี้ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของฝรั่งเศสและเยอรมนีแคบลงจากระดับสูงสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ขณะที่นักลงทุนกำลังประเมินว่าการพุ่งขึ้นของส่วนต่างความเสี่ยง (risk premium) ของฝรั่งเศสในช่วงที่ผ่านมานั้นสูงเกินไปและรวดเร็วเกินไปหรือไม่
หุ้นกลุ่มธนาคารรายใหญ่ ปรับตัวขึ้น 1.1% เนื่องจากนักลงทุนมีความต้องการรับความเสี่ยงมากขึ้น
ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ใกล้ระดับต่ำสุดในรอบ 17 เดือน โดยได้รับแรงกดดันจากความกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินที่สูงของฝรั่งเศสและภาวะชะงักงันทางการเมือง นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในภูมิภาคยังทวีความรุนแรงขึ้นหลังจากนายเปโดร ซานเชซ นายกรัฐมนตรีสเปน ประกาศจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา
ราคาน้ำมันดิบ WTI งวดส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 1 เซนต์ หรือ 0.01% ปิดที่ 89.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบ Brent ทะเลเหนือ งวดส่งมอบเดือนธันวาคมเพิ่มขึ้น 26 เซนต์ หรือ 0.26% ปิดที่ 100.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
